สิ่งที่ต้องทำเมื่อคุณอายุ 40

อายุที่มากขึ้น เท่ากับชีวิตที่น้อยลง
นี่คือความจริงที่ธรรมชาติบอกเราเอาไว้
ด้วยเทคโนโลยี และความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้อายุเฉลี่ยของคนปัจจุบันนี้คือ 80 ปี
นั่นหมายความว่า เราได้ผ่านมาแล้วครึ่งชีวิต

“ครึ่งชีวิต” เป็นอะไรที่กำลังเหมาะสมกับ “การเริ่มต้นครึ่งหลัง” ของชีวิตอย่างแท้จริง
ในครึ่งแรกของชีวิต เราได้ผ่านอะไรมามากมาย เราได้เรียนรู้อะไรมามากมาย ได้พบทั้งความสุข ความทุกข์ ความสมหวัง ความผิดหวัง ความสำเร็จ และความล้มเหลว และอีกหลายๆ เรื่อง

แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไร ให้เรามีครึ่งหลังของชีวิตที่ดีกันบ้างล่ะ
ซึ่งจากครึ่งแรกที่ผ่านมา เราพอจะสรุปเป็น ข้อคิดถึงสิ่งที่ต้องทำเมื่อเราอายุ 40 ได้ดังนี้

  1. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
    ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้มีโรคที่เกิดใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อโรค สภาวะแวดล้อม อาหารที่ถูกดัดแปลงไม่ถูกสุขลักษณะที่ทำให้คนเราล้มป่วยมีมากมาย การที่คุณหันมาดูแลสุขภาพตัวเองถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมีผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก หากคุณแข็งแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจก็พร้อมที่จะทำงานหาเงิน ทำทุกอย่างให้ชีวิตตัวเองมั่นคง เจริญก้าวหน้า มีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น

    การดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง คือทุกสิ่งทุกอย่างอย่างแท้จริง เพราะคงไม่มีใครที่มีเงินมากมายแต่ต้องนอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง แล้วทำอะไรไม่ได้เลย ไม่สามารถใช้เงิน ไม่สามารถมีเวลา และมีความสุขกับคนที่รักได้เลย

    นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ผมเลือกข้อนี้ มาเป็นอันดับหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำเมื่อเราอายุ 40 นั่นเอง

  2. เรียนรู้ที่จะ “ปฏิเสธ” สิ่งที่ไม่ใช่
    ในวัยที่กำลังเรียนรู้ทั้งในเรื่องการทำงาน การใช้ชีวิตเมื่อตอนอายุ 20 หลาย ๆ คนอาจจะยึดติดการที่ได้รู้จักคนมากมาย ได้เจอโลกกว้าง และรู้สึกตื่นเต้น ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่พออายุเริ่มเข้าเลข 30 เราก็เริ่มเรียนรู้อีกหนึ่งเปลาะว่า ความสัมพันธ์ที่ดีจริง ๆ นั้น หาไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่คิด เราได้เจอทั้งคนที่ดี และคนที่ไม่ดี ซึ่งบางทีเราก็ต้องเสียเวลากับคนเหล่านั้นในรูปแบบที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ลูกน้อง ลูกค้า หรือแม้แต่ Suppliers ที่เราติดต่อด้วย

    คุณเริ่มจะเรียนรู้ว่าการที่คุณตอบรับในทุกๆ เรื่องเพราะเกรงใจ เพราะกลัวดูไม่ดี เพราะกลัวไม่ก้าวหน้า เพราะจำเป็นต้องทำตามคำสั่ง และอีกหลายๆ เหตุผล มันไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเลย นั่นก็เพราะเราพูดคำว่า “ไม่” หรือปฏิเสธคนเหล่านั้นไม่เป็นนั่นเอง

    บางคน.. กับคนที่ใกล้ชิด กับลูกน้องตัวเอง กับครอบครัวตัวเอง กลับไม่ให้ความรัก ความเคารพ ความเชื่อใจ ฯลฯ อาจจะด้วยเห็นภาพเดิมๆ มาตลอด และได้ตัดสินคนเหล่านี้ด้วยทัศนคติของตัวเอง แต่กับ “คนอื่น” เช่น ลูกค้า ลูกน้องคนใหม่ คนที่คนอื่นบอกว่าดี บอกว่าเก่ง ความสามารถสูง เขาจะยอมรับได้อย่างง่ายดาย

    จนกระทั่งอายุเข้าสู่เลข 40 แล้วนั่นแหละ จึงเริ่มจะเห็น และเริ่มสัมผัสสได้แล้วว่า แท้ที่จริงแล้ว มีเพียงครอบครัว คนที่รัก เพื่อนสนิท และลูกน้องเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเราจริง ๆ นอกนั้นเข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ ฉะนั้นจงอย่าทนคนที่ปฏิบัติต่อคุณไม่ดี ทำดีเฉพาะคนที่ดีกับเราอย่างจริงใจอย่างจริงใจ และเห็นความสำคัญของคนที่รักและห่วงใยเราจริง ๆ เท่านั้นพอ

  3. โฟกัสกับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข
    บทสัมภาษณ์คนใกล้ตายนับพันคนของพยาบาลสาวชาวออสเตรเลีย Bronnie Ware ที่ทำงานอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยระยะสุดท้ายพบว่า 5 เหตุผลที่พวกเขาเสียใจที่สุดในชีวิตคือ
    – เสียดายที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ
    – ไม่น่าทำงานหนักจนลืมครอบครัว และคนที่รักเลย
    – เสียใจที่ไม่ได้พูดในสิ่งที่รู้สึกกับคนที่รัก
    – เสียใจที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ
    – เสียใจที่ไม่เลือก “ความสุข” ของตัวเอง

    เมื่อเราถึงวันที่อายุ 40 แล้ว นั่นหมายความว่าเรามีเวลาในการทำความฝันของเราให้เป็นจริงน้อยลงไปทุกที เราควรละวาง สิ่งที่ไม่ทำให้ก่อให้เกิดประโยชน์ สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางของเรา แต่ให้โฟกัสแค่สิ่งที่คุณต้องการ เป้าหมายที่ได้วางไว้ แล้วทำมันอย่างเต็มที่ หากมันยังไม่สำเร็จ จงอย่าหยุด อย่าล้มเลิก แต่จงเปลี่ยนวิธี ทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด

    ทุกอย่างในชีวิตคือการแลกเปลี่ยน คุณได้บางอย่าง เพื่อเสียบางอย่างไปคุณไม่มีทางได้มันไปทั้งหมด มันเป็นเรื่องที่คุณต้องยอมรับ เพราะสิ่งที่น่าเสียใจกว่านั้นก็คือ เราไม่สามารถแก้ไขอะไรที่ผ่านไปแล้วได้เลย เพราะฉะนั้น จงตระหนักใน 5 สิ่งข้างต้นนี้ให้ดี

  4. จงนับถือตัวเอง
    เรื่องที่น่าห่วงที่สุดก็คือเรื่อง “การนับถือตัวเอง” นี่แหละ เพราะเมื่อใดที่เราไม่เห็นค่าของตัวเอง ดูถูกตัวเอง ไม่ศรัทธา และมีความเชื่อในทัศนคติ และความคิดของตัวเอง เมื่อนั้น ผู้คนที่อยู่รอบข้าง และสังคมที่ตัวเองอยู่นั้น ก็จะมองเราอย่างนั้นเช่นเดียวกัน

    นั่นก็เพราะว่า ทุกสิ่งที่เราคิดกับตัวเอง มันถูกสื่อสารออกไปสู่ภายนอกได้อย่างชัดเจน โดยที่เราไม่รู้ตัว นั่นหมายความว่า ถ้าเรา “สงสารตัวเอง” คนในสังคมก็จะมองว่า เรานี่ช่าง “น่าสงสาร” เหลือเกิน และยิ่งถ้าเราสมเพชตัวเอง คิดว่า “ตัวเองกระจอก” คนภายนอกก็จะสัมผัสได้ว่า “เรากระจอก” เช่นเดียวกัน

    เพราะฉะนั้น จงให้เกียรติตัวเอง และคิดกับตัวเองด้วยความเคารพ แล้วคนอื่นก็จะให้เกียรติเรา และมองเราด้วยความเคารพเช่นกัน

    เปลี่ยนความคิด.. ชีวิตเปลี่ยน

  5. อย่าหวังพึ่งลูกหลาน
    จงวางแผนการเงิน การใช้ชีวิตในช่วงที่เหลือด้วยตัวของคุณเอง อย่าหวังพึ่งลูกหลาน นั่นก็เพราะว่า นี่คือยุคเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง น้อยคนนักที่จะมีลูกหลานที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ หรือธุรกิจที่คุณสร้างไว้ เพราะคนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ความรวดเร็ว ความสะดวกสบาย ความมั่งคั่งแบบทวีคูณ มุมมองของพวกเขาจะต่างกับคุณ เขาจะให้เวลากับอนาคตของตัวเองมากกว่าคุณ สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขายอมรับคุณได้คือ “คุณสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวคุณเอง”

    สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับมนุษย์เงินเดือน เพราะว่าหลังจากนี้ไม่นาน หากเราไม่มีเงินเก็บมากพอ (ที่จะสู้รบกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี) เราจะไม่สามารถหยุดทำงานอยู่บ้านเฉยๆ แล้วใข้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตอีกแล้ว แล้วยิ่งหากเกิดการเจ็บป่วย เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดใหม่แล้วด้วยล่ะก็ “ยุ่งแน่นอน”

  6. พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
    การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการลงทุนในตัวเอง ลงทุนในการเพิ่มความรู้ เพิ่มคุณค่า และมูลค่าให้กับตัวเอง จะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถมานำมันไปจากคุณได้

    ยิ่งคุณสร้างคุณค่าให้กับผู้คน ให้กับสังคม ให้กับโลกใบนี้มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งได้รับมูลค่าที่เท่ากันกลับมาหาคุณเสมอ

    ลองเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนมุมมองใหม่ให้เริ่มพัฒนาตัวเองให้มีอะไรที่ดีขึ้นเพียงเล็กๆ น้อยๆ วันละ 1% ก็พอ คุณก็จะพบว่าในหนึ่งปี คุณจะพัฒนาตัวเองได้ถึง 356% นั่นเอง หากเป็นเช่นนั้น คุณลองจินตนาการถึงชีวิตของตัวเองดูว่า ช่วงครึ่งหลังของชีวิตคุณจะมีความสุขขนาดไหน

  7. แบ่งปัน
    ข้อนี้ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้วคือ เมื่อคุณมีคุณค่ามากพอ คุณจงแบ่งปันออกไปให้มากที่สุด ยิ่งคุณทำให้ผู้คนสำเร็จมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งสำเร็จมากเท่านั้น

    ธรรมชาติได้สร้างความมั่งคั่งมาให้โลกใบนี้อย่างเหลือเฟือ คุณลองคิดดูง่ายๆ ก็แล้วกันว่า ธรรมชาติสร้างให้ปลาหนึ่งตัว ออกลูกได้เป็นร้อยเป็นพัน นั่นหมายความว่าแม้คุณจะเสียปลาไปหนึ่งตัว แต่มันได้ขยายเผ่าพันธุ์ และมอบคืนปลานับร้อย นับพันคืนให้กับโลกใบนี้ต่อเนื่อง ทวีคูณไปอย่างไม่สิ้นสุด

    เช่นเดียวกัน หากคุณเข้าใจกฎข้อนี้ คุณจะพบว่าโลกใบนี้สร้างความมั่งคั่ง และความเหลือเฟือไว้ให้ผู้คนอยู่แล้ว ยิ่งเราโฟกัสที่สิ่งไหน สิ่งนั้นมันก็จะขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด


    และนี่คือบทสรุป 7 เรื่องที่ทำให้เรานำมาปรับใช้กับชีวิตในช่วงที่เหลือให้เป็นชีวิตที่มีความสุขได้ และไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็สามารถใช้บทความนี้ในการทบทวนสิ่งที่ผ่านมา (หากคุณอายุเข้าเลข 40 แล้ว) หรือคุณอาจจะเรียนรู้ และเตรียมตัวสำหรับการมีชีวิตที่ดีในครึ่งหลังของชีวิต (หากคุณอายุน้อยกว่า 40)

    หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้คุณเริ่มหันมามองรอบตัว สังเกตพื้นที่รอบตัว สังเกตเห็นระยะห่างระหว่างบทบาทในปัจจุบัน กับความฝัน และเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ แล้วหันกลับมาโฟกัสในสิ่งที่คุณสนใจ ปลดปล่อยความคิด ความเชื่อ และสิ่งไม่ดีทั้งหลายออกจากตัวเอง ใช้เวลาพิจารณาสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว และเปลี่ยนแปลง พัฒนาให้ดีขึ้นแม้วันละนิดก็ยังดี

    เพราะความสำเร็จเล็กๆ จะนำมาซึ่งความสำเร็จที่ใหญ่กว่าเสมอ

ควรรู้.. ต้องรู้.. อยากรู้

ควรรู้.. แปลว่าถ้ารู้ไว้ก็จะดีกว่า
แต่ถ้าไม่รู้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร
เช่น เป็นพนักงานบัญชี แต่ก็ควรต้องรู้เรื่องข้อมูลที่จำเป็นของสินค้าเอาไว้บ้าง
เพื่อที่จะช่วยแนะนำลูกค้า ก่อนที่จะส่งต่อไปให้เซลล์ เป็นต้น
.
ต้องรู้.. เปรียบเสมือน “หน้าที่”
เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรู้เพื่อนำไปสร้างประโยชน์หรือผลลัพธ์บางอย่าง
เช่น เป็นพนักงานบัญชี ต้องรู้เรื่องทรัพย์สิน หนี้สิน ทุน
.
อยากรู้.. เป็นสิ่งที่มีอานุภาพรุนแรงที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน
ใครที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งที่ “คนอยากรู้”
ใครที่กุมความลับที่ “คนอยากรู้” เอาไว้
ยิ่งมากเท่าไหร่.. ก็ยิ่งรวยเท่านั้น
.
เพราะฉะนั้น.. หากอยากทำ Content
จงเลือก Content ที่ผู้คนส่วนใหญ่ “อยากรู้”

Credit ภาพจากเพจเขียนอย่างหย่าง สอนเรื่องการเขียนคอนเทนต์ทุกรูปแบบ

ยกตัวอย่างสักหนึ่งอาชีพที่เห็นได้ชัดเลย เช่นนักข่าว หรือผู้สื่อข่าวนะครับ
คุณลองสังเกตดูสิว่า ข่าวไหนที่เขาชอบนำเสนอมากที่สุด
ข่าวให้ประชาชนลงทะเบียนหมอพร้อม เพื่อยืนยันผลการฉีดวัคซีนแบบออนไลน์?
ข่าวค้นพบน้ำบนดาวอังคาร ที่น่าจะมีมากกว่าบนโลก?
ข่าวนายกฯ เดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดโครงการหมู่บ้านที่เชียงใหม่?
ข่าวนางเอกดังตกน้ำเสียชีวิตปริศนา คาดว่าน่าจะเป็นการฆาตกรรม?
.
ที่ยกตัวอย่างมานั้น มีทั้งข่าวที่ (ควรรู้) เช่น พบน้ำบนดาวอังคาร
ข่าวหมอพร้อมที่ประชาชน (ต้องรู้) เพราะเป็นสิทธิที่ต้องลงมือปฏิบัติ
และที่สำคัญที่สุด ข่าวที่สังคม (อยากรู้) คือข่าวนางเอกดังตกน้ำเสียชีวิตปริศนา
.
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ ข่าวที่คนอยากรู้ จะขายดีมากที่สุด
สื่อทุกๆ ช่องจึงมักจะนำเสนอข่าวประเภทนี้มากที่สุดเช่นกัน
.
หรือหากคุณเปิด Social Media
คุณก็จะพบกับ โฆษณาประเภท “5 เคล็ดลับรวยข้ามคืนฉบับจับมือทำ”
อะไรทำนองนี้มากมาย แล้วก็ได้ผลเสียด้วย
เพราะอย่างน้อยเชื่อว่าคุณก็ต้องกดเข้าไปอ่านอย่างแน่นอน
ไม่ว่าคุณจะซื้อสินค้า หรือบริการนั้นๆ หรือไม่
อย่างน้อย.. คุณก็เป็นหนึ่งในคนที่คอนเฟิร์มแล้วว่า “สนใจเรื่องพวกนี้” จริงๆ
.
ในทุกๆ ธุรกิจย่อมต้องมีเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว
เพียงแค่ว่า หากคุณรู้ว่าลูกค้าคุณคือใคร แล้วเค้าต้องการ “อยากรู้” เรื่องอะไร
คุณก็แค่ “หาคำตอบในเรื่องที่เค้าอยากรู้” เท่านั้นเอง
เพียงเท่านี้.. คุณก็จะมี “คนติดตาม” ได้อย่างไม่ยากนัก
.
ว่าแต่ว่า.. ตอนนี้คุณ “อยากรู้” เรื่องอะไรเหรอครับ?
5555555

ชีวิตดีขึ้นทันที แค่ทำสิ่งนี้

โดยทั่วไปแล้ว การมีสุขภาวะดีหรือ Wellness นั้น มักจะหมายถึง สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี จิตวิญญาณที่ยอดเยี่ยม แต่ในวันนี้เราจะมาแยกย่อยกันออกเป็น 6 เรื่อง เพื่อที่จะได้พิจารณาในจุดที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยกันมากขึ้น เพื่อการมีชีวิต และการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน

เราคงเคยได้ยินคำว่า Wheel of life กันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย
ซึ่งแต่ละแหล่งที่มานั้น ต่างก็มีจำนวนหัวข้อที่แตกต่างกัน
บางที่ก็มี 6 ข้อ บางที่ก็มี 8 ข้อ ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการแยกย่อยออกไปอย่างไร
หรืออยากจะเน้นหนักไปที่เรื่องใดมากกว่ากันนั่นเอง
แต่ในบทความนี้ ผมขอนำเสนอแค่ 6 ด้านที่จำเป็นเท่านั้นก็เพียงพอแล้วนะครับ

แล้วชีวิต 6 ด้านมีอะไรบ้างล่ะ

ในปัจจุบัน ผู้คนมักจะให้ความสำคัญกับความต้องการของตัวเองมาก จนถึงมากที่สุด จนถึงกระทั่งละเลยชีวิตอีกหลายๆ ด้านที่ตัวเองเกี่ยวข้อง สัมพันธ์อยู่ด้วย
จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย และส่งผลกระทบกลับมาที่ตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันตามที่ผมพูดถึงนั้นก็คือ “ชีวิต 6 ด้าน” นั่นเอง

ด้านร่างกาย – Physical

ด้านที่ 1 : สุขภาพร่างกาย

หลายๆ คนมักจะละเลยข้อนี้มากที่สุด เพราะ “ความคิด” ที่ว่า ไม่เป็นไรหรอก เรายังหนุ่ม ยังสาว ลุยให้เต็มที่ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นความคิดที่ถูก แต่ถูกเพียงส่วนเดียวเท่านั้น
เพราะในระยะยาวแล้วนั้น มันจะเกิดผลเสียอย่างแน่นอน หากเราไม่ดูแลร่างกายของเราให้ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นการกินตามใจปาก การดื่มแบบถึงไหน ถึงกัน การพักผ่อนไม่เพียงพอ อดหลับ อดนอน ไม่ออกกำลังกาย ทนอยู่ในสภาวะเครียดจัดเป็นเวลานาน ฯลฯ

ซึ่งเมื่อเราปล่อยปละละเลยร่างกายของเรา ไม่ดูแลเค้าเลย มันก็เหมือนกับเรากินผักสวนครัว แล้วไม่ยอมปลูกใหม่ขึ้นมาทดแทนเลย วันหนึ่งมันก็จะหมดไป ซึ่งวันนั้นคุณอาจจะไม่มีแรงปลูกมันแล้วก็ได้
ร่างกายเราก็ต้องการการทดแทนเช่นเดียวกัน ทั้งการผลิดด้วยตัวเอง และการรับเอามาจากภายนอก

นั่นจึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ยาบำรุง ฯลฯ ที่เกิดจากการ “ตื่นตระหนก” และ “กลัว”
เมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างออกมา และเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปหาหมอ พร้อมทั้งหันหลังกลับไปมอง และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมเราไม่ดูแลร่างกายให้ดีกว่านี้ตั้งแต่แรกนะ”

ลองใช้คำถามนี้ดูกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอนะครับ เพื่อที่วันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องถามคำถามนี้อีก

ด้านการงาน และการเงิน – Career & Money management

ด้านที่ 2 : การงาน และการเงิน

นี่คือหัวข้อหลักอีกหนึ่งข้อที่คนส่วนใหญ่มักจะตกม้าตาย เพราะการถูกสอนมาว่าให้ทำงานหนัก เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว จะได้สบายๆ ในภายหลัง ซึ่งก็ไม่มีผิด ไม่มีถูกเช่นกัน
ไม่ใช่ว่าการทำงานหนักนั้นไม่ดี มันเป็นหนึ่งใน 4 หัวใจหลักของผู้สำเร็จของทุกคนบนโลกนี้อยู่แล้ว แต่คุณอาจจะปรับวิธีคิดนึดนึง แทนที่จะทำงานเพื่อหาเงิน (ซึ่งเป็นวิธีคิดของคนในยุคก่อน)

ทำไมไม่เปลี่ยนวิธีคิดเป็น “สร้างคุณค่าเพื่อให้เงินมาหา” บ้างล่ะ?

หากคุณลองคิดดูดีๆ คุณจะพบว่าจริงๆ แล้ว “เงิน” มันเป็นแค่สิ่งสมมติของ “คุณค่าบางอย่าง” แล้วก็กำหนดมูลค่าให้มัน แล้วใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนกับ “คุณค่าบางอย่าง” นั่นเอง

ในสมัยก่อนไม่มีการใช้เงินนะครับ แต่เป็นการใช้ของแลกของ ฉันมีข้าวสาร เธอมีไข่ไก่ อีกคนมีผัก แล้วก็เอามาแลกกัน จนกระทั่งวิวัฒนาการมาเป็น “การค้าขาย” แล้วก็กำหนดตัวกลางคือ “เงิน” ขึ้นมา

จะเห็นได้ว่า หากคุณมีข้าวมากๆๆ (มีคุณค่าที่คนต้องการ) ก็จะมีคนไปหาเงินเพื่อมาแลกเอาข้าวจากคุณ โดยที่เค้าอาจจะใช้แรงงานเอาไปแลกมาเป็นเงิน เพื่อเอามาซื้อข้าวจากคุณก็เป็นได้
ซึ่งหากคุณใช้วิธีคิดแบบนี้ “สร้างคุณค่าที่ผู้คนต้องการที่มากพอ” บอกต่อไปยังผู้คนมากๆ คุณอาจจะไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินอีกต่อไป แต่หันมาสร้างคุณค่าที่ผู้คนต้องการน่าจะดีกว่านะครับ

ด้านความสัมพันธ์ – Relationship

ด้านที่ 3 : ความสัมพันธ์ และครอบครัว

จากข้อ 2 การงาน และการเงินมักจะพ่วงมาด้วยข้อนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็ “ทำเพื่อครอบครัว” ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคุณใช้วิธีคิดแบบเดิม ทำงานเพื่อหาเงิน คุณก็ต้องเอาความรู้ ความสามารถของคุณ เอาเวลาของคุณไปแลกมา ยิ่งอยากได้เงินมาก คุณก็ต้องเอาทั้งแรง และเวลาที่มากพอไปแลกมา เพื่อเป้าหมายปลายทางที่ว่า “ต้องการให้ครอบครัวสบาย”

แต่รู้มั๊ยว่า สุดท้ายแล้ว ไอ้ระหว่างทางนี่แหละ กลับเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์ไปจนหมดสิ้น เพราะคุณจะรู้สึกว่า คุณต้องเสียสละเพื่อครอบครัว ในขณะที่ลูกๆ ของคุณ ครอบครัวของคุณ ก็ต้องการเวลาจากคุณ ต้องการความสัมพันธ์ที่ดีจากคุณด้วยเช่นกัน แต่เมื่อคุณเอาทุกอย่างไปให้งานเสียจนหมด คุณจะไม่เหลือสิ่งที่ครอบครัวต้องการจากคุณเลย

ลองคิดถึงข้อนี้เยอะๆ นะครับ คิดหลายๆ มุม อย่าให้ถึงกับต้องครอบครัวแตกสลาย หรือต้องมาทะเลาะกันด้วยคำว่า “ฉันทำงานหนักก็เพื่อทุกคน อยากให้ทุกคนสบาย” กันอีกเลยนะครับ

ด้านการพัฒนาตัวเอง – Self Development

ด้านที่ 4 : การพัฒนาตนเอง

มนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ เพื่อเติบโต เพื่อแบ่งปัน เปรียมเสมือนกับต้นไม้ที่มีหน้าที่หลักๆ คือต้องเติบใหญ่ ต้องเผื่อแผ่ร่มเงา ต้องสร้างชาติพันธ์ ซึ่งหาก “ไม่เติบโต” ก็แค่ “รอวันตาย” เท่านั้นเอง
คุณลองมองอดีต จนถึงปัจจุบันดูซิ ว่ามีกี่ธุรกิจที่สามารถอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ มีกี่ธุรกิจที่ล้มหายตายจากไป และอะไรที่ทำให้เขาคงอยู่ได้ เขามีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง เติบโตอย่างไร?

