สารอาหารจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่คุณควรรู้

เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายก็ย่อมต้องเสื่อมลงตามวัย เราจึงต้องเพิ่มการดูแลตัวเองให้มากขึ้นด้วยวิธีการที่เหมาะสม

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อสุขภาพเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะผู้สูงวัยซึ่งเป็นวัยที่ต้องการพลังงาน และสารอาหารแตกต่างจากวัยทำงาน หรือผู้ที่มีสุขภาพร่างกายปกติ เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงของระบบต่างๆ

ดังนั้นจึงต้องมีความเข้าใจเรื่องอาหารและโภชนาการเป็นอย่างดี ซึ่งความต้องการพลังงานและสารอาหารในผู้สูงอายุแต่ละรายก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นกับอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และการใช้พลังงานในแต่ละวัน แต่เรื่องที่ควรเน้นการดูแลเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุทั่วไปมีดังนี้

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “สายตา”

เลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินอี ลูทีน ซีแซนทีน ซิลิเนียม และสังกะสี ซึ่งช่วยในการทำงานของจอประสาทตา ชะลอการเกิดต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งพบใน ตำลึง ฟักทอง กะหล่ำดอก ผักบุ้ง บร็อคโคลี แครอท ข้าวโพด ฝรั่ง ส้ม มะละกอ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ตับ ไข่ หอยนางรม ปลา นม และน้ำมันพืช เป็นต้น

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “พละกำลัง”

ผู้สูงอายุ ต้องการพลังงาน 1,400 ถึง 1,800 กิโลแคลอรีต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และการใช้พลังงานในแต่ละวัน ซึ่งสารอาหารที่ให้พลังงานส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของแป้ง และน้ำตาล ซึ่งสิ่งนี้แหละที่สร้างปัญหาให้กับผู้สูงอายุโดยไม่รู้ตัว เพราะหากร่างกายรับมามากเกินความต้องการ มันจะถูกสะสมให้อยู่ในรูปของไขมัน ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรังตามมา ควรเปลี่ยนมาทานข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี รวมถึงธัญพืชต่างๆ แทนข้าวขัดขาว ทานผัก และผลไม้สดให้มากขึ้น ลดน้ำตาล และเกลือลงให้มากที่สุด

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “มวลกระดูก”

ควรเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และชะลอความเสื่อมของกระดูก ด้วยการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี วิตามินเค และแมกนีเซียม ซึ่งพบใน นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียวเข้ม เต้าหู้แข็ง ปลาตัวเล็ก ตัวน้อย และงาดำ เป็นต้น เลือกรับประทานโปรตีนที่ดี เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำย่อยง่าย ประเภทถั่ว และธัญพืชต่างๆ

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “ความจำ”

เราคงเคยได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคอัลไซเมอร์ ที่พร้อมจะอยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างเสมอเมื่อเข้าสู่ภาวะสูงวัย และเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ บ้าน ที่ต้องคอยดูแลผู้ใหญ่ในบ้านกันอย่างใกล้ชิด นั้นก็เพราะว่ามีความเสื่อมเกิดขึ้นนั่นเอง เราจึงต้องบำรุงสมองและระบบประสาท ป้องกันการชาตามปลายมือปลายเท้า ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3, โคลิน, เลซิติน และวิตามินบีที่จำเป็นอันได้แก่ วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ซึ่งพบใน ปลาทะเลน้ำลึก ใบแปะก๊วย ไข่แดง กล้วย ถั่วเหลือง และข้าวกล้อง เป็นต้น

ซึ่งถ้าหากเราดูแลครบทั้ง 4 ด้านดังที่กล่าวมาแล้วนั้น อย่างน้อยก็จะช่วยทำให้ป้องกันโรคเสื่อมต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่การทานอาหารที่มีสารอาหารให้ครบทุกอย่างที่กล่าวมานั้นก็คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้สูงวัยทั้งหลาย

ดังนั้น จึงควรหาอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยเพิ่มสารอาหารต่างๆ เหล่านี้ เข้ามาแทน ซึ่งอาหารเสริมต่างๆ ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลายชนิด ซึ่งก็ต้องเลือกดูให้ดีๆ นะครับ

แต่ถ้าหากคุณเป็นคอกาแฟอยู่แล้ว และอยากได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน พร้อมกับได้ทานกาแฟระดับพรีเมี่ยมที่ให้รสชาติ และกลิ่นแบบกาแฟแท้ๆ ดื่มง่าย อร่อย และพกพาสะดวก อยากแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับกาแฟเพื่อสุขภาพระดับพรีเมี่ยมในราคาที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ WE COFFEE เพียงคลิ๊กที่ลิงค์ด้านล่างนี้เท่านั้นเอง

https://www.mrsaen.com/why-coffee

เปลี่ยนกาแฟที่เคยดื่มของคุณ เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพระดับพรีเมี่ยม WE COFFEE เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ในราคาที่จับต้องได้

ดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว.. อันตรายจริงหรือ?

เราคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ห้ามดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว” เพราะมันเป็นอันตรายต่อสุขภาพกันอยู่เป็นประจำ บางคนก็เชื่อตามคำกล่าวนั้นเลย ในขณะที่บางคนก็ยังลังเลว่า”จริงเหรอ” แต่ก็ยังคงเก็บความสงสัยไว้ในใจ

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ BMJ (THE BRITISH MEDICAL JOURNAL – เว็บไซต์เผยแพร่งานวิจัยแบบเปิด) ระบุว่า การดื่มกาแฟในระดับที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป มีความปลอดภัย โดยการดื่มกาแฟวันละ 3-4 แก้วอาจส่งผลดีต่อสุขภาพหลายประการ

การศึกษาพบว่า ในกลุ่มผู้ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงของการเป็นโรคตับและมะเร็งต่ำลง รวมถึงการเสียชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองด้วย แต่นักวิจัยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากาแฟคือสาเหตุที่ช่วยลดความเสี่ยงลง

