When you are 40

สิ่งที่ต้องทำเมื่อคุณอายุ 40

อายุที่มากขึ้น เท่ากับชีวิตที่น้อยลง
นี่คือความจริงที่ธรรมชาติบอกเราเอาไว้
ด้วยเทคโนโลยี และความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้อายุเฉลี่ยของคนปัจจุบันนี้คือ 80 ปี
นั่นหมายความว่า เราได้ผ่านมาแล้วครึ่งชีวิต

“ครึ่งชีวิต” เป็นอะไรที่กำลังเหมาะสมกับ “การเริ่มต้นครึ่งหลัง” ของชีวิตอย่างแท้จริง
ในครึ่งแรกของชีวิต เราได้ผ่านอะไรมามากมาย เราได้เรียนรู้อะไรมามากมาย ได้พบทั้งความสุข ความทุกข์ ความสมหวัง ความผิดหวัง ความสำเร็จ และความล้มเหลว และอีกหลายๆ เรื่อง

แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไร ให้เรามีครึ่งหลังของชีวิตที่ดีกันบ้างล่ะ
ซึ่งจากครึ่งแรกที่ผ่านมา เราพอจะสรุปเป็น ข้อคิดถึงสิ่งที่ต้องทำเมื่อเราอายุ 40 ได้ดังนี้

  1. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
    ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้มีโรคที่เกิดใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อโรค สภาวะแวดล้อม อาหารที่ถูกดัดแปลงไม่ถูกสุขลักษณะที่ทำให้คนเราล้มป่วยมีมากมาย การที่คุณหันมาดูแลสุขภาพตัวเองถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมีผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก หากคุณแข็งแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจก็พร้อมที่จะทำงานหาเงิน ทำทุกอย่างให้ชีวิตตัวเองมั่นคง เจริญก้าวหน้า มีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น

    การดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง คือทุกสิ่งทุกอย่างอย่างแท้จริง เพราะคงไม่มีใครที่มีเงินมากมายแต่ต้องนอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง แล้วทำอะไรไม่ได้เลย ไม่สามารถใช้เงิน ไม่สามารถมีเวลา และมีความสุขกับคนที่รักได้เลย

    นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ผมเลือกข้อนี้ มาเป็นอันดับหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำเมื่อเราอายุ 40 นั่นเอง

  2. เรียนรู้ที่จะ “ปฏิเสธ” สิ่งที่ไม่ใช่
    ในวัยที่กำลังเรียนรู้ทั้งในเรื่องการทำงาน การใช้ชีวิตเมื่อตอนอายุ 20 หลาย ๆ คนอาจจะยึดติดการที่ได้รู้จักคนมากมาย ได้เจอโลกกว้าง และรู้สึกตื่นเต้น ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่พออายุเริ่มเข้าเลข 30 เราก็เริ่มเรียนรู้อีกหนึ่งเปลาะว่า ความสัมพันธ์ที่ดีจริง ๆ นั้น หาไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่คิด เราได้เจอทั้งคนที่ดี และคนที่ไม่ดี ซึ่งบางทีเราก็ต้องเสียเวลากับคนเหล่านั้นในรูปแบบที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ลูกน้อง ลูกค้า หรือแม้แต่ Suppliers ที่เราติดต่อด้วย

    คุณเริ่มจะเรียนรู้ว่าการที่คุณตอบรับในทุกๆ เรื่องเพราะเกรงใจ เพราะกลัวดูไม่ดี เพราะกลัวไม่ก้าวหน้า เพราะจำเป็นต้องทำตามคำสั่ง และอีกหลายๆ เหตุผล มันไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเลย นั่นก็เพราะเราพูดคำว่า “ไม่” หรือปฏิเสธคนเหล่านั้นไม่เป็นนั่นเอง

    บางคน.. กับคนที่ใกล้ชิด กับลูกน้องตัวเอง กับครอบครัวตัวเอง กลับไม่ให้ความรัก ความเคารพ ความเชื่อใจ ฯลฯ อาจจะด้วยเห็นภาพเดิมๆ มาตลอด และได้ตัดสินคนเหล่านี้ด้วยทัศนคติของตัวเอง แต่กับ “คนอื่น” เช่น ลูกค้า ลูกน้องคนใหม่ คนที่คนอื่นบอกว่าดี บอกว่าเก่ง ความสามารถสูง เขาจะยอมรับได้อย่างง่ายดาย