นั่นแหละคือความหมายของคำว่า “ไม่เติบโต ก็ รอวันตาย” อย่างที่ผมบอกเอาไว้
อาจจะมีคนแย้งนะครับว่า ทำไมร้านอาหารนี้ถึงอยู่ได้เกือบร้อยปีแล้วล่ะ เนี่ยทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม แต่กลับอยู่มาจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลานได้เลย

เป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ ผมอยากจะบอกว่าเราก็ต้องดูในมิติที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ
เช่น ร้านอาหารนั้นๆ ต้องมีความพิเศษบางอย่าง ที่สามารถยืนยงอยู่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาต้องมีบางอย่างที่ “สร้างคุณค่าที่ผู้คนต้องการที่มากพอ” นั่นเอง

บางครั้ง “สิ่งที่คงไว้” ก็หมายถึง “คุณค่าที่มากพอ” ได้เช่นกัน
ดูอย่างพิพิธภัณฑ์สิ.. ดูอย่างร้านขายของเก่าสิ.. ร้านยุค 90’s สิ สิ่งที่เค้าพัฒนาคือ “การตลาด” ต่างหาก
รุ่นลูก รุ่นหลานเค้าพัฒนาเรื่องวิธีดูแล วิธีเก็บรักษา วิธีทางด้านการตลาดนั่นไง คือสิ่งที่เค้า “พัฒนา”
ร้านค้ายุคเก่าที่คงฝีมือ คงรสชาติดั้งเดิมไว้ก็เช่นเดียวกัน เค้าพัฒนาทางด้านอื่นแทนนะครับ

ด้านสังคม – Social

ด้านที่ 5 : สังคม

ข้อนี้ชัดเจนมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยพลังของอินเตอร์เนทที่เชื่อมต่อทุกที่ ทุกคนบนโลกเข้าหากันได้ แบบง่ายเพียงปลายนิ้ว ทำให้รองรับความต้องการด้านนี้แบบ 100%
อินเตอร์เนทได้ทลายทุกข้อจำกัดที่มีในอดีตจนหมดสิ้น บางทีเรายังสามารถรู้จักคนๆ หนึ่งได้มากกว่าที่เค้ารู้จักตัวเองได้ด้วยซ้ำจากการเข้าไปอ่านใน Facebook Profile ของคนๆ นั้น
เชื่อเถอะว่า.. ทุกสิ่งที่เค้าโพสต์ไปนั้น เค้าไม่สามารถจำได้ทุกเรื่องราว แต่เจ้า Facebook นั้นมันไม่มีข้อจำกัดในเรื่องนี้เลย

ซึ่งความต้องการทางด้านสังคมนี้ แม้จะทำให้ผู้คนใกล้กันมากขึ้นแล้ว แต่มันก็มีจุดด้อยอยู่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากว่ามันสามารถ “สร้างตัวตนปลอม เพื่อปกปิดปมด้อยของตัวเอง” หรือแม้กระทั่งการแสดงความเห็นแบบโจ่งแจ้ง ตรงไปตรงมา ไม่แคร์ใคร แม้ว่ามันจะหยาบคาย หรือไม่เหมาะสมมากเท่าไหร่ก็ตาม มันสามารถทำให้คนธรรมดากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ หรือกลายเป็นซาตานเลยก็ได้

ทั้งนี้เราต้องตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้ให้ดี และเลือกเครื่องมือ กับวิธีการนำไปใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสม
อะไรที่มีคุณอนันต์ มักจะมีโทษมหันต์เสมอ

ด้านจิตวิญญาณ – Spiritual

ด้านที่ 6 : จิตวิญญาณ

และในด้านสุดท้ายนี้ คือเรื่องที่เรียกได้ว่า Inside out หรือสภาพของโลกภายในของเรา ก็ได้
โดยปกติคนเราเมื่อมีอาการป่วย ก็มักจะไปหาหมอ แล้วก็ให้ยามารักษาตามอาการ ก็ว่ากันไป แต่หาก “ป่วยใจ” ล่ะ? เราเคยไปหาใครเพื่อรักษาบ้างมั๊ย? ไปหาพระเหรอ? ไปหาหมอดูเหรอ? หรือไปหาจิตแพทย์?

สิ่งนี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องของ “ตัวเอง” ล้วนๆ
เป็นตัวขับเคลื่อนทุกๆ สิ่งที่กล่าวมาเลยก็ว่าได้
คำกล่าวที่ว่า “อารมณ์เป็นตัวกำหนดชีวิตของคุณ” นั้น ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยไปแต่อย่างใด เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ล้วนเป็นปัจจัย เป็นเหตุ เป็นสิ่งเร้า ที่ทำให้เรามีพฤติกรรมอะไรบางอย่างตอบสนองออกไป อาจจะมีทั้งที่ดี และไม่ดีก็ได้

ความต้องการทางด้านนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตของทุกคนอย่างแท้จริง
แต่ถึงกระนั้น บางคนยังไม่เคยตระหนักรู้ในเรื่องนี้เลย ในขณะที่บางคนก็หัวชนฝาค้านเรื่องพวกนี้เช่นกัน
ซึ่งบอกได้เลยว่า “ไม่มีผิด ไม่มีถูก” เพราะมันจะเป็นเหตุ และผลซึ่งกันและกันอยู่แล้ว
ปลูกคะน้าย่อมต้องได้คะน้า ไม่มีทางได้มะม่วงอย่างแน่นอน

เมื่อคุณได้ตระหนักดีแล้ว ให้คุณลองสำรวจชีวิตทั้ง 6 ด้านของคุณดูนะครับ
โดยผมอยากแนะนำให้คุณ “ตั้งเป้าหมาย” กับทั้ง 6 ด้านต่อไปนี้ของคุณ แล้วลองให้คะแนนดูว่าหากคะแนนเต็ม 10 คุณตั้งเป้าหมายอยากให้คุณได้ / เป็น / มี สิ่งนั้นๆ อยู่ที่กี่คะแนน

หลังจากนั้น ให้คุณลองกลับมามอง “ชีวิตจริงในปัจจุบัน” ในแต่ละหัวข้อดูนะครับ
แล้วให้คะแนนในเรื่องนั้นๆ อีกครั้งว่าคุณได้กี่คะแนน

คุณจะพบว่ามันอาจจะมีความต่าง ณ จุดปัจจุบัน กับเป้าหมายหรือค่าคาดหวังที่คุณตั้งเอาไว้ นั่นแหละคือ “สิ่งที่คุณต้องปรับ และพัฒนา” เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายของคุณ

เช่น.. คุณต้้งเป้าหมายว่า คุณอยากมีรายได้สักเดือนละ 300,000 บาท ซึ่งสามารถทำให้คุณมีชีวิตอยู่กับครอบครัวได้อย่างสบาย ไปไหนก็ได้ อยากซื้ออะไรก็ได้ ฯลฯ… คุณก็ให้คะแนนเต็ม 10 ได้เลย
จากนั้นให้กลับมาดูว่า แล้วตอนนี้เรามีรายได้อยู่เดือนละเท่าไหร่? เราอาจจะมีเงินเดือน 30,000 บาทอยู่
นั่นหมายความว่า คุณต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับรายได้ของคุณให้ไปถึงเป้าหมายของคุณคือ 300,000/เดือนให้ได้
จากนัั้นคุณก็ต้องทำการบ้าน กลับไปคิดว่า มีความเป็นไปได้อะไรบ้าง ที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ คุณอาจจะขายของออนไลน์เพิ่มมั๊ย? ทำธุรกิจส่วนตัวเพิ่มมั๊ย? เอาเงินออมไปหุ้นกับเพื่อนสร้างกิจการบางอย่างมั๊ย? ลงทุนในหุ้นมั๊ย? สร้าง Passive Income ด้วยการเขียนหนังสือขายมั๊ย? ฯลฯ

แล้วเมื่อคุณเห็นว่ามันมีความ “เป็นไปได้” ก็ให้คุณศึกษาอย่างละเอียด จริงจัง แล้วเริ่มลงมือทำได้เลย จากนั้นก็คอยสังเกต คอยมอนิเตอร์ดูว่า ตัวเองมีรายได้เพิ่มมากขึ้นหรือยัง ใกล้เคียงกับเป้าหมายหรือยัง แล้วคุณก็ใช้วิธีนี้กับอีก 5 ด้านที่เหลือของคุณทั้งหมด

และนี่คือวิธีที่จะทำให้คุณเป็นผู้ที่มีสุขภาวะดีทั้ง 6 ด้านของชีวิตได้อย่างแท้จริง
อย่าลืมนะครับ.. ตั้งเป้าหมาย > ศึกษารายละเอียด > ลงมือทำอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ > สังเกตการณ์

นี่คือ 4 หัวใจหลักของคนสำเร็จทั่วโลกนะครับ และคุณเองก็ทำได้เช่นกันครับ

สารอาหารจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่คุณควรรู้

เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายก็ย่อมต้องเสื่อมลงตามวัย เราจึงต้องเพิ่มการดูแลตัวเองให้มากขึ้นด้วยวิธีการที่เหมาะสม

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อสุขภาพเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะผู้สูงวัยซึ่งเป็นวัยที่ต้องการพลังงาน และสารอาหารแตกต่างจากวัยทำงาน หรือผู้ที่มีสุขภาพร่างกายปกติ เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงของระบบต่างๆ