นอกจากนี้การศึกษายังคงยืนยันว่า การดื่มกาแฟมากเกินไประหว่างการตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายได้ และผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่ควรเริ่มดื่มกาแฟด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากกาแฟในทุกด้านที่มีต่อร่างกายมนุษย์ จากการศึกษามากกว่า 200 การศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเฝ้าสังเกต

เมื่อเทียบกับคนไม่ดื่ม ดูเหมือนว่าผู้ที่ดื่มกาแฟราว 3 ถ้วยต่อวันมีความเสี่ยงในการมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ หรือเสียชีวิตเกี่ยวกับปัญหานี้ลดน้อยลง

ข้อดีที่เห็นชัดสุดของการดื่มกาแฟคือ การช่วยลดความเสี่ยงของโรคตับรวมถึงมะเร็ง

แต่ศาสตราจารย์พอล โรเดริก ผู้ร่วมเขียนการศึกษานี้ จากคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน ระบุว่า การศึกษาไม่อาจบอกได้ว่า การดื่มกาแฟทำให้เกิดความแตกต่างขึ้น

“ปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ คนนั้นสูบบุหรี่หรือไม่ และออกกำลังกายมากแค่ไหน อาจจะมีผลต่อการศึกษา” เขากล่าว

การค้นพบนี้ช่วยสนับสนุนการศึกษาเมื่อไม่นานนี้และการศึกษาหลายอย่างเกี่ยวกับการดื่มกาแฟโดยรวม

เขากล่าวว่า “มีความเสี่ยงหลายอย่างที่ส่งผลต่อชีวิต และผลดีของการบริโภคกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะดูเหมือนจะมากกว่าความเสี่ยงเหล่านั้น”

ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร แนะนำสตรีมีครรภ์ว่าไม่ควรรับคาเฟอีนมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือปริมาณกาแฟสำเร็จรูป 2 ถ้วย เพราะการรับคาเฟอีนมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งได้

การศึกษานี้แนะนำให้ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงของกระดูกหัก ควรลดการดื่มกาแฟด้วย

ส่วนผู้ใหญ่ทั่วไป การรับคาเฟอีนในปริมาณปานกลางอยู่ที่ระดับ ไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับการดื่มกาแฟประมาณ 3-4 ถ้วย แต่ต้องคำนึงถึงการบริโภคเครื่องดื่มหรืออาหารชนิดอื่นที่มีคาเฟอีนด้วย

นักวิจัยระบุว่า ผู้ดื่มกาแฟควร “ดื่มกาแฟที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ” ด้วยการเลี่ยงการเติมน้ำตาล นม หรือครีม รวมถึงการงดขนมขบเคี้ยวระหว่างดื่มกาแฟ

นอกจากนี้พวกเขายังเรียกร้องให้มีการทดลองเกี่ยวกับการรับกาแฟเข้าสู่ร่างกาย เพื่อศึกษาถึงผลประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มเติม

ปัจจุบัน นักวิจัยระบุว่าการชี้ว่า กาแฟส่งผลด้านบวกต่อสุขภาพได้อย่างไรเป็น “เรื่องยาก” แต่มันอาจจะเป็นผลของสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidants) และการต่อต้านเส้นใย (anti-fibrotics) ซึ่งช่วยป้องกันหรือชะลอความเสียหายต่อเซลล์ร่างกายมนุษย์

เอลิเซโอ กูอัลลาร์ จากวิทยาลัยสาธารณสุขบลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ระบุว่า “การบริโภคกาแฟในระดับปานกลางดูเหมือนจะปลอดภัย และอาจถูกจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกินที่มีสุขภาพในประชากรวัยผู้ใหญ่”

ทอม แซนเดอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านโภชนาการและการควบคุมอาหารที่คิงส์คอลเลจลอนดอน กล่าวว่า “กาแฟเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะในหลายคน และยังช่วยทำให้คนอยากเข้าห้องน้ำเพิ่มขึ้น บางคนเลยเลือกที่จะไม่ดื่มกาแฟด้วยเหตุผลเหล่านี้”

คนไข้ที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ได้รับคำแนะนำว่าให้ดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน โดยคาเฟอีนยังทำให้เกิดความดันโลหิตสูงเฉียบพลันได้ด้วย แม้ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว” เขากล่าว

จากการศึกษาวิจัยต่างๆ นั้น ไม่สามารถนำมาระบุได้ว่าทุกคนจะได้รับผลลัพธ์ที่เหมือนกัน หากใช้กระบวนการเดียวกัน ทั้งนี้ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ เราต้องหมั่นดูแล รักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีอยู่ตลอดเวลา ด้วยการทานที่ดี การพักผ่อนที่พอเพียง และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพราะอย่างน้อยนั่นจะเป็นการการันตีได้อย่างหนึ่งว่า เราจะเป็นตัวอย่างที่ดีของผลการวิจัยที่ได้นั้นๆ นั่นเอง

หากคุณรักการดื่มกาแฟ และดื่มวันละ 2-3 แก้ว แนะนำให้คุณเลือกดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย โดยที่ต้องไม่มีครีมเทียมที่เต็มไปด้วยไขมันทรานส์ ต้องไม่มีน้ำตาล ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และเป็นต้นเหตุแห่งโรคเรื้อรังหลายชนิด

กด Link ด้านล่างนี้ แล้วคุณจะพบว่า กาแฟเพื่อสุขภาพที่ดี ที่ไม่มีกลิ่น และรสที่ผิดเพี้ยนไปจนเสียรสชาติของกาแฟนั้นมีอยู่จริง

#สุขภาพดีมีรายได้byWeCoffee

ถั่งเช่า สุดยอดสมุนไพรจากเทือกเขาหิมาลัย

ถั่งเช่าหรือชื่อเต็ม ตังถั่งแห่เช่า หมายถึง “หญ้าหนอน” นั่นเอง

ถั่งเช่าถือว่าเป็นสมุนไพรจีนที่เป็นส่วนผสมของเห็ดรา และสัตว์ อันเกิดจากหนอนผีเสื้อกลางคืน แถบที่ราบสูงทิเบต ที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว ถูกสปอร์ของเห็ดราที่ไม่ก่อให้เกิดโรคในคน (ที่คนกินได้) มาอาศัยเป็นที่อยู่ และเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน ถั่งเช่าจึงได้รับขนานว่า “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า” หรือ “หญ้าหนอน”นั่นเอง