    จนกระทั่งอายุเข้าสู่เลข 40 แล้วนั่นแหละ จึงเริ่มจะเห็น และเริ่มสัมผัสสได้แล้วว่า แท้ที่จริงแล้ว มีเพียงครอบครัว คนที่รัก เพื่อนสนิท และลูกน้องเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเราจริง ๆ นอกนั้นเข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ ฉะนั้นจงอย่าทนคนที่ปฏิบัติต่อคุณไม่ดี ทำดีเฉพาะคนที่ดีกับเราอย่างจริงใจอย่างจริงใจ และเห็นความสำคัญของคนที่รักและห่วงใยเราจริง ๆ เท่านั้นพอ

  3. โฟกัสกับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข
    บทสัมภาษณ์คนใกล้ตายนับพันคนของพยาบาลสาวชาวออสเตรเลีย Bronnie Ware ที่ทำงานอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยระยะสุดท้ายพบว่า 5 เหตุผลที่พวกเขาเสียใจที่สุดในชีวิตคือ
    – เสียดายที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ
    – ไม่น่าทำงานหนักจนลืมครอบครัว และคนที่รักเลย
    – เสียใจที่ไม่ได้พูดในสิ่งที่รู้สึกกับคนที่รัก
    – เสียใจที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ
    – เสียใจที่ไม่เลือก “ความสุข” ของตัวเอง

    เมื่อเราถึงวันที่อายุ 40 แล้ว นั่นหมายความว่าเรามีเวลาในการทำความฝันของเราให้เป็นจริงน้อยลงไปทุกที เราควรละวาง สิ่งที่ไม่ทำให้ก่อให้เกิดประโยชน์ สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางของเรา แต่ให้โฟกัสแค่สิ่งที่คุณต้องการ เป้าหมายที่ได้วางไว้ แล้วทำมันอย่างเต็มที่ หากมันยังไม่สำเร็จ จงอย่าหยุด อย่าล้มเลิก แต่จงเปลี่ยนวิธี ทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด

    ทุกอย่างในชีวิตคือการแลกเปลี่ยน คุณได้บางอย่าง เพื่อเสียบางอย่างไปคุณไม่มีทางได้มันไปทั้งหมด มันเป็นเรื่องที่คุณต้องยอมรับ เพราะสิ่งที่น่าเสียใจกว่านั้นก็คือ เราไม่สามารถแก้ไขอะไรที่ผ่านไปแล้วได้เลย เพราะฉะนั้น จงตระหนักใน 5 สิ่งข้างต้นนี้ให้ดี

  4. จงนับถือตัวเอง
    เรื่องที่น่าห่วงที่สุดก็คือเรื่อง “การนับถือตัวเอง” นี่แหละ เพราะเมื่อใดที่เราไม่เห็นค่าของตัวเอง ดูถูกตัวเอง ไม่ศรัทธา และมีความเชื่อในทัศนคติ และความคิดของตัวเอง เมื่อนั้น ผู้คนที่อยู่รอบข้าง และสังคมที่ตัวเองอยู่นั้น ก็จะมองเราอย่างนั้นเช่นเดียวกัน

    นั่นก็เพราะว่า ทุกสิ่งที่เราคิดกับตัวเอง มันถูกสื่อสารออกไปสู่ภายนอกได้อย่างชัดเจน โดยที่เราไม่รู้ตัว นั่นหมายความว่า ถ้าเรา “สงสารตัวเอง” คนในสังคมก็จะมองว่า เรานี่ช่าง “น่าสงสาร” เหลือเกิน และยิ่งถ้าเราสมเพชตัวเอง คิดว่า “ตัวเองกระจอก” คนภายนอกก็จะสัมผัสได้ว่า “เรากระจอก” เช่นเดียวกัน

    เพราะฉะนั้น จงให้เกียรติตัวเอง และคิดกับตัวเองด้วยความเคารพ แล้วคนอื่นก็จะให้เกียรติเรา และมองเราด้วยความเคารพเช่นกัน

    เปลี่ยนความคิด.. ชีวิตเปลี่ยน

  5. อย่าหวังพึ่งลูกหลาน
    จงวางแผนการเงิน การใช้ชีวิตในช่วงที่เหลือด้วยตัวของคุณเอง อย่าหวังพึ่งลูกหลาน นั่นก็เพราะว่า นี่คือยุคเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง น้อยคนนักที่จะมีลูกหลานที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ หรือธุรกิจที่คุณสร้างไว้ เพราะคนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ความรวดเร็ว ความสะดวกสบาย ความมั่งคั่งแบบทวีคูณ มุมมองของพวกเขาจะต่างกับคุณ เขาจะให้เวลากับอนาคตของตัวเองมากกว่าคุณ สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขายอมรับคุณได้คือ “คุณสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวคุณเอง”

    สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับมนุษย์เงินเดือน เพราะว่าหลังจากนี้ไม่นาน หากเราไม่มีเงินเก็บมากพอ (ที่จะสู้รบกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี) เราจะไม่สามารถหยุดทำงานอยู่บ้านเฉยๆ แล้วใข้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตอีกแล้ว แล้วยิ่งหากเกิดการเจ็บป่วย เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดใหม่แล้วด้วยล่ะก็ “ยุ่งแน่นอน”

  6. พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
    การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการลงทุนในตัวเอง ลงทุนในการเพิ่มความรู้ เพิ่มคุณค่า และมูลค่าให้กับตัวเอง จะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถมานำมันไปจากคุณได้

    ยิ่งคุณสร้างคุณค่าให้กับผู้คน ให้กับสังคม ให้กับโลกใบนี้มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งได้รับมูลค่าที่เท่ากันกลับมาหาคุณเสมอ

    ลองเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนมุมมองใหม่ให้เริ่มพัฒนาตัวเองให้มีอะไรที่ดีขึ้นเพียงเล็กๆ น้อยๆ วันละ 1% ก็พอ คุณก็จะพบว่าในหนึ่งปี คุณจะพัฒนาตัวเองได้ถึง 356% นั่นเอง หากเป็นเช่นนั้น คุณลองจินตนาการถึงชีวิตของตัวเองดูว่า ช่วงครึ่งหลังของชีวิตคุณจะมีความสุขขนาดไหน

  7. แบ่งปัน
    ข้อนี้ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้วคือ เมื่อคุณมีคุณค่ามากพอ คุณจงแบ่งปันออกไปให้มากที่สุด ยิ่งคุณทำให้ผู้คนสำเร็จมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งสำเร็จมากเท่านั้น

    ธรรมชาติได้สร้างความมั่งคั่งมาให้โลกใบนี้อย่างเหลือเฟือ คุณลองคิดดูง่ายๆ ก็แล้วกันว่า ธรรมชาติสร้างให้ปลาหนึ่งตัว ออกลูกได้เป็นร้อยเป็นพัน นั่นหมายความว่าแม้คุณจะเสียปลาไปหนึ่งตัว แต่มันได้ขยายเผ่าพันธุ์ และมอบคืนปลานับร้อย นับพันคืนให้กับโลกใบนี้ต่อเนื่อง ทวีคูณไปอย่างไม่สิ้นสุด

    เช่นเดียวกัน หากคุณเข้าใจกฎข้อนี้ คุณจะพบว่าโลกใบนี้สร้างความมั่งคั่ง และความเหลือเฟือไว้ให้ผู้คนอยู่แล้ว ยิ่งเราโฟกัสที่สิ่งไหน สิ่งนั้นมันก็จะขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด


    และนี่คือบทสรุป 7 เรื่องที่ทำให้เรานำมาปรับใช้กับชีวิตในช่วงที่เหลือให้เป็นชีวิตที่มีความสุขได้ และไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็สามารถใช้บทความนี้ในการทบทวนสิ่งที่ผ่านมา (หากคุณอายุเข้าเลข 40 แล้ว) หรือคุณอาจจะเรียนรู้ และเตรียมตัวสำหรับการมีชีวิตที่ดีในครึ่งหลังของชีวิต (หากคุณอายุน้อยกว่า 40)

    หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้คุณเริ่มหันมามองรอบตัว สังเกตพื้นที่รอบตัว สังเกตเห็นระยะห่างระหว่างบทบาทในปัจจุบัน กับความฝัน และเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ แล้วหันกลับมาโฟกัสในสิ่งที่คุณสนใจ ปลดปล่อยความคิด ความเชื่อ และสิ่งไม่ดีทั้งหลายออกจากตัวเอง ใช้เวลาพิจารณาสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว และเปลี่ยนแปลง พัฒนาให้ดีขึ้นแม้วันละนิดก็ยังดี

    เพราะความสำเร็จเล็กๆ จะนำมาซึ่งความสำเร็จที่ใหญ่กว่าเสมอ

Leave a Reply

Your email address will not be published.