ดังนั้นจึงต้องมีความเข้าใจเรื่องอาหารและโภชนาการเป็นอย่างดี ซึ่งความต้องการพลังงานและสารอาหารในผู้สูงอายุแต่ละรายก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นกับอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และการใช้พลังงานในแต่ละวัน แต่เรื่องที่ควรเน้นการดูแลเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุทั่วไปมีดังนี้

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “สายตา”

เลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินอี ลูทีน ซีแซนทีน ซิลิเนียม และสังกะสี ซึ่งช่วยในการทำงานของจอประสาทตา ชะลอการเกิดต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งพบใน ตำลึง ฟักทอง กะหล่ำดอก ผักบุ้ง บร็อคโคลี แครอท ข้าวโพด ฝรั่ง ส้ม มะละกอ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ตับ ไข่ หอยนางรม ปลา นม และน้ำมันพืช เป็นต้น

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “พละกำลัง”

ผู้สูงอายุ ต้องการพลังงาน 1,400 ถึง 1,800 กิโลแคลอรีต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และการใช้พลังงานในแต่ละวัน ซึ่งสารอาหารที่ให้พลังงานส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของแป้ง และน้ำตาล ซึ่งสิ่งนี้แหละที่สร้างปัญหาให้กับผู้สูงอายุโดยไม่รู้ตัว เพราะหากร่างกายรับมามากเกินความต้องการ มันจะถูกสะสมให้อยู่ในรูปของไขมัน ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรังตามมา ควรเปลี่ยนมาทานข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี รวมถึงธัญพืชต่างๆ แทนข้าวขัดขาว ทานผัก และผลไม้สดให้มากขึ้น ลดน้ำตาล และเกลือลงให้มากที่สุด

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “มวลกระดูก”

ควรเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และชะลอความเสื่อมของกระดูก ด้วยการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี วิตามินเค และแมกนีเซียม ซึ่งพบใน นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียวเข้ม เต้าหู้แข็ง ปลาตัวเล็ก ตัวน้อย และงาดำ เป็นต้น เลือกรับประทานโปรตีนที่ดี เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำย่อยง่าย ประเภทถั่ว และธัญพืชต่างๆ

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “ความจำ”

เราคงเคยได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคอัลไซเมอร์ ที่พร้อมจะอยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างเสมอเมื่อเข้าสู่ภาวะสูงวัย และเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ บ้าน ที่ต้องคอยดูแลผู้ใหญ่ในบ้านกันอย่างใกล้ชิด นั้นก็เพราะว่ามีความเสื่อมเกิดขึ้นนั่นเอง เราจึงต้องบำรุงสมองและระบบประสาท ป้องกันการชาตามปลายมือปลายเท้า ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3, โคลิน, เลซิติน และวิตามินบีที่จำเป็นอันได้แก่ วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ซึ่งพบใน ปลาทะเลน้ำลึก ใบแปะก๊วย ไข่แดง กล้วย ถั่วเหลือง และข้าวกล้อง เป็นต้น

ซึ่งถ้าหากเราดูแลครบทั้ง 4 ด้านดังที่กล่าวมาแล้วนั้น อย่างน้อยก็จะช่วยทำให้ป้องกันโรคเสื่อมต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่การทานอาหารที่มีสารอาหารให้ครบทุกอย่างที่กล่าวมานั้นก็คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้สูงวัยทั้งหลาย

ดังนั้น จึงควรหาอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยเพิ่มสารอาหารต่างๆ เหล่านี้ เข้ามาแทน ซึ่งอาหารเสริมต่างๆ ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลายชนิด ซึ่งก็ต้องเลือกดูให้ดีๆ นะครับ

แต่ถ้าหากคุณเป็นคอกาแฟอยู่แล้ว และอยากได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน พร้อมกับได้ทานกาแฟระดับพรีเมี่ยมที่ให้รสชาติ และกลิ่นแบบกาแฟแท้ๆ ดื่มง่าย อร่อย และพกพาสะดวก อยากแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับกาแฟเพื่อสุขภาพระดับพรีเมี่ยมในราคาที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ WE COFFEE เพียงคลิ๊กที่ลิงค์ด้านล่างนี้เท่านั้นเอง

https://www.mrsaen.com/why-coffee

เปลี่ยนกาแฟที่เคยดื่มของคุณ เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพระดับพรีเมี่ยม WE COFFEE เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ในราคาที่จับต้องได้

ดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว.. อันตรายจริงหรือ?

เราคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ห้ามดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว” เพราะมันเป็นอันตรายต่อสุขภาพกันอยู่เป็นประจำ บางคนก็เชื่อตามคำกล่าวนั้นเลย ในขณะที่บางคนก็ยังลังเลว่า”จริงเหรอ” แต่ก็ยังคงเก็บความสงสัยไว้ในใจ

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ BMJ (THE BRITISH MEDICAL JOURNAL – เว็บไซต์เผยแพร่งานวิจัยแบบเปิด) ระบุว่า การดื่มกาแฟในระดับที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป มีความปลอดภัย โดยการดื่มกาแฟวันละ 3-4 แก้วอาจส่งผลดีต่อสุขภาพหลายประการ

การศึกษาพบว่า ในกลุ่มผู้ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงของการเป็นโรคตับและมะเร็งต่ำลง รวมถึงการเสียชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองด้วย แต่นักวิจัยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากาแฟคือสาเหตุที่ช่วยลดความเสี่ยงลง

นอกจากนี้การศึกษายังคงยืนยันว่า การดื่มกาแฟมากเกินไประหว่างการตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายได้ และผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่ควรเริ่มดื่มกาแฟด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากกาแฟในทุกด้านที่มีต่อร่างกายมนุษย์ จากการศึกษามากกว่า 200 การศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเฝ้าสังเกต

เมื่อเทียบกับคนไม่ดื่ม ดูเหมือนว่าผู้ที่ดื่มกาแฟราว 3 ถ้วยต่อวันมีความเสี่ยงในการมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ หรือเสียชีวิตเกี่ยวกับปัญหานี้ลดน้อยลง

ข้อดีที่เห็นชัดสุดของการดื่มกาแฟคือ การช่วยลดความเสี่ยงของโรคตับรวมถึงมะเร็ง

แต่ศาสตราจารย์พอล โรเดริก ผู้ร่วมเขียนการศึกษานี้ จากคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน ระบุว่า การศึกษาไม่อาจบอกได้ว่า การดื่มกาแฟทำให้เกิดความแตกต่างขึ้น

“ปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ คนนั้นสูบบุหรี่หรือไม่ และออกกำลังกายมากแค่ไหน อาจจะมีผลต่อการศึกษา” เขากล่าว

การค้นพบนี้ช่วยสนับสนุนการศึกษาเมื่อไม่นานนี้และการศึกษาหลายอย่างเกี่ยวกับการดื่มกาแฟโดยรวม

เขากล่าวว่า “มีความเสี่ยงหลายอย่างที่ส่งผลต่อชีวิต และผลดีของการบริโภคกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะดูเหมือนจะมากกว่าความเสี่ยงเหล่านั้น”

ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร แนะนำสตรีมีครรภ์ว่าไม่ควรรับคาเฟอีนมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือปริมาณกาแฟสำเร็จรูป 2 ถ้วย เพราะการรับคาเฟอีนมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งได้

การศึกษานี้แนะนำให้ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงของกระดูกหัก ควรลดการดื่มกาแฟด้วย

ส่วนผู้ใหญ่ทั่วไป การรับคาเฟอีนในปริมาณปานกลางอยู่ที่ระดับ ไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับการดื่มกาแฟประมาณ 3-4 ถ้วย แต่ต้องคำนึงถึงการบริโภคเครื่องดื่มหรืออาหารชนิดอื่นที่มีคาเฟอีนด้วย

นักวิจัยระบุว่า ผู้ดื่มกาแฟควร “ดื่มกาแฟที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ” ด้วยการเลี่ยงการเติมน้ำตาล นม หรือครีม รวมถึงการงดขนมขบเคี้ยวระหว่างดื่มกาแฟ

นอกจากนี้พวกเขายังเรียกร้องให้มีการทดลองเกี่ยวกับการรับกาแฟเข้าสู่ร่างกาย เพื่อศึกษาถึงผลประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มเติม

ปัจจุบัน นักวิจัยระบุว่าการชี้ว่า กาแฟส่งผลด้านบวกต่อสุขภาพได้อย่างไรเป็น “เรื่องยาก” แต่มันอาจจะเป็นผลของสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidants) และการต่อต้านเส้นใย (anti-fibrotics) ซึ่งช่วยป้องกันหรือชะลอความเสียหายต่อเซลล์ร่างกายมนุษย์

