Infobesity เมื่อเราอยู่ในโลกแห่งข้อมูล

ทุกวันนี้คนอยากรู้อะไรก็เข้าไปหาในอินเตอร์เน็ต โลกแคบลงเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าเป็นภาวะ “ข้อมูลท่วมท้น” หรือ Information Overload หรือคำเก๋ๆ ว่า Infobesity นั่นเอง

แต่ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ คนส่วนใหญ่กลับเชื่อข้อมูลทุกอย่าง ที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งบางครั้งก็ถูกส่งต่อๆกันผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นใน Google Facebook Line หรือ Social Media อื่นๆ

และที่สำคัญก็คือ เป็นความเชื่อในแบบที่มั่นใจมากๆด้วย ไม่มีการ ศึกษาค้นคว้า หรือวิจัยข้อมูลหาที่มาที่ไปที่ถูกต้องหรือมีหลักฐานอะไรรับรองเลย

แล้วคุณรู้ไหมว่า สินค้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตภัณท์อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งตอนนี้ มีเกลื่อนอินเทอร์เน็ตไปหมด ก็มักที่จะเอาผลงานวิจัย หลากหลายมากมายจากสถาบันนั้น นี้ นายแพทย์คนนั้น ดอกเตอร์คนนี้มาอ้างอิง

สุดท้าย คุณเคยลองหาข้อมูล ของผู้คนเหล่านั้นหรือเปล่า เคยลองหาข้อมูลจริงๆ ของสถาบันที่วิจัยหรือเปล่า หาข้อมูลเรื่องที่เขาวิจัยหรือเปล่า

ส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำกัน แต่กลับเชื่อในสิ่งนั้น เชื่อในข้อมูลนั้นแบบ 100% แล้วเอาข้อมูลนั้นมาส่งต่อ พอใครพูดถึง เรื่องนี้ ก็จะเข้าไปผสมโรงกับเขา ประหนึ่งว่าตัวเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นจริงๆ เหมือนกันนะเฟ้ย

ซึ่งตรงนี้แหละที่น่าเป็นห่วง คุณรู้หรือไม่ว่า คำว่างานวิจัยต่างๆ มันไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นได้รับการรับรองและถูกต้อง อย่างเรียบร้อยแล้ว สามารถอนุมัตให้ได้ มีการรับรองที่แน่นอน

แต่นักการตลาด มักจะเอาข้ออ้างคำอ้างของผลงานวิจัย ที่ใครบางคนทำเพื่ออะไรบางอย่างมาใช้ประโยชน์ ในมุมที่จะทำให้คนเชื่อ และซื้อสินค้าของตัวเอง

ผมอยากให้เพื่อนๆ ลองพิจารณาหลายๆแง่มุมนะครับ อยากจะฝากบอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อผลงานวิจัย ซึ่งคราวหน้าผมจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพื่อประโยชน์ของเพื่อนเอง ก่อนที่จะซื้อ ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในอินเทอร์เน็ตนะครับ

ทำไมถึงป่วย.. คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด

นี่คือคำถามที่คนส่วนใหญ่ถามผม และผมสังเกตเห็นได้ถึง “ความกังวลบางอย่าง” จากน้ำเสียง และแววตาของพวกเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมาเล่าให้คุณฟัง

ต้องย้อนเรื่องราวกลับไปถึงตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ก่อนเลย ตอนนั้นผมยังอยู่ในวัยคึกคะนอง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการหาเงินเรียนหนังสือ เราตัดสินใจได้เองทั้งหมด ไม่เคยมีความคิดเรื่องเป้าหมายชีวิต ไม่เคยมีความคิดเรื่องการแต่งงาน คิดแค่เพียงว่า “ใช้ชีวิตให้พอ แล้วบั้นปลายจะบวชไม่สึก”

