imagination first

ถ้าคุณไม่เคยมีเงินในหัว คุณก็จะไม่มีทางมีเงินในมือ

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินประโยคนี้ แต่ก็อาจจะมีหลายๆ คนที่ยังไม่เคยได้ยิน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า “เราเป็นอย่างที่เขาว่า ” หรือป่าว

คำกล่าวนี้ ความจริงแล้วมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทั่วไปอยู่แล้ว
ในการที่จะทำอะไรสักอย่างนั้น เราต้องมีการสร้างภาพล่วงหน้าเอาไว้ก่อน
(หรือใครบางคนอาจจะไม่เคย?)

เวลาเราอยากกิน ข้าวมันไก่ เรานึกถึงภาพข้าวมันไก่ก่อนมั๊ย?
เวลาเราอยากไปเที่ยวเกาะเสม็ด เราเห็นภาพชายหาดที่น้ำทะเลโคตรใสอยู่ในหัวก่อนหรือป่าว?
เวลาเราได้รถ BMW คันใหม่ เราเห็นภาพรถคันนั้นอยู่ในหัวเราก่อนหรือป่าว?
และอีกหลายๆ เวลา หรือจะเรียกได้ว่า “ทุกเวลาที่เราเกิดความต้องการ” เลยก็ว่าได้

หรืออีกมุมหนึ่ง
เวลาเราไม่อยากไปหาหมอ เพราะเราเห็นภาพหมอกำลังฉีดยาเราอยู่หรือป่าว?
เวลาเราอยู่บนที่สูงๆ เราจะเห็นภาพที่เราอาจจะตกลงไปก็ได้ใช่หรือป่าว?
เวลาเราเดินคนเดียวในที่เปลี่ยวๆ ตอนกลางคืน เราจะรู้สึกมีใครแอบตามเราอยู่หรือป่าว?
และอีกหลายๆ เวลา หรือจะเรียกได้ว่า “ทุกเวลาที่เราเกิดความกลัว ความไม่ปลอดภัย” เลยก็ว่าได้

ไม่ว่าจะ “มี หรือไม่มีความต้องการ”
สิ่งที่เราจะมีควบคู่กันตลอดเวลาคือ “ภาพแห่งจินตนาการ”
ซึ่งมันจะต้องเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนในหัวของเรา
ส่วนมันจะเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ ก็อยู่ที่ความเข้มข้นในความเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น
รวมถึงการลงมือทำอะไรบางอย่างที่สอดคล้องกับภาพนั้นๆ
โดยมันจะมีพลังงานบางอย่างที่ผลักดันให้ภาพนั้นๆ เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งเสมอ

ผมมักจะเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกสาวฟังอยู่เรื่องหนึ่ง
ผมเรียกมันว่า “ดินแดนมหัศจรรย์”

เรื่องมันมีอยู่ว่า
มีชายขอทานยากจนคนหนึ่ง ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จสักอย่าง
เขารู้สึกเหนื่อย และท้อแท้เป็นอย่างมาก และคับข้องใจเหลือเกินว่า
ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงต้องมาเกิดขึ้นกับตัวของเขาด้วย
เขาจึงตะโกนขึ้นไปบนฟ้าว่า
“ทำไมพระเจ้าถึงทำกับข้าแบบนี้ ข้าทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จเลย”

ทันใดนั้น พระเจ้าก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วถามชายคนนั้นว่า
“เจ้าต้องการอะไรหรือ ถึงได้ร้องเรียกหาข้า?”

ชายคนนั้นก็ได้เล่าเรื่องทุกอย่างให้พระเจ้าฟัง

เมื่อพระเจ้าได้ยินดังนั้นก็อมยิ้มอยู่ในใจ แล้วก็บอกกับชายคนนั้นว่า
“เอาล่ะ.. ข้าจะพาเจ้าไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ ณ ตอนนี้เลย เจ้าอยากจะไปมั๊ยล่ะ?”
“ที่นั่น.. เจ้าเพียงคิดเท่านั้น.. แล้วเจ้าก็จะได้ทุกอย่างอย่างที่เจ้าต้องการในทันทีเลย”

ชายคนนั้นตอบพระเจ้าทันทีโดยไม่คิดอะไรเลยว่า
“ไปซิครับท่าน.. ท่านพาข้าไปตอนนี้เลยได้มั๊ย?”