เอลิเซโอ กูอัลลาร์ จากวิทยาลัยสาธารณสุขบลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ระบุว่า “การบริโภคกาแฟในระดับปานกลางดูเหมือนจะปลอดภัย และอาจถูกจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกินที่มีสุขภาพในประชากรวัยผู้ใหญ่”

ทอม แซนเดอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านโภชนาการและการควบคุมอาหารที่คิงส์คอลเลจลอนดอน กล่าวว่า “กาแฟเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะในหลายคน และยังช่วยทำให้คนอยากเข้าห้องน้ำเพิ่มขึ้น บางคนเลยเลือกที่จะไม่ดื่มกาแฟด้วยเหตุผลเหล่านี้”

คนไข้ที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ได้รับคำแนะนำว่าให้ดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน โดยคาเฟอีนยังทำให้เกิดความดันโลหิตสูงเฉียบพลันได้ด้วย แม้ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว” เขากล่าว

จากการศึกษาวิจัยต่างๆ นั้น ไม่สามารถนำมาระบุได้ว่าทุกคนจะได้รับผลลัพธ์ที่เหมือนกัน หากใช้กระบวนการเดียวกัน ทั้งนี้ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ เราต้องหมั่นดูแล รักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีอยู่ตลอดเวลา ด้วยการทานที่ดี การพักผ่อนที่พอเพียง และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพราะอย่างน้อยนั่นจะเป็นการการันตีได้อย่างหนึ่งว่า เราจะเป็นตัวอย่างที่ดีของผลการวิจัยที่ได้นั้นๆ นั่นเอง

หากคุณรักการดื่มกาแฟ และดื่มวันละ 2-3 แก้ว แนะนำให้คุณเลือกดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย โดยที่ต้องไม่มีครีมเทียมที่เต็มไปด้วยไขมันทรานส์ ต้องไม่มีน้ำตาล ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และเป็นต้นเหตุแห่งโรคเรื้อรังหลายชนิด

กด Link ด้านล่างนี้ แล้วคุณจะพบว่า กาแฟเพื่อสุขภาพที่ดี ที่ไม่มีกลิ่น และรสที่ผิดเพี้ยนไปจนเสียรสชาติของกาแฟนั้นมีอยู่จริง

#สุขภาพดีมีรายได้byWeCoffee

ถั่งเช่า สุดยอดสมุนไพรจากเทือกเขาหิมาลัย

ถั่งเช่าหรือชื่อเต็ม ตังถั่งแห่เช่า หมายถึง “หญ้าหนอน” นั่นเอง

ถั่งเช่าถือว่าเป็นสมุนไพรจีนที่เป็นส่วนผสมของเห็ดรา และสัตว์ อันเกิดจากหนอนผีเสื้อกลางคืน แถบที่ราบสูงทิเบต ที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว ถูกสปอร์ของเห็ดราที่ไม่ก่อให้เกิดโรคในคน (ที่คนกินได้) มาอาศัยเป็นที่อยู่ และเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน ถั่งเช่าจึงได้รับขนานว่า “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า” หรือ “หญ้าหนอน”นั่นเอง

ถั่งเช่าพบในทิเบต มณฑลชิงไห่ มณฑลเสฉวน มณฑลกานซู มณฑลยูนนาน และแถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย ภูฏาน และเนปาล 

ถั่งเช่ากับการใช้ในตำรับยา

การบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 863 ของ Duan Chengshi นักธรรมชาติวิทยาในราชวงศ์ถัง ถั่งเช่าได้รับการระบุว่า “ทำให้ปอดและไตแข็งแรงขึ้น ห้ามเลือด และแก้เสมหะ” 

จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่าถั่งเช่ามีผลต่อการเพิ่มฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานและปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตและช่วยในเรื่องของระบบทางเดินหายใจ 

นอกจากนี้ในการศึกษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังเป็นไปได้ว่าถั่งเช่ามีฤทธิ์ต่อต้านเนื้องอก, ต้านการอักเสบ, สารต้านอนุมูลอิสระ, ลดน้ำตาลในเลือด, ต่อต้านการตายของเซลล์, การควบคุมและสร้างภูมิคุ้มกันอีกด้วย

อย่างไรก็ตามมีหลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่ได้นำสรรพคุณทางยาของถั่งเช่า มาใช้เป็นส่วนประกอบ เช่นถั่งเช่าสกัด หรือกาแฟถั่งเช่า เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟถั่งเช่า ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน แต่หากลองสังเกตดูดีๆ จะพบว่าสารสกัดจากถั่งเช่านั้น จะมีปริมาณที่ไม่สูงมากนัก แต่จะเป็นส่วนของ “ครีมเทียม” ที่จะเป็นตัวทำให้กาแฟนั้นๆ มีความหอมนุ่มมากกว่า

แต่ก็ยังมีกาแฟเพื่อสุขภาพบางยี่ห้อ ที่ให้ปริมาณของถั่งเช่ามากถึง 5% ของปริมาณสารอาหารทั้งหมดในกาแฟนั้นๆ ซึ่งจะทำให้มีผลในการบำรุงร่างกายโดยเฉพาะปอด และการทำงานของไตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หากคุณอยากรู้ว่า กาแฟเพื่อสุขภาพที่ให้ปริมาณถั่งเช่ามากที่สุดในตลาดกาแฟเพื่อสุขภาพทั้งหมดของเมืองไทยนั้นคือยี่ห้อใด ให้คุณกดเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่เลย
http://www.mrsaen.com/we-coffee

เราอยากให้คุณลอง แล้วคุณจะรู้ถึงความแตกต่าง ของทั้งกลิ่น และรสชาติแบบหอมกรุ่น นุ่มละมุน แต่เข้ม เต็มรสชาติกาแฟทั้งๆ ที่เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพนั้นเป็นอย่างไร

Inside out

ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนในการบรรยายคำๆ นี้ดี ก็เลยคิดว่าใช้มันตรงๆ นี่แหละ ไม่ต้องยุ่งยากด้วย

Inside out หรือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากภายในนั้น เป็นคำที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่คุณรู้มั๊ยว่าคนที่มักจะพูดว่า “รู้แล้ว” เนี่ย ส่วนมากมักจะ “เอาตัวไม่รอด”

คำว่า Inside out นี้มันกว้างมาก มันหมายความถึง “ทุกสิ่ง” ในโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติ เป็นอกาลิโก มันไม่มีกาลเวลา

เมื่อพูดถึง Software กับ Hardware คุณนึกถึงอะไรเหรอ? มันก็หมายถึงภายใน กับภายนอกนั่นแหละ

พูดถึงต้นไม้ พูดถึงตึกสูงระฟ้า มันก็ขึ้นอยู่กับราก และเสาเข็ม

พูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลต่างๆ มันก็ล้วนแล้วแต่ใช้สิ่งที่อยู่ข้างในเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งสิ้นเลย

มนุษย์เราก็เช่นกัน หากเราพูดว่าเรามีสมองเป็น Software และมีร่างกายเป็น Hardware ผมจะชวนคิดใหม่ว่า เรามีสมองเป็น Hardware ในขณะที่เรามี “จิตของเรา” ต่างหากที่เป็น Software

เมื่อเราเจ็บป่วย เราไปหาหมอ เรารักษาร่างกายของเรา คุณรู้หรือไม่ว่ากระบวนการรักษานี้ หมอเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น แต่คนที่รักษาเราจริงๆ คือ “พลังชีวิต” ของเราต่างหาก

ยกตัวอย่างเช่น หากเราเล่นฟุตบอล แล้วโดนเตะกระดูกหักขึ้นมา เราจะถูกนำไปสแกนที่โรงพยาบาล หมอมีหน้าที่สร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะแก่การรักษา ไม่ว่าจะเป็นการจัดรูปทรงกระดูกให้เข้าที่เข้าทาง เสริมวิตามิน ให้ยา สร้างสิ่งแวดล้อมให้พร้อมดำเนินการรักษาเท่านั้น จากนั้นพลังชีวิตของร่างกายนั่นเอง ที่เป็นตัวสมานกระดูกนั้นให้กลับคืนมาสู่สภาพเดิม

เว้นเสียแต่ว่ามันเกิดการเสียหายจนกระทั่งไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ หมอก็จะสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ โดยการหาเหล็กมาดามเอาไว้เพื่อให้กระดูกมันรับน้ำหนักได้ เคลื่อนไหวได้ แต่จะไม่เหมือนเดิม

แล้วหากมันเกิดขึ้นกับ Software ซึ่งก็คือ “จิตใจ” ของเราล่ะ? เราจะรักษามันอย่างไร?