ถั่งเช่าพบในทิเบต มณฑลชิงไห่ มณฑลเสฉวน มณฑลกานซู มณฑลยูนนาน และแถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย ภูฏาน และเนปาล 

ถั่งเช่ากับการใช้ในตำรับยา

การบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 863 ของ Duan Chengshi นักธรรมชาติวิทยาในราชวงศ์ถัง ถั่งเช่าได้รับการระบุว่า “ทำให้ปอดและไตแข็งแรงขึ้น ห้ามเลือด และแก้เสมหะ” 

จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่าถั่งเช่ามีผลต่อการเพิ่มฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานและปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตและช่วยในเรื่องของระบบทางเดินหายใจ 

นอกจากนี้ในการศึกษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังเป็นไปได้ว่าถั่งเช่ามีฤทธิ์ต่อต้านเนื้องอก, ต้านการอักเสบ, สารต้านอนุมูลอิสระ, ลดน้ำตาลในเลือด, ต่อต้านการตายของเซลล์, การควบคุมและสร้างภูมิคุ้มกันอีกด้วย

อย่างไรก็ตามมีหลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่ได้นำสรรพคุณทางยาของถั่งเช่า มาใช้เป็นส่วนประกอบ เช่นถั่งเช่าสกัด หรือกาแฟถั่งเช่า เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟถั่งเช่า ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน แต่หากลองสังเกตดูดีๆ จะพบว่าสารสกัดจากถั่งเช่านั้น จะมีปริมาณที่ไม่สูงมากนัก แต่จะเป็นส่วนของ “ครีมเทียม” ที่จะเป็นตัวทำให้กาแฟนั้นๆ มีความหอมนุ่มมากกว่า

แต่ก็ยังมีกาแฟเพื่อสุขภาพบางยี่ห้อ ที่ให้ปริมาณของถั่งเช่ามากถึง 5% ของปริมาณสารอาหารทั้งหมดในกาแฟนั้นๆ ซึ่งจะทำให้มีผลในการบำรุงร่างกายโดยเฉพาะปอด และการทำงานของไตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หากคุณอยากรู้ว่า กาแฟเพื่อสุขภาพที่ให้ปริมาณถั่งเช่ามากที่สุดในตลาดกาแฟเพื่อสุขภาพทั้งหมดของเมืองไทยนั้นคือยี่ห้อใด ให้คุณกดเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่เลย
http://www.mrsaen.com/we-coffee

เราอยากให้คุณลอง แล้วคุณจะรู้ถึงความแตกต่าง ของทั้งกลิ่น และรสชาติแบบหอมกรุ่น นุ่มละมุน แต่เข้ม เต็มรสชาติกาแฟทั้งๆ ที่เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพนั้นเป็นอย่างไร

Inside out

ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนในการบรรยายคำๆ นี้ดี ก็เลยคิดว่าใช้มันตรงๆ นี่แหละ ไม่ต้องยุ่งยากด้วย

Inside out หรือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากภายในนั้น เป็นคำที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่คุณรู้มั๊ยว่าคนที่มักจะพูดว่า “รู้แล้ว” เนี่ย ส่วนมากมักจะ “เอาตัวไม่รอด”

คำว่า Inside out นี้มันกว้างมาก มันหมายความถึง “ทุกสิ่ง” ในโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติ เป็นอกาลิโก มันไม่มีกาลเวลา

เมื่อพูดถึง Software กับ Hardware คุณนึกถึงอะไรเหรอ? มันก็หมายถึงภายใน กับภายนอกนั่นแหละ

พูดถึงต้นไม้ พูดถึงตึกสูงระฟ้า มันก็ขึ้นอยู่กับราก และเสาเข็ม

พูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลต่างๆ มันก็ล้วนแล้วแต่ใช้สิ่งที่อยู่ข้างในเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งสิ้นเลย

มนุษย์เราก็เช่นกัน หากเราพูดว่าเรามีสมองเป็น Software และมีร่างกายเป็น Hardware ผมจะชวนคิดใหม่ว่า เรามีสมองเป็น Hardware ในขณะที่เรามี “จิตของเรา” ต่างหากที่เป็น Software

เมื่อเราเจ็บป่วย เราไปหาหมอ เรารักษาร่างกายของเรา คุณรู้หรือไม่ว่ากระบวนการรักษานี้ หมอเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น แต่คนที่รักษาเราจริงๆ คือ “พลังชีวิต” ของเราต่างหาก

ยกตัวอย่างเช่น หากเราเล่นฟุตบอล แล้วโดนเตะกระดูกหักขึ้นมา เราจะถูกนำไปสแกนที่โรงพยาบาล หมอมีหน้าที่สร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะแก่การรักษา ไม่ว่าจะเป็นการจัดรูปทรงกระดูกให้เข้าที่เข้าทาง เสริมวิตามิน ให้ยา สร้างสิ่งแวดล้อมให้พร้อมดำเนินการรักษาเท่านั้น จากนั้นพลังชีวิตของร่างกายนั่นเอง ที่เป็นตัวสมานกระดูกนั้นให้กลับคืนมาสู่สภาพเดิม

เว้นเสียแต่ว่ามันเกิดการเสียหายจนกระทั่งไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ หมอก็จะสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ โดยการหาเหล็กมาดามเอาไว้เพื่อให้กระดูกมันรับน้ำหนักได้ เคลื่อนไหวได้ แต่จะไม่เหมือนเดิม

แล้วหากมันเกิดขึ้นกับ Software ซึ่งก็คือ “จิตใจ” ของเราล่ะ? เราจะรักษามันอย่างไร?

