Research

อาหารเสริมกับงานวิจัย.. เรื่องที่คุณต้องรู้

วันนี้เรามาพูดคุยกันต่อเรื่องงานวิจัย อย่างที่ผมได้พูดถึงเมื่อคราวก่อนนะครับ ว่าคนส่วนใหญ่มักจะเชื่อทุกๆ ข้อมูลที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ว่ามันถูกต้อง 100%โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ที่เขาโฆษณาว่าผ่านการวิจัยมาแล้วจากสถาบันโน้น นี้ นั้น

งานวิจัยที่ถือว่าแย่ที่สุด และยังไม่นับว่า เป็นหลักฐานรับรองการใช้งานทั้งทางด้านการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ ได้แก่งานวิจัยในสัตว์ หรืองานวิจัยจากห้องทดลอง หรืองานวิจัยจากโรงงาน หรือการคาดเดาผลวิจัยต่างๆ

แล้วเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ก็ชอบเอางานวิจัยประเภทนี้แหละมาใช้สนับสนุนการขายสินค้า และบริการด้านสุขภาพของตัวเอง แล้วก็เผยแพร่ไปทั่วอินเทอร์

ซึ่งเราก็ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงหรือเปล่า หน่วยงานไหนสถาบันไหน เพราะเราไม่ได้ไปค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม หรือไปให้สุดทางจริงๆ

หรือบางครั้งอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆก็ได้ แต่มีวาระซ่อนเร้นในการออกมาพูด โดยพูดแต่ในแง่มุมที่จะทำให้เจ้าของสินค้าได้รับผลประโยชน์ แต่ในมุมที่เป็นโทษเขาจะไม่พูดถึง

จริงๆแล้วทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์นั้น เรียกข้อมูลเรื่องการวิจัยแบบนี้ว่า เรื่องเล่าสู่กันฟังเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น testimonial จากผู้เชี่ยวชาญ หรือ การสัมภาษณ์บุคคลสำคัญทางการแพทย์จากต่างประเทศต่างๆ อะไรประมาณนี้

แต่หากเป็นงานวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ คือมีการออกแบบงานวิจัยเพื่อที่จะทราบ ข้อเท็จจริงบางอย่าง โดยกำหนดปัจจัยแทรกแซงอื่นๆ มาทำการเปรียบเทียบ แบบนี้แหละที่น่าเชื่อถือมากกว่า

ผมจะขอยกตัวอย่าง งานวิจัยที่ดีงานหนึ่ง ให้เพื่อนๆฟังนะครับ

นายแพทย์ดีน ออร์นิช ต้องการที่จะหาคำตอบว่าการให้ผู้ป่วยปรับวิธีใช้ชีวิตจะมีผลรักษาโรคหัวใจจริงหรือไม่ เขาแนะนำผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ได้สวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปไว้ จำนวน 93 คน เอามาสุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ให้ได้รับการรักษาและดูแลตัวเองตามวิธีปกติ และกลุ่มที่ 2 ให้ปรับวิธีใช้ชีวิต ไปอย่างสิ้นเชิงใน 4 ประเด็นสำคัญคือ

  1. ให้กินแต่อาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัดไม่ขัดสี
  2. ให้ออกกำลังกายให้เหนื่อยหอบแบบร้องเพลงไม่ได้ 5 วันต่อสัปดาห์
  3. ให้ทำกิจกรรมจัดการความเครียดทุกวันเช่นนั่งสมาธิ และการเล่นโยคะ
  4. ให้เข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน สัปดาห์ละครั้ง แล้วติดตามดู เป็นเวลา 5 ปี

จากนั้น ให้นำตัวอย่าง มาฉีดสี วัดรอยตีบของเส้นเลือด นับจำนวนการเจ็บหน้าอก แล้วจำนวนการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นตัวชี้วัด

เมื่อคราว 1 ปี เขาก็ได้นัดผู้ป่วยทุกคน มาฉีดสีสวนหัวใจ และประเมินตัวชี้วัดดู พบว่า กลุ่มที่ 2 ที่ปรับวิถีชีวิต 100% โวยเรื่อง 4 ข้อนั้น รอยตีบที่หลอดเลือดของพวกเขาขยายโล่งขึ้นจากเดิม 4.5% มีอาการเจ็บหน้าอกน้อยลง 91%
ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้วิธีดูแลรักษาปกติทั่วไป รอยตีบที่หลอดเลือดแคบลงไปจากเดิม 5.4 เปอร์เซ็นต์ และมีอาการเจ็บหน้าอกเพิ่มขึ้น 165%

ซึ่งเมื่อครบ 5 ปี ผลที่ได้ ก็ยังคงเป็นแนวทางเดิม คือกลุ่มที่ 2 ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มที่ 1 มีแต่ทรงกับทรุด

งานวิจัยแบบนี้จึงจะเรียกว่างานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งแม้แต่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ นายบิล คลินตันซึ่งเคยทำบอลลูนไปแล้วครั้งหนึ่ง และดูแลในแบบที่ 1 กลับมาตีบซ้ำจนหมอบอกว่าต้องทำบอลลูนรอบที่ 2

บิล คลินตัน ตอบปฏิเสธ และได้เชิญนายแพทย์ดีน ออร์นิชผู้นี้มาให้คำแนะนำการดูแลรักษาในแบบที่ 2 ซึ่งก็ปรากฏว่า นายบิล คลินตันไม่ต้องทำบอลลูน และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกเลย

ซึ่งผมหวังว่า หลังจากนี้เวลาเพื่อนๆ อ่านข้อมูลต่างๆบนอินเทอร์เน็ต ให้ลองพยายามสืบค้นหาต่อไปให้ได้ ว่าต้นตอของงานวิจัยนั้นมาจากไหนอย่างไรน่าเชื่อถือหรือไม่

มิฉะนั้น นอกจากเราจะได้รับข้อมูลที่ผิดเพี้ยนแล้ว ยังอาจส่งผลทางด้านสุขภาพ ให้กับตัวเอง และผู้ที่เราแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

หากเพื่อนๆ ชอบบทความนี้ ช่วยกดแชร์ กดคอมเมนท์ให้ผมด้วยนะครับ เพื่อที่ผมจะได้คัดสรรความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้เสพกันอย่างสม่ำเสมอนะครับ

#MrSaen

Leave a Reply

Your email address will not be published.