ในหัวตอนนั้นมีไม่กี่เรื่อง งาน, เที่ยว, เตะบอล, ดื่ม สังสรรค์, จีบหญิง แค่นั้นจริงๆ ไม่ได้คิดจะรวย ไม่เคยคิดที่จะสร้างเนื้อ สร้างตัว จะมีครอบครัว มีธุรกิจเป็นของตัวเองเลยสักนิด เพราะฉะนั้นงานจึงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มีทุกอย่าง แล้วงานอะไรล่ะที่มันตอบโจทย์? สรุปแล้วมาลงตัวที่งาน Organizer ซึ่งไม่ซ้ำซาก ได้เที่ยว (งาน Road show ต่างๆ) ได้เงิน ได้สังสรรค์ ได้เจอดารา ได้เตะบอล ได้ทักอย่างที่อยากได้ ทำให้ชีวิตตอนนั้นไหลไปตามกรรมมากๆ ไม่มีหลัก ไม่มีทิศทาง

สิ่งที่ตามมาคือ เริ่มมีความดันโลหิตสูงนิดๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะไม่คิดว่ามันจะทำอะไรเราได้ ก็ปล่อยปละละเลยมาเรื่อยๆ แล้วลักษณะของงานคือ ต้องเป๊ะมากๆ ห้ามพลาด ทุกอย่าง LIVE มากๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าคืองานหลักเลย การเตรียมงานนี่คือ “เครียดมาก” “พักผ่อนน้อย” “กินไม่เป็นเวลา” “ต้องเข้าสังคม” ต้อง Social drink เป็นประจำ” “ไม่มีเวลาออกกำลังกาย” “เสพทุกเรื่องที่เป็นกระแส” (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นข่าวฉาวเสียมากกว่า)

นั่นจึงทำให้ผมหาทางออกกำลังให้มากขึ้น แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ บังเอิญตอนนั้นเพื่อนเลิฟชวนเปิดร้านเหล้าข้างสนามฟุตบอล ก็เลย Bingo ได้เตะบอล (ที่ตัวเองรัก) ได้เจอเพื่อนๆ ได้ดื่ม สังสรรค์ และได้เชียร์ทีมฟุตบอลที่รัก ได้ร้องเพลง ได้เจอผู้คน อะไรมันจะคลิ๊กขนาดนี้

ปรากฏว่า.. เสร็จจากงานเครียดๆ มาทั้งวัน ก็มาเฝ้าร้าน ดื่มกับเพื่อน กับลูกค้าทุกคืนๆ ดื่มสารพัดสูตร เรียกว่าดื่มเป็นทุกอย่าง เป็นอย่างนี้นานเป็นปี จนกระทั่งขายร้านต่อแล้วย้ายกลับมาทำงานที่พัทยาบ้านเกิด

คุณลองดูองค์ประกอบเหล่านี้สิ.. แล้วมันจะไม่ป่วยได้อย่างไรล่ะ

เอาง่ายๆ เลย.. ถ้าไม่อยากป่วยให้ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ได้เลย 55555 แล้วนี่ก็คือที่มา หรือจุดเริ่มต้นของอาการป่วยที่เพื่อนๆ รู้กันดีนะครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังว่าอาการมันเป็นยังไง แล้วผมทำยังไง…. แล้วพบกันครับ

#MrSaen #สุขภาพดีเรื่องง่ายง่ายสไตล์พี่แสน #DzyneYourLife

อะไรที่ทำให้เปิด Website เป็นของตัวเอง

คำถามแรกที่ผมได้ยิน เมื่อผมมักจะโพสต์เรื่องราวดีๆ เรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ การตลาด การขาย รวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับแนวคิด และทัศนคติเชิงบวกก็คือ “ทำไปทำไมวะ??”