เมื่อถึงวัย 40+ เราจะเริ่มเข้าใจสิ่งนี้มากขึ้น เริ่มต้องการเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ฟังเสียงของตัวเองมากขึ้น เข้าใจจิตใจของตัวเองมากขึ้น สงบมากขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เพราะสมองทั้งสองซีกเริ่มทำงานเข้ากันได้เรื่อยๆ (ในขณะที่วัยรุ่นยังทำแบบนี้ไม่ได้สักเท่าไหร่)

นี่คือหนึ่งในที่มาของการดูแลสุขภาพตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ เราเริ่มสนใจเรื่อง “การหายใจ” มากขึ้น สนใจเรื่อง “การพักผ่อน” มากขึ้น เพราะเราเริ่มจะรู้สึกมีอาการ Hangout ได้จากการกินที่ไม่ดี การนอนที่ไม่เพียงพอ

ในขณะที่เราจะรู้สึกกระชุ่มกระชวย รู้สึกหายใจได้ลึกขึ้น รู้สึกโปร่งโล่ง หลังจากที่เราได้ “ออกกำลังกาย”

เห็นมั๊ยว่าเมื่อเริ่มวัย 40+ ร่างกายเราจะเริ่มเปลี่ยน.. ภายในเริ่มปรับ ภายนอกเริ่มเปลี่ยน เพราะฉะนั้นการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติจึงเหมาะกับคนในวัยนี้อย่างแท้จริง

บางคนไม่สามารถปรับได้ทุกๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน ก็มักจะหา “ตัวช่วย” เช่นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ เพื่อที่จะให้อวัยวะซึ่งเป็น Hardware กลับมาทำงานได้เหมือนตอนเป็นหนุ่มสาว

ซึ่งการเลือกอาหารเสริมต่างๆ นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ และความเสื่อมถอยในส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต่างกันออกไป ก็ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาของแต่ละคนนั้นอยู่ตรงไหน ก็แก้ให้ถูกจุดก็จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

แต่อย่าพึ่งแต่อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว เพราะมันไม่ใช่ยาวิเศษแต่มันเป็น”ตัวช่วย” เท่านั้นเอง เราต้องปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย ซึ่งนั่นก็คือ หายใจให้เป็น เลือกกิน และดื่มในสิ่งที่ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังหรือเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

หากคุณทำทั้ง 4 เรื่องนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าสุขภาพของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

#MrSaen
#สุขภาพดีมีรายได้สไตล์พี่แสน
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย

เราจะเป็นอย่างไรเมื่ออายุ 80

ใครเคยมีความคิด หรือเคยเห็นภาพตัวเองตอนอายุ 80 กันบ้างมั๊ย ว่าตอนนั้นเราจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร และมีใครอยู่รอบตัวเราบ้าง

นี่คือคำถามสำคัญ ที่ผมมักจะถามเตือนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเรา
เนื่องจากว่าหากเราไม่ได้ตั้งคำถามแบบนี้ เราจะไม่รู้เลยว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่”

บางคนอาจจะมีข้อโต้แย้งว่า โอ๊ย! จะไปคิดถึงมันทำไม จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้…

นั่นสิ! เพราะเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นั่นแหละ เรายิ่งต้องทำสิ่งนี้
หากว่าเราเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่มีญาติ พี่น้อง มันก็อาจจะคิด หรือทำแบบนั้นก็ได้ เรียกว่า “ใช้ชีวิตไปวันๆ” อย่างเต็มระบบ 55555

แต่หากเรายังมีคนรอบข้าง เรายังมีความสัมพันธ์ ยังมีความผูกพันธ์ นั่นคือสิ่งที่เราต้องคิด และต้องคิดให้มากเสียด้วย

เมื่อตอนสมัยผมเป็นเด็ก ผมสังเกตเห็นว่า ผู้คนรอบตัวโดยเฉพาะอาแปะ อาอึ้ม ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีอาชีพที่เป็นของตัวเองกันเกือบทุกคน งานรับจ้างนั้นก็มีให้เห็นอยู่แต่ก็น้อยมาก ยิ่งพนักงานบริษัทในสมัยนั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ งานรับจ้างส่วนใหญ่ก็จะเป็นแรงงาน แล้วก็พนักงานโรงแรมเท่านั้นเอง

คนยุคนั้นจึงมักจะมีกิจการสืบทอดมาให้ลูกหลาน เช่นร้านอาหาร ร้านขายของชำ กิจการห้องเช่า หรือให้เช่าที่ทำตลาด ทำกิจการ เป็นต้น
เขาวางรากฐานให้ลูกหลาน และไม่เป็นภาระของใคร

แต่ชุดความคิดดังกล่าวมันเริ่มเสื่อมหายไปตามกาลเวลา คนเริ่มนึกถึงตัวเองมากขึ้นจนไม่สนใจคนรอบข้าง ทำอะไรตามใจที่ตัวเองอยากทำ (แต่ไม่เดือดร้อนใคร) ทำงานหนัก เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่อยากได้ ได้เที่ยวในที่ที่อยากไป เงินเก็บ เงินออม เงินลงทุนแทบไม่มีให้เห็นเลย

พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนว่าตัวเองจะไม่มีวันเกษียณ เหมือนว่าเจ้านายจะจ้างตัวเองไปจนกว่าจะแก่ตายคาบริษัทกันไปเลยทีเดียว
(ซึ่งผมเองก็เคยเป็นมาก่อน 55555)

วันนี้.. ผมจึงอยากเชิญชวนเพื่อนๆ ให้ลองคิดถึง “วันที่เราอายุ 80” ดูสิ ว่าเวลานั้นเราทำอะไรอยู่ อยู่กับใคร อยู่อย่างไร เราจะมีรายได้มาจากไหน ฯลฯ

และเมื่อคุณเห็นภาพนั้นแล้ว ให้นึกถึงตัวเองในวันนี้ดูว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และมีเหลือพอสำหรับวันนั้นมั๊ย? ถ้ายังไม่มีเหลือพอ แล้วเราจะทำอย่างไร จะวางแผนอย่างไร?