เมื่อถึงวัย 40+ เราจะเริ่มเข้าใจสิ่งนี้มากขึ้น เริ่มต้องการเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ฟังเสียงของตัวเองมากขึ้น เข้าใจจิตใจของตัวเองมากขึ้น สงบมากขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เพราะสมองทั้งสองซีกเริ่มทำงานเข้ากันได้เรื่อยๆ (ในขณะที่วัยรุ่นยังทำแบบนี้ไม่ได้สักเท่าไหร่)

นี่คือหนึ่งในที่มาของการดูแลสุขภาพตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ เราเริ่มสนใจเรื่อง “การหายใจ” มากขึ้น สนใจเรื่อง “การพักผ่อน” มากขึ้น เพราะเราเริ่มจะรู้สึกมีอาการ Hangout ได้จากการกินที่ไม่ดี การนอนที่ไม่เพียงพอ

ในขณะที่เราจะรู้สึกกระชุ่มกระชวย รู้สึกหายใจได้ลึกขึ้น รู้สึกโปร่งโล่ง หลังจากที่เราได้ “ออกกำลังกาย”

เห็นมั๊ยว่าเมื่อเริ่มวัย 40+ ร่างกายเราจะเริ่มเปลี่ยน.. ภายในเริ่มปรับ ภายนอกเริ่มเปลี่ยน เพราะฉะนั้นการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติจึงเหมาะกับคนในวัยนี้อย่างแท้จริง

บางคนไม่สามารถปรับได้ทุกๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน ก็มักจะหา “ตัวช่วย” เช่นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ เพื่อที่จะให้อวัยวะซึ่งเป็น Hardware กลับมาทำงานได้เหมือนตอนเป็นหนุ่มสาว

ซึ่งการเลือกอาหารเสริมต่างๆ นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ และความเสื่อมถอยในส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต่างกันออกไป ก็ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาของแต่ละคนนั้นอยู่ตรงไหน ก็แก้ให้ถูกจุดก็จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

แต่อย่าพึ่งแต่อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว เพราะมันไม่ใช่ยาวิเศษแต่มันเป็น”ตัวช่วย” เท่านั้นเอง เราต้องปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย ซึ่งนั่นก็คือ หายใจให้เป็น เลือกกิน และดื่มในสิ่งที่ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังหรือเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

หากคุณทำทั้ง 4 เรื่องนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าสุขภาพของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

#MrSaen
#สุขภาพดีมีรายได้สไตล์พี่แสน
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย

เราจะเป็นอย่างไรเมื่ออายุ 80

ใครเคยมีความคิด หรือเคยเห็นภาพตัวเองตอนอายุ 80 กันบ้างมั๊ย ว่าตอนนั้นเราจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร และมีใครอยู่รอบตัวเราบ้าง

นี่คือคำถามสำคัญ ที่ผมมักจะถามเตือนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเรา
เนื่องจากว่าหากเราไม่ได้ตั้งคำถามแบบนี้ เราจะไม่รู้เลยว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่”

บางคนอาจจะมีข้อโต้แย้งว่า โอ๊ย! จะไปคิดถึงมันทำไม จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้…

นั่นสิ! เพราะเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นั่นแหละ เรายิ่งต้องทำสิ่งนี้
หากว่าเราเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่มีญาติ พี่น้อง มันก็อาจจะคิด หรือทำแบบนั้นก็ได้ เรียกว่า “ใช้ชีวิตไปวันๆ” อย่างเต็มระบบ 55555

แต่หากเรายังมีคนรอบข้าง เรายังมีความสัมพันธ์ ยังมีความผูกพันธ์ นั่นคือสิ่งที่เราต้องคิด และต้องคิดให้มากเสียด้วย

เมื่อตอนสมัยผมเป็นเด็ก ผมสังเกตเห็นว่า ผู้คนรอบตัวโดยเฉพาะอาแปะ อาอึ้ม ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีอาชีพที่เป็นของตัวเองกันเกือบทุกคน งานรับจ้างนั้นก็มีให้เห็นอยู่แต่ก็น้อยมาก ยิ่งพนักงานบริษัทในสมัยนั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ งานรับจ้างส่วนใหญ่ก็จะเป็นแรงงาน แล้วก็พนักงานโรงแรมเท่านั้นเอง

คนยุคนั้นจึงมักจะมีกิจการสืบทอดมาให้ลูกหลาน เช่นร้านอาหาร ร้านขายของชำ กิจการห้องเช่า หรือให้เช่าที่ทำตลาด ทำกิจการ เป็นต้น
เขาวางรากฐานให้ลูกหลาน และไม่เป็นภาระของใคร

แต่ชุดความคิดดังกล่าวมันเริ่มเสื่อมหายไปตามกาลเวลา คนเริ่มนึกถึงตัวเองมากขึ้นจนไม่สนใจคนรอบข้าง ทำอะไรตามใจที่ตัวเองอยากทำ (แต่ไม่เดือดร้อนใคร) ทำงานหนัก เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่อยากได้ ได้เที่ยวในที่ที่อยากไป เงินเก็บ เงินออม เงินลงทุนแทบไม่มีให้เห็นเลย

พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนว่าตัวเองจะไม่มีวันเกษียณ เหมือนว่าเจ้านายจะจ้างตัวเองไปจนกว่าจะแก่ตายคาบริษัทกันไปเลยทีเดียว
(ซึ่งผมเองก็เคยเป็นมาก่อน 55555)

วันนี้.. ผมจึงอยากเชิญชวนเพื่อนๆ ให้ลองคิดถึง “วันที่เราอายุ 80” ดูสิ ว่าเวลานั้นเราทำอะไรอยู่ อยู่กับใคร อยู่อย่างไร เราจะมีรายได้มาจากไหน ฯลฯ

และเมื่อคุณเห็นภาพนั้นแล้ว ให้นึกถึงตัวเองในวันนี้ดูว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และมีเหลือพอสำหรับวันนั้นมั๊ย? ถ้ายังไม่มีเหลือพอ แล้วเราจะทำอย่างไร จะวางแผนอย่างไร?

ถ้าใครที่เห็นภาพชัด และมีแผนการที่ชัดเจนแล้ว.. มาเล่าให้กันฟังบ้างนะครับ

#MrSaen
#สุขภาพดีมีรายได้สไตล์พี่แสน
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย

สุขภาพดี วัย 40+

เชื่อว่าหลายๆ คน ที่อายุเริ่มย่างเข้าสู่เลข 4 แล้วนั้น จะมีความรู้สึกว่า อวัยวะหรือร่างกายบางส่วนของเรานั้นเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้เกิดความกังวล เกี่ยวกับสุขภาพ ร่างกายไม่มากก็น้อย วันนี้ผมจะมาพูด ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแล สุขภาพกายสุขภาพใจและสุขภาพการเงิน ของพวกเราชาว 40 + ให้เพื่อนๆฟังกันนะครับ

เมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 เป็นธรรมดาที่เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายของเราจะเกิดการเสื่อมลง ทำให้การทำงานของอวัยวะบางส่วนผิดเพี้ยนไป ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากมาย บางคนก็กังวลว่าจะเป็นอันตรายถึงกับชีวิต พาลจะทำให้สุขภาพจิตเสียไปด้วย บางคนก็ไม่เป็นอันทำการ ทำงาน สุขภาพการเงินก็เสียไปด้วยอีกเช่นกัน

แล้วเราต้องทำอย่างไร หรือจะรู้ได้อย่างไรว่า ตอนนี้มีอะไรบางอย่าง หรืออวัยวะบางส่วนในร่างกายของเราเสื่อมลงบ้าง และเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรให้มันกลับมาดีดังเดิมได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่เสื่อมมากไปกว่านี้

เพื่อนๆรู้ไหมว่าเมื่อมีคำถามนี้เกิดขึ้นมาในหัว สิ่งแรกที่ชาว 40 + ทุกคนจะนึกถึงก็คือ การใช้อาหารเสริม และเข้าใจว่าอาหารเสริมนั้น คือทุกสิ่ง อาหารเสริมคือยาวิเศษที่จะช่วยให้อาการต่างๆดังกล่าวนั้นหายไปได้จริง และพร้อมจะกินอาหารเสริมทุกชนิดที่มีในโลก เพื่อ “แก้ไข” สิ่งที่เหลือ หรือเสื่อมไปแล้วให้มันดียิ่งขึ้น

แต่ผมอยากจะบอกว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดเลย เพราะว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารเสริมต่างๆ นั้น รวมถึงแม้กระทั่งยารักษาโรค ที่คุณหมอสั่งมาให้คุณทานยามที่คุณเจ็บป่วยนั้น มันช่วยแก้ไขบรรเทาได้เพียง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือทั้งหมด เป็นเรื่องของตัวเราเองทั้งสิ้น ร่างกายของเรามันทำการแก้ไข ซ่อมแซมตัวเองทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 4 เรื่องสำคัญ ดังต่อไปนี้ คือการกิน การพักผ่อน การเคลื่อนไหว และการหายใจ นอกจาก 4 เรื่องสำคัญดังกล่าวแล้ว ยังมีอีก 3 เรื่อง ที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับสุขภาวะที่ดีของตัวคุณเองนั่นก็คือ เรื่องของ การเอาพิษออก การจัดการกับอารมณ์ แล้วเรื่องสุดท้ายที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งคือการจัดการเรื่องการเงินนั่นเอง