ต้องเรียนให้ทราบตามตรงว่า ผมเคยเปิด Website ในชื่อนี้มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อการเรียนรู้ และทำการตลาดเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ และธุรกิจเครือข่าย ซึ่งสาเหตุที่ปล่อยผ่านไปก็เพราะว่า “ผมอดทนไม่พอ”

เมื่อ “อดทนไม่พอ” นั่นหมายความว่า Content ดีๆ ที่ผมสร้างไว้ใน Website ของผมก็ถูกกลืนหายไปกับสายลม และทุกอย่างต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด… แต่ “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่นา เริ่มใหม่ก็เริ่มใหม่สิ” 55555

Website นี้ผมตั้งใจที่จะทำขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือนกับ Diary ชีวิต โดยที่ผมจะทยอยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาให้เพื่อนๆ ได้ฟังกันก่อน เพื่อที่เราจะได้รู้จักกันดีมากกว่านี้ แล้วเพื่อนๆ จะรู้ว่า ผมเขียน Website นี้ขึ้นมาทำไม และมันสำคัญกับผมขนาดไหน?

วัยเด็กที่แสนสนุก และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย (ชอบเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก)
วัยเด็กที่ได้บวชเรียนเป็นสามเณรแสนซน (ชาวบ้านให้ฉายานามว่า “หลวงพ่อเณร”)
วัยเด็กที่ต้องรับมือกับการพลัดพราก (พ่อ-แม่ แยกทางต้องย้ายไปอยู่กับยาย)
วัยเด็กที่โตมาท่ามกลางธรรมชาติ กับครอบครัวชาวนาทั่วไป

วัยเรียนที่มันส์ทุกเรื่อง และเป็นหนึ่งในช่วงชีวิตที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน
วัยเรียนที่ได้เจอเพื่อนที่หลากหลาย และมีทุกรูปแบบจริงๆ
มัธยมต้นที่ฝักใฝ่อยู่กับดนตรี และกีฬา
มัธยมปลายที่ลอง และเรียนรู้ไปเสียทุกเรื่อง (ทั้งเรื่องดี และเรื่องไม่ดี)

วัยทำงานที่เปิดประสบการณ์ชีวิตในทุกๆ ด้าน
เริ่มต้นที่งาน Freelance Backstage เรียนรู้จากเด็กแจกใบปลิว สู่ Backstage สายดนตรี
ต่อด้วยงานทางด้าน Organizer อีกกว่า 20 ปี
เปิดร้านอาหารข้างสนามฟุตบอล วัตถุประสงค์หลักคือออกกำลัง ดื่ม และเชียร์บอลกับเพื่อนๆ
ผันตัวมาเป็น Property Marketer ที่เริ่มจากตำแหน่ง Creative และจบที่ General Manager
ได้ไปท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ต่างประเทศหลายครั้ง ได้ประสบการณ์ใหม่มากมาย

วันที่เจอกับคำว่า “วิกฤติ”
เคยตรวจร่างกายเมื่อสมัยทำงาน พบว่า “ความดันโลหิตค่อนข้างสูง” แต่ก็ไม่ได้สนใจ
ด้วยความที่คิดว่า “เรายังเป็นวัยรุ่นที่แข็งแรงอยู่… ไม่เป็นไรหรอก” และไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลย
เว้นการตรวจร่างกายประจำปีไปหลายปี จนกระทั่งพบว่า “เส้นเลือดหัวใจตีบ 2 เส้นระดับ 80%”
เข้ารับการทำบอลลูนหัวใจทันที ลาออกจากงาน หมดเงินที่เก็บมาไปกับการรักษา

การฟื้นฟู การเยียวยา การก้าวต่อ
เงินเก็บส่วนที่เหลืออีกไม่มาก ทยอยใช้ไปกับการกินอยู่ เรียนรู้ ลงทุนทำอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องอยู่กับบ้าน เพราะไปทำงานไม่ได้ (ทนกับความเครียดไม่ได้)..
มีเพียงครอบครัว และภรรยาที่อยู่เคียงข้าง และเข้าใจ

ลงทุนไปกับอะไรหลายๆ อย่าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่สำเร็จดั่งที่ตั้งใจสักที
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ “การรู้จักตัวเอง และใช้ชีวิตให้มีความสุข” “วิธีคิดที่โคตรจะเป็นบวก”
“วิธีเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และผู้คน” พร้อมทั้งกัลยาณมิตรอีกหลายคน
ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่มีคุณค่ามากกว่าเงินทอง
และมากกว่าสิ่งใดๆ เพราะโลกใบนี้มันคือ “ตัวเราเอง” ที่สะท้อนออกมา และเป็นอย่างที่เห็นนั่นเอง