ถ้าใครที่เห็นภาพชัด และมีแผนการที่ชัดเจนแล้ว.. มาเล่าให้กันฟังบ้างนะครับ

#MrSaen
#สุขภาพดีมีรายได้สไตล์พี่แสน
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย

สุขภาพดี วัย 40+

เชื่อว่าหลายๆ คน ที่อายุเริ่มย่างเข้าสู่เลข 4 แล้วนั้น จะมีความรู้สึกว่า อวัยวะหรือร่างกายบางส่วนของเรานั้นเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้เกิดความกังวล เกี่ยวกับสุขภาพ ร่างกายไม่มากก็น้อย วันนี้ผมจะมาพูด ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแล สุขภาพกายสุขภาพใจและสุขภาพการเงิน ของพวกเราชาว 40 + ให้เพื่อนๆฟังกันนะครับ

เมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 เป็นธรรมดาที่เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายของเราจะเกิดการเสื่อมลง ทำให้การทำงานของอวัยวะบางส่วนผิดเพี้ยนไป ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากมาย บางคนก็กังวลว่าจะเป็นอันตรายถึงกับชีวิต พาลจะทำให้สุขภาพจิตเสียไปด้วย บางคนก็ไม่เป็นอันทำการ ทำงาน สุขภาพการเงินก็เสียไปด้วยอีกเช่นกัน

แล้วเราต้องทำอย่างไร หรือจะรู้ได้อย่างไรว่า ตอนนี้มีอะไรบางอย่าง หรืออวัยวะบางส่วนในร่างกายของเราเสื่อมลงบ้าง และเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรให้มันกลับมาดีดังเดิมได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่เสื่อมมากไปกว่านี้

เพื่อนๆรู้ไหมว่าเมื่อมีคำถามนี้เกิดขึ้นมาในหัว สิ่งแรกที่ชาว 40 + ทุกคนจะนึกถึงก็คือ การใช้อาหารเสริม และเข้าใจว่าอาหารเสริมนั้น คือทุกสิ่ง อาหารเสริมคือยาวิเศษที่จะช่วยให้อาการต่างๆดังกล่าวนั้นหายไปได้จริง และพร้อมจะกินอาหารเสริมทุกชนิดที่มีในโลก เพื่อ “แก้ไข” สิ่งที่เหลือ หรือเสื่อมไปแล้วให้มันดียิ่งขึ้น

แต่ผมอยากจะบอกว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดเลย เพราะว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารเสริมต่างๆ นั้น รวมถึงแม้กระทั่งยารักษาโรค ที่คุณหมอสั่งมาให้คุณทานยามที่คุณเจ็บป่วยนั้น มันช่วยแก้ไขบรรเทาได้เพียง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือทั้งหมด เป็นเรื่องของตัวเราเองทั้งสิ้น ร่างกายของเรามันทำการแก้ไข ซ่อมแซมตัวเองทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 4 เรื่องสำคัญ ดังต่อไปนี้ คือการกิน การพักผ่อน การเคลื่อนไหว และการหายใจ นอกจาก 4 เรื่องสำคัญดังกล่าวแล้ว ยังมีอีก 3 เรื่อง ที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับสุขภาวะที่ดีของตัวคุณเองนั่นก็คือ เรื่องของ การเอาพิษออก การจัดการกับอารมณ์ แล้วเรื่องสุดท้ายที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งคือการจัดการเรื่องการเงินนั่นเอง

แล้วทั้งหมดทั้งมวลนี้คือที่มาของ การสร้างเพจ “สุขภาพดี 40 + by พี่แสน” ขึ้นมาเพื่อที่จะสื่อสารถึงเรื่องราวในการดูแลตัวเอง ด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังเชื่อในหมอมากกว่าเชื่อในตัวเอง และเชื่อในธรรมชาติ

นั่นจึงทำให้คนเรายอมจ่ายเงินให้กับหมอเพื่อที่จะรักษาตัวเอง แล้วสุดท้าย ก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไม่ยอมปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเอง แต่เลือกที่จะทำอะไรแบบเดิมๆ พฤติกรรมแบบเดิมๆ แต่คาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ เพราะคิดว่ายาต่างๆ อาหารเสริมชนิดต่างๆ จะช่วยคุณได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ซึ่งทุกๆข้อมูลที่อยู่ในเพจนี้ ผมได้กลั่นกรองมาจากการเรียนรู้ประสบการณ์ และการลงมือทำด้วยตัวเองมาแล้วทั้งสิ้น และจะขอออกตัวก่อนเลยว่า มันไม่มีการการันตีผลลัพธ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ แต่ละคน มีวิธีคิด วิธีการ และวิธีปฏิบัติตัวที่แตกต่างกัน

ความรู้หากไม่ได้นำมาใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนน้ำในแท๊งค์ที่อยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น เติมเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันจะ”ล้นออกมา” และเสียน้ำนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่หากนำน้ำนั้นออกมารดน้ำต้นไม้ เราก็จะได้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ให้ดอกผล เป็นต้น

เพราะฉะนั้นความรู้ที่ได้ถูกส่งต่อ หรือได้รับการเผยแพร่ บอกต่อ แล้วมันสร้างคุณค่าหรือผลลัพธ์อะไรบางอย่างให้กับผู้คนได้ หรือยิ่งถ้ามันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตใครบางคนได้ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่ผมต้องการอย่างแท้จริง

ถ้าเพื่อนๆเห็นว่าเพจนี้มีสาระ มีประโยชน์ และให้คุณค่าอะไรบางอย่างให้กับเพื่อนๆได้ ช่วยกดแชร์ออกไป ให้เยอะๆ นะครับ เพื่อที่มันส์ทั้งนั้น และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนมากครับ

อาหารเสริมกับงานวิจัย.. เรื่องที่คุณต้องรู้

วันนี้เรามาพูดคุยกันต่อเรื่องงานวิจัย อย่างที่ผมได้พูดถึงเมื่อคราวก่อนนะครับ ว่าคนส่วนใหญ่มักจะเชื่อทุกๆ ข้อมูลที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ว่ามันถูกต้อง 100%โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ที่เขาโฆษณาว่าผ่านการวิจัยมาแล้วจากสถาบันโน้น นี้ นั้น