แล้วทั้งหมดทั้งมวลนี้คือที่มาของ การสร้างเพจ “สุขภาพดี 40 + by พี่แสน” ขึ้นมาเพื่อที่จะสื่อสารถึงเรื่องราวในการดูแลตัวเอง ด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังเชื่อในหมอมากกว่าเชื่อในตัวเอง และเชื่อในธรรมชาติ

นั่นจึงทำให้คนเรายอมจ่ายเงินให้กับหมอเพื่อที่จะรักษาตัวเอง แล้วสุดท้าย ก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไม่ยอมปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเอง แต่เลือกที่จะทำอะไรแบบเดิมๆ พฤติกรรมแบบเดิมๆ แต่คาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ เพราะคิดว่ายาต่างๆ อาหารเสริมชนิดต่างๆ จะช่วยคุณได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ซึ่งทุกๆข้อมูลที่อยู่ในเพจนี้ ผมได้กลั่นกรองมาจากการเรียนรู้ประสบการณ์ และการลงมือทำด้วยตัวเองมาแล้วทั้งสิ้น และจะขอออกตัวก่อนเลยว่า มันไม่มีการการันตีผลลัพธ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ แต่ละคน มีวิธีคิด วิธีการ และวิธีปฏิบัติตัวที่แตกต่างกัน

ความรู้หากไม่ได้นำมาใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนน้ำในแท๊งค์ที่อยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น เติมเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันจะ”ล้นออกมา” และเสียน้ำนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่หากนำน้ำนั้นออกมารดน้ำต้นไม้ เราก็จะได้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ให้ดอกผล เป็นต้น

เพราะฉะนั้นความรู้ที่ได้ถูกส่งต่อ หรือได้รับการเผยแพร่ บอกต่อ แล้วมันสร้างคุณค่าหรือผลลัพธ์อะไรบางอย่างให้กับผู้คนได้ หรือยิ่งถ้ามันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตใครบางคนได้ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่ผมต้องการอย่างแท้จริง

ถ้าเพื่อนๆเห็นว่าเพจนี้มีสาระ มีประโยชน์ และให้คุณค่าอะไรบางอย่างให้กับเพื่อนๆได้ ช่วยกดแชร์ออกไป ให้เยอะๆ นะครับ เพื่อที่มันส์ทั้งนั้น และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนมากครับ

อาหารเสริมกับงานวิจัย.. เรื่องที่คุณต้องรู้

วันนี้เรามาพูดคุยกันต่อเรื่องงานวิจัย อย่างที่ผมได้พูดถึงเมื่อคราวก่อนนะครับ ว่าคนส่วนใหญ่มักจะเชื่อทุกๆ ข้อมูลที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ว่ามันถูกต้อง 100%โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ที่เขาโฆษณาว่าผ่านการวิจัยมาแล้วจากสถาบันโน้น นี้ นั้น

งานวิจัยที่ถือว่าแย่ที่สุด และยังไม่นับว่า เป็นหลักฐานรับรองการใช้งานทั้งทางด้านการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ ได้แก่งานวิจัยในสัตว์ หรืองานวิจัยจากห้องทดลอง หรืองานวิจัยจากโรงงาน หรือการคาดเดาผลวิจัยต่างๆ

แล้วเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ก็ชอบเอางานวิจัยประเภทนี้แหละมาใช้สนับสนุนการขายสินค้า และบริการด้านสุขภาพของตัวเอง แล้วก็เผยแพร่ไปทั่วอินเทอร์

ซึ่งเราก็ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงหรือเปล่า หน่วยงานไหนสถาบันไหน เพราะเราไม่ได้ไปค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม หรือไปให้สุดทางจริงๆ

หรือบางครั้งอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆก็ได้ แต่มีวาระซ่อนเร้นในการออกมาพูด โดยพูดแต่ในแง่มุมที่จะทำให้เจ้าของสินค้าได้รับผลประโยชน์ แต่ในมุมที่เป็นโทษเขาจะไม่พูดถึง

จริงๆแล้วทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์นั้น เรียกข้อมูลเรื่องการวิจัยแบบนี้ว่า เรื่องเล่าสู่กันฟังเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น testimonial จากผู้เชี่ยวชาญ หรือ การสัมภาษณ์บุคคลสำคัญทางการแพทย์จากต่างประเทศต่างๆ อะไรประมาณนี้

แต่หากเป็นงานวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ คือมีการออกแบบงานวิจัยเพื่อที่จะทราบ ข้อเท็จจริงบางอย่าง โดยกำหนดปัจจัยแทรกแซงอื่นๆ มาทำการเปรียบเทียบ แบบนี้แหละที่น่าเชื่อถือมากกว่า

ผมจะขอยกตัวอย่าง งานวิจัยที่ดีงานหนึ่ง ให้เพื่อนๆฟังนะครับ

นายแพทย์ดีน ออร์นิช ต้องการที่จะหาคำตอบว่าการให้ผู้ป่วยปรับวิธีใช้ชีวิตจะมีผลรักษาโรคหัวใจจริงหรือไม่ เขาแนะนำผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ได้สวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปไว้ จำนวน 93 คน เอามาสุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ให้ได้รับการรักษาและดูแลตัวเองตามวิธีปกติ และกลุ่มที่ 2 ให้ปรับวิธีใช้ชีวิต ไปอย่างสิ้นเชิงใน 4 ประเด็นสำคัญคือ

  1. ให้กินแต่อาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัดไม่ขัดสี
  2. ให้ออกกำลังกายให้เหนื่อยหอบแบบร้องเพลงไม่ได้ 5 วันต่อสัปดาห์
  3. ให้ทำกิจกรรมจัดการความเครียดทุกวันเช่นนั่งสมาธิ และการเล่นโยคะ
  4. ให้เข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน สัปดาห์ละครั้ง แล้วติดตามดู เป็นเวลา 5 ปี

จากนั้น ให้นำตัวอย่าง มาฉีดสี วัดรอยตีบของเส้นเลือด นับจำนวนการเจ็บหน้าอก แล้วจำนวนการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นตัวชี้วัด

เมื่อคราว 1 ปี เขาก็ได้นัดผู้ป่วยทุกคน มาฉีดสีสวนหัวใจ และประเมินตัวชี้วัดดู พบว่า กลุ่มที่ 2 ที่ปรับวิถีชีวิต 100% โวยเรื่อง 4 ข้อนั้น รอยตีบที่หลอดเลือดของพวกเขาขยายโล่งขึ้นจากเดิม 4.5% มีอาการเจ็บหน้าอกน้อยลง 91%
ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้วิธีดูแลรักษาปกติทั่วไป รอยตีบที่หลอดเลือดแคบลงไปจากเดิม 5.4 เปอร์เซ็นต์ และมีอาการเจ็บหน้าอกเพิ่มขึ้น 165%

ซึ่งเมื่อครบ 5 ปี ผลที่ได้ ก็ยังคงเป็นแนวทางเดิม คือกลุ่มที่ 2 ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มที่ 1 มีแต่ทรงกับทรุด

งานวิจัยแบบนี้จึงจะเรียกว่างานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งแม้แต่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ นายบิล คลินตันซึ่งเคยทำบอลลูนไปแล้วครั้งหนึ่ง และดูแลในแบบที่ 1 กลับมาตีบซ้ำจนหมอบอกว่าต้องทำบอลลูนรอบที่ 2

บิล คลินตัน ตอบปฏิเสธ และได้เชิญนายแพทย์ดีน ออร์นิชผู้นี้มาให้คำแนะนำการดูแลรักษาในแบบที่ 2 ซึ่งก็ปรากฏว่า นายบิล คลินตันไม่ต้องทำบอลลูน และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกเลย

ซึ่งผมหวังว่า หลังจากนี้เวลาเพื่อนๆ อ่านข้อมูลต่างๆบนอินเทอร์เน็ต ให้ลองพยายามสืบค้นหาต่อไปให้ได้ ว่าต้นตอของงานวิจัยนั้นมาจากไหนอย่างไรน่าเชื่อถือหรือไม่

มิฉะนั้น นอกจากเราจะได้รับข้อมูลที่ผิดเพี้ยนแล้ว ยังอาจส่งผลทางด้านสุขภาพ ให้กับตัวเอง และผู้ที่เราแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

หากเพื่อนๆ ชอบบทความนี้ ช่วยกดแชร์ กดคอมเมนท์ให้ผมด้วยนะครับ เพื่อที่ผมจะได้คัดสรรความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้เสพกันอย่างสม่ำเสมอนะครับ

#MrSaen