วันนี้ที่พร้อมจะส่งต่อประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถให้กับผู้คน ในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็น
ความรู้ทางด้านการดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ การเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง และความรู้ด้านการตลาดซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้คนอย่างแน่นอน แล้วผมจะทยอยเล่าให้ฟังนะครับ

#MrSaen
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย
#1DayGoodThing
#ChangeYourLife
#DzyneYourLife

5 นิสัยที่ต้องมี หากอยากสุขภาพดีตลอดไป

ทุกวันนี้เราโฟกัสเรื่องอะไรอยู่ บางคนอาจจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ “พื้นฐานในการมีชีวิตที่ดี” ซึ่งก็หมายถึงการมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดีนั่นเอง และนี่คือ 5 นิสัยที่เราควรต้องมี หากอยากมีสุขภาพที่ดีตลอดไป

ในปัจจุบันโลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องหมุน และใช้ชีวิตตามให้ทัน บางสิ่งเราทำตามโดยไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์กับตัวเองอย่างไร แต่ทำตามแค่เพื่อไม่ให้ตกขบวนหรือพลาดในสิ่งที่คนอื่นเขาทำกัน แต่เรากลับลืมสิ่งที่เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเราเอง

วันนี้ผมอยากจะชวนให้เพื่อนๆ ทุกคน สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติ แล้วลองทบทวนดูว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่เราควรทำก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่เราจะตั้งเป้าหมายในชีวิตว่ามันคืออะไร
มันใช่สิ่งที่เรากำลังก้มหน้า ก้มตาทำกันอยู่ทุกวันนี้หรือเปล่า

ผมเฉลยให้รู้เลยก็ได้ สิ่งนั้นคือ Wellness ซึ่งหมายถึงการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และจิตวิญญาณของเราให้สมบูรณ์พร้อมนั่นเอง ซึ่งเพื่อนๆ รู้มั๊ยว่าหากเราปล่อยปละละเลยมัน จากเรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน มันอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ “ทั้งสำคัญ และเร่งด่วน” ก็เป็นได้และนี่คือ 5 สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ และตระหนักถึงความจำเป็นต้องทำ และทำทุกวัน ทำอย่างสม่ำเสมอ ทำจนเกิดเป็นนิสัยได้ยิ่งดี

1. กินให้เป็น

โดยส่วนใหญ่แล้วคนเรายัง “กินไม่เป็น” เรามักจะ “กินเมื่ออยาก” มากกว่า “กินเมื่อหิว” ซึ่งนั่นเป็นการสร้างภาระให้กับร่างกายโดยไม่รู้ตัว เพราะอาหารที่เกิดจากการกินเพราะความอยากนั้น ส่วนมากแล้วร่ายกายจะ “ไม่ได้เอาไปใช้งาน” มันจึงแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่มันสามารถเก็บ กักตุนไว้ใช้ในยามจำเป็นเช่น ไขมันสะสม เป็นต้น

สุดท้ายแล้วเราก็ต้องหาทางเอาสิ่งที่กินเมื่ออยากออกจากร่างกายอยู่ดี เราจึงต้องหายาลดความอ้วนมากิน ต้องเสียงเงินเข้าฟิตเนส เสียเงินดูดไขมันออก เสียเงินซื้ออาหารเสริมเป็นกำมือ ฯลฯ เพียงเพราะเรา “กินไม่เป็น” เท่านั้นเอง