งานวิจัยที่ถือว่าแย่ที่สุด และยังไม่นับว่า เป็นหลักฐานรับรองการใช้งานทั้งทางด้านการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ ได้แก่งานวิจัยในสัตว์ หรืองานวิจัยจากห้องทดลอง หรืองานวิจัยจากโรงงาน หรือการคาดเดาผลวิจัยต่างๆ

แล้วเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ก็ชอบเอางานวิจัยประเภทนี้แหละมาใช้สนับสนุนการขายสินค้า และบริการด้านสุขภาพของตัวเอง แล้วก็เผยแพร่ไปทั่วอินเทอร์

ซึ่งเราก็ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงหรือเปล่า หน่วยงานไหนสถาบันไหน เพราะเราไม่ได้ไปค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม หรือไปให้สุดทางจริงๆ

หรือบางครั้งอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆก็ได้ แต่มีวาระซ่อนเร้นในการออกมาพูด โดยพูดแต่ในแง่มุมที่จะทำให้เจ้าของสินค้าได้รับผลประโยชน์ แต่ในมุมที่เป็นโทษเขาจะไม่พูดถึง

จริงๆแล้วทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์นั้น เรียกข้อมูลเรื่องการวิจัยแบบนี้ว่า เรื่องเล่าสู่กันฟังเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น testimonial จากผู้เชี่ยวชาญ หรือ การสัมภาษณ์บุคคลสำคัญทางการแพทย์จากต่างประเทศต่างๆ อะไรประมาณนี้

แต่หากเป็นงานวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ คือมีการออกแบบงานวิจัยเพื่อที่จะทราบ ข้อเท็จจริงบางอย่าง โดยกำหนดปัจจัยแทรกแซงอื่นๆ มาทำการเปรียบเทียบ แบบนี้แหละที่น่าเชื่อถือมากกว่า

ผมจะขอยกตัวอย่าง งานวิจัยที่ดีงานหนึ่ง ให้เพื่อนๆฟังนะครับ

นายแพทย์ดีน ออร์นิช ต้องการที่จะหาคำตอบว่าการให้ผู้ป่วยปรับวิธีใช้ชีวิตจะมีผลรักษาโรคหัวใจจริงหรือไม่ เขาแนะนำผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ได้สวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปไว้ จำนวน 93 คน เอามาสุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ให้ได้รับการรักษาและดูแลตัวเองตามวิธีปกติ และกลุ่มที่ 2 ให้ปรับวิธีใช้ชีวิต ไปอย่างสิ้นเชิงใน 4 ประเด็นสำคัญคือ

  1. ให้กินแต่อาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัดไม่ขัดสี
  2. ให้ออกกำลังกายให้เหนื่อยหอบแบบร้องเพลงไม่ได้ 5 วันต่อสัปดาห์
  3. ให้ทำกิจกรรมจัดการความเครียดทุกวันเช่นนั่งสมาธิ และการเล่นโยคะ
  4. ให้เข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน สัปดาห์ละครั้ง แล้วติดตามดู เป็นเวลา 5 ปี

จากนั้น ให้นำตัวอย่าง มาฉีดสี วัดรอยตีบของเส้นเลือด นับจำนวนการเจ็บหน้าอก แล้วจำนวนการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นตัวชี้วัด

เมื่อคราว 1 ปี เขาก็ได้นัดผู้ป่วยทุกคน มาฉีดสีสวนหัวใจ และประเมินตัวชี้วัดดู พบว่า กลุ่มที่ 2 ที่ปรับวิถีชีวิต 100% โวยเรื่อง 4 ข้อนั้น รอยตีบที่หลอดเลือดของพวกเขาขยายโล่งขึ้นจากเดิม 4.5% มีอาการเจ็บหน้าอกน้อยลง 91%
ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้วิธีดูแลรักษาปกติทั่วไป รอยตีบที่หลอดเลือดแคบลงไปจากเดิม 5.4 เปอร์เซ็นต์ และมีอาการเจ็บหน้าอกเพิ่มขึ้น 165%

ซึ่งเมื่อครบ 5 ปี ผลที่ได้ ก็ยังคงเป็นแนวทางเดิม คือกลุ่มที่ 2 ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มที่ 1 มีแต่ทรงกับทรุด

งานวิจัยแบบนี้จึงจะเรียกว่างานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งแม้แต่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ นายบิล คลินตันซึ่งเคยทำบอลลูนไปแล้วครั้งหนึ่ง และดูแลในแบบที่ 1 กลับมาตีบซ้ำจนหมอบอกว่าต้องทำบอลลูนรอบที่ 2

บิล คลินตัน ตอบปฏิเสธ และได้เชิญนายแพทย์ดีน ออร์นิชผู้นี้มาให้คำแนะนำการดูแลรักษาในแบบที่ 2 ซึ่งก็ปรากฏว่า นายบิล คลินตันไม่ต้องทำบอลลูน และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกเลย

ซึ่งผมหวังว่า หลังจากนี้เวลาเพื่อนๆ อ่านข้อมูลต่างๆบนอินเทอร์เน็ต ให้ลองพยายามสืบค้นหาต่อไปให้ได้ ว่าต้นตอของงานวิจัยนั้นมาจากไหนอย่างไรน่าเชื่อถือหรือไม่

มิฉะนั้น นอกจากเราจะได้รับข้อมูลที่ผิดเพี้ยนแล้ว ยังอาจส่งผลทางด้านสุขภาพ ให้กับตัวเอง และผู้ที่เราแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

หากเพื่อนๆ ชอบบทความนี้ ช่วยกดแชร์ กดคอมเมนท์ให้ผมด้วยนะครับ เพื่อที่ผมจะได้คัดสรรความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้เสพกันอย่างสม่ำเสมอนะครับ

#MrSaen

Infobesity เมื่อเราอยู่ในโลกแห่งข้อมูล

ทุกวันนี้คนอยากรู้อะไรก็เข้าไปหาในอินเตอร์เน็ต โลกแคบลงเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าเป็นภาวะ “ข้อมูลท่วมท้น” หรือ Information Overload หรือคำเก๋ๆ ว่า Infobesity นั่นเอง

แต่ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ คนส่วนใหญ่กลับเชื่อข้อมูลทุกอย่าง ที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งบางครั้งก็ถูกส่งต่อๆกันผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นใน Google Facebook Line หรือ Social Media อื่นๆ

และที่สำคัญก็คือ เป็นความเชื่อในแบบที่มั่นใจมากๆด้วย ไม่มีการ ศึกษาค้นคว้า หรือวิจัยข้อมูลหาที่มาที่ไปที่ถูกต้องหรือมีหลักฐานอะไรรับรองเลย

แล้วคุณรู้ไหมว่า สินค้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตภัณท์อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งตอนนี้ มีเกลื่อนอินเทอร์เน็ตไปหมด ก็มักที่จะเอาผลงานวิจัย หลากหลายมากมายจากสถาบันนั้น นี้ นายแพทย์คนนั้น ดอกเตอร์คนนี้มาอ้างอิง

สุดท้าย คุณเคยลองหาข้อมูล ของผู้คนเหล่านั้นหรือเปล่า เคยลองหาข้อมูลจริงๆ ของสถาบันที่วิจัยหรือเปล่า หาข้อมูลเรื่องที่เขาวิจัยหรือเปล่า

ส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำกัน แต่กลับเชื่อในสิ่งนั้น เชื่อในข้อมูลนั้นแบบ 100% แล้วเอาข้อมูลนั้นมาส่งต่อ พอใครพูดถึง เรื่องนี้ ก็จะเข้าไปผสมโรงกับเขา ประหนึ่งว่าตัวเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นจริงๆ เหมือนกันนะเฟ้ย

ซึ่งตรงนี้แหละที่น่าเป็นห่วง คุณรู้หรือไม่ว่า คำว่างานวิจัยต่างๆ มันไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นได้รับการรับรองและถูกต้อง อย่างเรียบร้อยแล้ว สามารถอนุมัตให้ได้ มีการรับรองที่แน่นอน

แต่นักการตลาด มักจะเอาข้ออ้างคำอ้างของผลงานวิจัย ที่ใครบางคนทำเพื่ออะไรบางอย่างมาใช้ประโยชน์ ในมุมที่จะทำให้คนเชื่อ และซื้อสินค้าของตัวเอง

ผมอยากให้เพื่อนๆ ลองพิจารณาหลายๆแง่มุมนะครับ อยากจะฝากบอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อผลงานวิจัย ซึ่งคราวหน้าผมจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพื่อประโยชน์ของเพื่อนเอง ก่อนที่จะซื้อ ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในอินเทอร์เน็ตนะครับ

ทำไมถึงป่วย.. คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด

นี่คือคำถามที่คนส่วนใหญ่ถามผม และผมสังเกตเห็นได้ถึง “ความกังวลบางอย่าง” จากน้ำเสียง และแววตาของพวกเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมาเล่าให้คุณฟัง

ต้องย้อนเรื่องราวกลับไปถึงตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ก่อนเลย ตอนนั้นผมยังอยู่ในวัยคึกคะนอง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการหาเงินเรียนหนังสือ เราตัดสินใจได้เองทั้งหมด ไม่เคยมีความคิดเรื่องเป้าหมายชีวิต ไม่เคยมีความคิดเรื่องการแต่งงาน คิดแค่เพียงว่า “ใช้ชีวิตให้พอ แล้วบั้นปลายจะบวชไม่สึก”

ในหัวตอนนั้นมีไม่กี่เรื่อง งาน, เที่ยว, เตะบอล, ดื่ม สังสรรค์, จีบหญิง แค่นั้นจริงๆ ไม่ได้คิดจะรวย ไม่เคยคิดที่จะสร้างเนื้อ สร้างตัว จะมีครอบครัว มีธุรกิจเป็นของตัวเองเลยสักนิด เพราะฉะนั้นงานจึงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มีทุกอย่าง แล้วงานอะไรล่ะที่มันตอบโจทย์? สรุปแล้วมาลงตัวที่งาน Organizer ซึ่งไม่ซ้ำซาก ได้เที่ยว (งาน Road show ต่างๆ) ได้เงิน ได้สังสรรค์ ได้เจอดารา ได้เตะบอล ได้ทักอย่างที่อยากได้ ทำให้ชีวิตตอนนั้นไหลไปตามกรรมมากๆ ไม่มีหลัก ไม่มีทิศทาง

สิ่งที่ตามมาคือ เริ่มมีความดันโลหิตสูงนิดๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะไม่คิดว่ามันจะทำอะไรเราได้ ก็ปล่อยปละละเลยมาเรื่อยๆ แล้วลักษณะของงานคือ ต้องเป๊ะมากๆ ห้ามพลาด ทุกอย่าง LIVE มากๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าคืองานหลักเลย การเตรียมงานนี่คือ “เครียดมาก” “พักผ่อนน้อย” “กินไม่เป็นเวลา” “ต้องเข้าสังคม” ต้อง Social drink เป็นประจำ” “ไม่มีเวลาออกกำลังกาย” “เสพทุกเรื่องที่เป็นกระแส” (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นข่าวฉาวเสียมากกว่า)

นั่นจึงทำให้ผมหาทางออกกำลังให้มากขึ้น แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ บังเอิญตอนนั้นเพื่อนเลิฟชวนเปิดร้านเหล้าข้างสนามฟุตบอล ก็เลย Bingo ได้เตะบอล (ที่ตัวเองรัก) ได้เจอเพื่อนๆ ได้ดื่ม สังสรรค์ และได้เชียร์ทีมฟุตบอลที่รัก ได้ร้องเพลง ได้เจอผู้คน อะไรมันจะคลิ๊กขนาดนี้

ปรากฏว่า.. เสร็จจากงานเครียดๆ มาทั้งวัน ก็มาเฝ้าร้าน ดื่มกับเพื่อน กับลูกค้าทุกคืนๆ ดื่มสารพัดสูตร เรียกว่าดื่มเป็นทุกอย่าง เป็นอย่างนี้นานเป็นปี จนกระทั่งขายร้านต่อแล้วย้ายกลับมาทำงานที่พัทยาบ้านเกิด