วิธีง่ายๆ (แต่อาจจะทำยาก) ก็คือเราควรต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินให้หลากหลาย โดยแบ่งอาหาร 1 จาน ออกเป็น 4 ส่วน คือ เป็นผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วนและเนื้อสัตว์อีก 1 ส่วน กินเมื่อหิว หรือเมื่อร่างกายต้องการเป็นหลัก แต่หากหน้าที่การงานกำหนดให้กินเป็นเวลาก็ให้ทานเท่าที่่จำเป็น อย่าทานจุกจิก หากจำเป็นต้องทาน 3 มื้อ ก็ให้ลดปริมาณในมื้อเย็น เน้นอาหารที่เป็นผัก และออร์แกนิค ปราศจากสารปรุงแต่งและสารเคมีจะเกิดประโยชน์สูงสุด เลือกให้ดี กินให้เป็น เพราะ “You are what you eat” นะครับ

2. ดื่มน้ำให้เหมาะสม

ร่ายกายเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 1 ใน 3 ของร่างกาย น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ร่ายกายขาดไม่ได้และช่วยสร้างความสมดุลในเซลล์ซึ่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ เราควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว หรือน้ำขวดเล็กประมาณ 3 ขวด การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยเรื่องการขับถ่าย ทำให้อุณภูมิร่างกายคงที่ มีผลต่อการทำงานของสมองในเรื่องของความจำ และยังช่วยรักษาระดับของอารมณ์และลดความเครียดได้อีกด้วย ขอเน้นว่าน้ำที่เราดื่มควรเป็นน้ำเปล่าและสะอาด ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ ไม่เช่นนั้นจะเกิดโทษต่อร่างกายมากกว่าประโยชน์

3. ออกกำลังกาย

ในเรื่องของการออกกำลังกายนั้น มีความเห็นมากมายในโลกอินเตอร์เนต ก็อยากให้คุณลองเลือกเสพเอานะครับ ว่าตัวเองเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน อย่างไร แต่ในการดูแลสุขภาพนั้นจะเน้นว่าการออกกำลังกายเป็นการป้องกันโรคมากกว่า “การแก้ไข” นะครับ อย่ากที่พูดมาตอนต้นว่า หากเราเริ่มจากการกินไม่เป็น ทำให้เราต้องมาออกกำลังเพื่อแก้ไขมากกว่าเพื่อดูแลสุขภาพไปซะอย่างนั้น

ธรรมชาติแค่ต้องการให้เรามี “การเคลื่อนไหวที่เหมาะสม” เพื่อให้อวัยวะภายในได้รับการกระตุ้น ได้ทำงาน เพื่อให้เกิดพลังงานตามธรรมชาติ ไม่ได้ให้เราต้องไปเล่นเวทให้กล้ามโต ไม่ได้ให้เราปั่นจักรยานวันละร้้อยกิโล ไม่ได้ให้เรามีกล้ามท้องแข็งเรงสวยงาม ฯลฯ ซึ่งกรออกกำลังดังที่กล่าวมานั้นไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ แต่มันมากเกินพอสำหรับคนทั่วไป แต่มันเป็นการตอบสนองอะไรบางอย่างมากกว่า เพราะฉะนั้นคุณต้องเลือกให้ถูก และเหมาะกับ Lifestlye ของตัวเองนะครับ

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ให้มีการเคลื่อนไหวเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อ และระบบการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจ และปอดทำงานได้ดี และแข็งแรงขึ้น นอกจากนั้นการออกกำลังกายยังช่วยลดความเครียด ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย และช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

ที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องทุกวัน และหากทำจนกลายเป็นนิสัยได้ก็จะยิ่งดีมากๆ เลย

4. พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนคือช่วงระยะเวลาที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซม และสร้างเซลล์ใหม่ เป็นช่วงเวลาที่อวัยวะภายในต่างๆ จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ สมองได้พักผ่อนหลังจากที่มีเรื่อง
ให้ต้องคิดตลอดทั้งวัน คิดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทุกท่านต่างก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ช่วงระยะเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นซ่อมแซมร่างกายของนาฬิกาชีวิตของเรานั้นคือเริ่มตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป (ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สามารถหาได้จากอินเตอร์เนททั่วไป)
แต่สิ่งทีสำคัญคือ ก่อนนอนต่างหากที่เราจะทำอย่างไรให้การนอนนั้น เป็นการนอนที่มีคุณภาพ

หากคุณยังหลับไปพร้อมกับทีวี หรือมือถือของคุณ นั่นหมายความว่าสมองของคุณยังคงสั่งการอยู่ไม่ได้หยุดพัก แม้คุณจะหลับไปแล้วแต่เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะยังเหมือนนอนไม่เต็มอิ่มอยู่ดี หรือแม้แต่การพกความเครียดเข้านอนด้วยนี่ยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่เลย เพราะความเครียดนั้นๆ มันจะถูกส่งต่อไปยัง “ส่วนลึก” ของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่มันจะแสดงตัวออกมาเมื่อคุณเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันนั่นเอง เพราะฉะนั้นก่อนนอนควรทำจิตใจให้สงบ อาจจะด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิสั้นๆ ก็ได้ และนั่นแหละคือ “การพักผ่อนที่มีคุณภาพ”

5. คิดบวก

การคิดบวก กับ “โลกสวย” อย่างที่ใครๆ ชอบพูดกันนั้น เป็นคนละเรื่องเดียวกันเลยนะครับ คนที่เปรียบเทียบอะไรว่า “โลกสวย” นั้นจะมีมุมมองที่เป็นของตัวเองสูงมาก และมักจะอยู่ในโลกของตัวเอง และชอบให้คนที่ชอบคล้ายๆ กันเข้ามาอยู่ในโลกใบเดียวกัน สร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนกัน และอยู่ด้วยกันในโลกใบนั้น พร้อมกับคำพูดที่ว่า “นี่คือโลกแห่งความจริง”
แท้ที่จริงแล้ว การคิดบวกคือการมีมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในด้านที่เป็น “โอกาส” ซึ่งเลือกมองในมุมที่มีคุณค่าใดซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ร้าย หรือเหตุการณ์ดีๆ ก็ตาม
เช่น เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายห่วยแตกบางอย่าง (ในความรู้สึกของคนทั่วไป) คนที่คิดบวกจะรีบมองหาโอกาส มองหาทางรอด มองหาความเป็นไปได้ทันที ในทางกลับกันคนที่มอง “โลกแห่งความจริง” จะไม่คิดเช่นนั้น เขาจะด่าทอ เขาจะไม่พอใจ เขาจะระบายออกในช่วงทางต่างๆ เท่าที่เขาจะทำได้ เขาจะหาพวกพ้องที่คิดเหมือนกัน อยู่รวมกันและระบายให้กันและกันฟัง
เพียงเท่านี้ก็เห็นแล้วว่าใครที่มีโอกาสจะพบกับ “ความสุข” มากกว่ากัน

ทั้ง 5 ข้อนี้คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของชีวิตเลยก็ว่าได้ หากคุณปฏิบัติทั้ง 5 ข้อนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ และทำจนกระทั่งกลายเป็นนิสัยของคุณได้ รับรองว่าคุณจะเป็นคนที่มีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่สมบูรณ์ แข็งแรงอย่างแท้จริง

#MrSaen
#สุขภาพดีด้วยวิธีธรรมชาติ

ปวดหัวจัง!! สร้างรายได้อย่างไรดี ในช่วงโควิด

การสร้างรายได้จากที่บ้านในยามวิกฤตแบบนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่ายมากนะครับ
ยาก เพราะว่าเรายังไม่รู้.. และบางครั้งรู้ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ หรือลงมือทำแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ ง่าย ก็เพราะว่าเราทำมากพอ เกิดความชำนาญมากขึ้น และสม่ำเสมอ

ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดถึง “การสร้างรายได้ช่องทางที่ 2”
ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึง การขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือบริการก็ตาม

แต่ก็นั่นแหละ.. “แล้วจะขายอะไรดีล่ะ?”