คุณลองดูองค์ประกอบเหล่านี้สิ.. แล้วมันจะไม่ป่วยได้อย่างไรล่ะ

เอาง่ายๆ เลย.. ถ้าไม่อยากป่วยให้ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ได้เลย 55555 แล้วนี่ก็คือที่มา หรือจุดเริ่มต้นของอาการป่วยที่เพื่อนๆ รู้กันดีนะครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังว่าอาการมันเป็นยังไง แล้วผมทำยังไง…. แล้วพบกันครับ

#MrSaen #สุขภาพดีเรื่องง่ายง่ายสไตล์พี่แสน #DzyneYourLife

อะไรที่ทำให้เปิด Website เป็นของตัวเอง

คำถามแรกที่ผมได้ยิน เมื่อผมมักจะโพสต์เรื่องราวดีๆ เรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ การตลาด การขาย รวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับแนวคิด และทัศนคติเชิงบวกก็คือ “ทำไปทำไมวะ??”

ต้องเรียนให้ทราบตามตรงว่า ผมเคยเปิด Website ในชื่อนี้มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อการเรียนรู้ และทำการตลาดเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ และธุรกิจเครือข่าย ซึ่งสาเหตุที่ปล่อยผ่านไปก็เพราะว่า “ผมอดทนไม่พอ”

เมื่อ “อดทนไม่พอ” นั่นหมายความว่า Content ดีๆ ที่ผมสร้างไว้ใน Website ของผมก็ถูกกลืนหายไปกับสายลม และทุกอย่างต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด… แต่ “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่นา เริ่มใหม่ก็เริ่มใหม่สิ” 55555

Website นี้ผมตั้งใจที่จะทำขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือนกับ Diary ชีวิต โดยที่ผมจะทยอยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาให้เพื่อนๆ ได้ฟังกันก่อน เพื่อที่เราจะได้รู้จักกันดีมากกว่านี้ แล้วเพื่อนๆ จะรู้ว่า ผมเขียน Website นี้ขึ้นมาทำไม และมันสำคัญกับผมขนาดไหน?

วัยเด็กที่แสนสนุก และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย (ชอบเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก)
วัยเด็กที่ได้บวชเรียนเป็นสามเณรแสนซน (ชาวบ้านให้ฉายานามว่า “หลวงพ่อเณร”)
วัยเด็กที่ต้องรับมือกับการพลัดพราก (พ่อ-แม่ แยกทางต้องย้ายไปอยู่กับยาย)
วัยเด็กที่โตมาท่ามกลางธรรมชาติ กับครอบครัวชาวนาทั่วไป

วัยเรียนที่มันส์ทุกเรื่อง และเป็นหนึ่งในช่วงชีวิตที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน
วัยเรียนที่ได้เจอเพื่อนที่หลากหลาย และมีทุกรูปแบบจริงๆ
มัธยมต้นที่ฝักใฝ่อยู่กับดนตรี และกีฬา
มัธยมปลายที่ลอง และเรียนรู้ไปเสียทุกเรื่อง (ทั้งเรื่องดี และเรื่องไม่ดี)

วัยทำงานที่เปิดประสบการณ์ชีวิตในทุกๆ ด้าน
เริ่มต้นที่งาน Freelance Backstage เรียนรู้จากเด็กแจกใบปลิว สู่ Backstage สายดนตรี
ต่อด้วยงานทางด้าน Organizer อีกกว่า 20 ปี
เปิดร้านอาหารข้างสนามฟุตบอล วัตถุประสงค์หลักคือออกกำลัง ดื่ม และเชียร์บอลกับเพื่อนๆ
ผันตัวมาเป็น Property Marketer ที่เริ่มจากตำแหน่ง Creative และจบที่ General Manager
ได้ไปท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ต่างประเทศหลายครั้ง ได้ประสบการณ์ใหม่มากมาย

วันที่เจอกับคำว่า “วิกฤติ”
เคยตรวจร่างกายเมื่อสมัยทำงาน พบว่า “ความดันโลหิตค่อนข้างสูง” แต่ก็ไม่ได้สนใจ
ด้วยความที่คิดว่า “เรายังเป็นวัยรุ่นที่แข็งแรงอยู่… ไม่เป็นไรหรอก” และไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลย
เว้นการตรวจร่างกายประจำปีไปหลายปี จนกระทั่งพบว่า “เส้นเลือดหัวใจตีบ 2 เส้นระดับ 80%”
เข้ารับการทำบอลลูนหัวใจทันที ลาออกจากงาน หมดเงินที่เก็บมาไปกับการรักษา

การฟื้นฟู การเยียวยา การก้าวต่อ
เงินเก็บส่วนที่เหลืออีกไม่มาก ทยอยใช้ไปกับการกินอยู่ เรียนรู้ ลงทุนทำอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องอยู่กับบ้าน เพราะไปทำงานไม่ได้ (ทนกับความเครียดไม่ได้)..
มีเพียงครอบครัว และภรรยาที่อยู่เคียงข้าง และเข้าใจ

ลงทุนไปกับอะไรหลายๆ อย่าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่สำเร็จดั่งที่ตั้งใจสักที
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ “การรู้จักตัวเอง และใช้ชีวิตให้มีความสุข” “วิธีคิดที่โคตรจะเป็นบวก”
“วิธีเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และผู้คน” พร้อมทั้งกัลยาณมิตรอีกหลายคน
ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่มีคุณค่ามากกว่าเงินทอง
และมากกว่าสิ่งใดๆ เพราะโลกใบนี้มันคือ “ตัวเราเอง” ที่สะท้อนออกมา และเป็นอย่างที่เห็นนั่นเอง

วันนี้ที่พร้อมจะส่งต่อประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถให้กับผู้คน ในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็น
ความรู้ทางด้านการดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ การเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง และความรู้ด้านการตลาดซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้คนอย่างแน่นอน แล้วผมจะทยอยเล่าให้ฟังนะครับ

#MrSaen
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย
#1DayGoodThing
#ChangeYourLife
#DzyneYourLife