แทบทุกอย่างต่างก็มีคนขายเยอะแยะไปหมดแล้ว เป็น RED OCEAN แย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกัน นั่นแปลว่า ต้องสร้างตัวตน ให้ลูกค้าเห็นบ่อยที่สุด และเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง
จึงจะมีโอกาส “ปิดการขาย” ได้ง่ายขึ้น

เราจึงเห็นใครต่อใคร ต่างก็ออกมา “สร้างตัวตน” จนเป็น “ใครบางคน” บนโลกออนไลน์ได้แต่ไม่ว่า “สินค้า หรือบริการ” อะไร จะดีแค่ไหนก็ตาม หากไม่เป็นที่รู้จัก ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

นั่นจึงเกิดธุรกิจใหม่ (แต่ก็เริ่มเก่าแล้ว) ขึ้นมา นั่นก็คือ “ธุรกิจการสอน”
ซึ่งธุรกิจนี้แหละ.. ที่เป็น “พระเอกตัวจริง”

นั่นหมายความว่า หากคุณมี “ทักษะ” อะไรบางอย่างที่จำเป็นในการสร้างอาชีพ หรือสร้างรายได้.. นั่นแหละคือ “สินค้า” ที่โดดเด่นของคุณ เพราะมันคือ”ประสบการณ์”ของคุณ

คนบางคน มีความรู้เหมือนกัน แต่ประสบการณ์ต่างกัน ความสำเร็จก็ต่างกัน
เหมือนกับตอนเราเป็นนักเรียน ที่คุณครูก็สอนเรื่องเดียวกัน สอนเหมือนกัน พร้อมกัน
แต่พอถึงเวลาสอบวัดผล.. นักเรียนกลับมีผลการเรียนที่ต่างกัน
นั่นเป็นสิ่งที่ชี้ชัดได้เลยว่า “ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนสอนเป็นใคร”
แต่อยู่ที่ว่า “คนเรียน เรียนรู้และนำไปใช้” ได้ดีแค่ไหนต่างหาก

เช่นเดียวกับที่พระท่านกล่าวเอาไว้ว่า “ธรรมะไม่ได้อยู่ที่คนสอนธรรม..
แต่อยู่ที่คนฟังธรรม” นั่นเอง

ผมอยากบอกเพื่อนๆ ว่า..
วันนี้ จงเรียนรู้อะไรที่เราไม่รู้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ “ลงสนาม” ไปเจอของจริง
ลงสนามให้บ่อยมากพอ จนเกิดความชำนาญ เมื่อชำนาญมากพอ มันจะเกิดเป็น “ทักษะ”
ซึ่งเจ้า “ทักษะ” นี่แหละ ที่มันเป็นแล้ว เป็นเลย มันจะไม่ลืม
เพียงแต่ว่า หากไม่ได้ใช้นานๆ ก็แค่ต้องเคาะสนิมนิดหน่อยเท่านั้นเอง

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า “ใครบางคน ทำเรื่องเดิมซ้ำๆ จนเป็นกิจวัตร จนเป็นอัตโนมัติได้”
นั่นคือ “ทักษะที่ติดตัว” คุณไปแล้ว.. และนั่นแหละ คือทรัพย์สมบัติของจริงที่คุณมี
คือสินค้าชั้นเยี่ยมที่คุณมี ไม่ต้องไปหาสินค้าจากไหนเลย

หากคุณขี่จักรยานเป็นแล้ว.. เอาจักรยานยี่ห้อไหนมาให้คุณขี่ คุณก็สามารถขี่ได้
หากคุณเตะฟุตบอลเป็นแล้ว.. เอาฟุตบอลแบบไหนมาให้คุณ คุณก็เตะได้
หากคุณ “ปิดการขาย” เก่งแล้ว.. เอาสินค้าอะไรมา คุณก็ปิดการขายได้

หากคุณถามผมว่า แล้วผมล่ะ? ชำนาญเรื่องอะไรเหรอ?.. ผมจะตอบว่า

“ผมเป็นเป็ดครับ… 555555”

#MrSaen
#หลับตาถามใจแล้วก็ลงมือทำซะ
#LifeIsBeautiful