“ได้สิ.. แต่เจ้าต้องหลับตาก่อนนะ”
“แล้วเมื่อข้าบอกให้เจ้าลืมตาขึ้นมา เจ้าก็จะได้อยู่ในดินแดนมหัศจรรย์แล้ว” พระเจ้าตอบ

ชายหนุ่มรีบหลับตาทันที
และเพียงไม่กี่อึดใจ.. พระเจ้าก็บอกว่า
“ลืมตาขึ้นมาได้ ตอนนี้เจ้าได้อยู่ในดินแดนมหัศจรรย์แล้ว”
จงใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าต้องการให้เต็มที่เลย.. ข้าไปล่ะ
แล้วพระเจ้าก็หายตัวไป

ชายคนนั้นยังไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่พระเจ้าพูดนัก
จึงลองคิดถึงผลไม้หลายชนิด เพราะเขาหิวมาก เนื่องจากยังไม่ได้กินอะไรเลย
พลันผลไม้หลากหลายชนิดก็ปรากฏตรงหน้าของเขา
มันทำให้เขาตื่นเต้น และดีใจมากๆ ที่คำพูดของพระเจ้าเป็นจริง
แล้วเขาก็กินผลไม้นั้นอย่างเอร็ดอร่อย

และเมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เขาก็คิดถึงที่นอนนิ่มๆ ที่นอนสบายที่สุด
เพราะเขาไม่เคยได้นอนดีๆ เหมือนคนอื่นเลย อาศัยหลับนอนใต้สะพานเสียเป็นส่วนใหญ่

พลันก็ปรากฏที่นอนที่นอนหลับสบายที่สุดมาอยู่ตรงหน้าของเขา
เขาจึงรีบขึ้นไปนอนบนที่นอนนั้นทันที พลันรู้สึกว่าสบายเหลือเกิน
แล้วเขาก็ผล็อยหลับไป เพราะความเหนื่อย กอปรกับความสบายของที่นอนนั้นๆ

เวลาผ่านไปจนกระทั่งพลบค่ำ อากาศเรื่มเย็นลง เขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากที่นอนนั้น
เขาเริ่มมองออกไปรอบๆ ตัว สายลมที่พัดเอื่อยๆ แต่หอบความหนาวเข้ามาด้วย
ทำให้เขาเริ่มรู้สึกวังเวง และเกิดความกลัวขึ้นมาในหัวใจ

พลางคิดไปว่า.. สภาพวังเวงแบบนี้มันต้องมีภูติผี ปีศาจอยู่รอบๆ ตัวเขาแน่ๆ เลย
ซึ่งพวกมันจะต้องออกมาหลอกหลอน และทำร้ายฉันแน่ๆ เลย.. ฉันจะทำยังไงดี????
ทันใดนั้นเอง.. ก็ปรากฏปีศาจร้ายนานาชนิด ออกมาจากทุกด้าน พุ่งตรงเข้ามาหาเขา
พร้อมทั้งกรีดร้อง และจะเข้ามาทำร้ายเขา

เขาตกใจสุดขีด พร้อมกับตะโกนออกมาด้วยความกลัวว่า “ช่วยด้วยยยยยยย!!”
ในใจเขาก็คิดว่า.. ภูติผีมากมายขนาดนี้ เข้ามาหลอกหลอนทำร้ายเขา เขาคงไม่รอดแน่ๆ
เขาต้องตายแน่ๆ เลย

เมื่อสิ้นความคิดนั้น.. เขาก็เสียชีวิตทันที
แล้วทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

พระเจ้าก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมทั้งเปรยด้วยความปลงว่า
เฮ้อ! เจ้ามนุษย์เอ๋ย.. ข้าได้มอบสิ่งที่พิเศษที่สุดให้กับเจ้าแล้ว แต่เจ้าก็กลับไม่เคยเรียนรู้ ไม่มีวินัย สุดท้ายเจ้าก็ไม่เหลืออะไรเลย.. ข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้จริงๆ

จากการตายของชายคนนี้ พระเจ้าจึงได้ทำการแก้ไขเอาไว้หนึ่งอย่างก็คือ
พระเจ้าได้ยืดเวลาระหว่างการคิดแล้วปรากฏขึ้นทันทีให้มันยาวออกไป
ให้มันผ่านการกลั่นกรองที่ดีแล้วเท่านั้น แต่ท่านจะให้สิ่งที่คิดเกิดขึ้นได้เร็วมาก
กับเฉพาะคนที่ “มีความเชื่ออย่างเข้มข้น” เท่านั้น

แล้วพระเจ้าก็หายไป

นิทานเรื่องนี้สอนอะไร?

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราทุกคนมีสิ่งที่พิเศษที่สุดอยู่กับตัวอยู่แล้ว
เรามี “ดินแดนมหัศจรรย์” อยู่กับตัวอยู่แล้ว.. แต่เรากลับใช้มันไม่เป็น
เรามัวแต่ “คิดลบ” ฟังแต่เรื่องลบๆ สนใจเรื่องราวของคนอื่น อยากรู้เรื่องราวของคนอื่น
จับกลุ่มกันนินทาคนโน้น คนนี้ โดยไม่เคยมองตัวเอง ไม่เคยฝึกจิต ฝึกใจตัวเอง

แล้วเจ้าจะได้ดีได้อย่างไร?

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำเร็จ หรือเรื่องเงิน หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่
หากเรามัวแต่ตั้งคำถาม สงสัย แต่ไม่เคยคิดถึงภาพแห่งความสำเร็จ
ไม่เคยจินตนาการถึงความหอมหวานของความสำเร็จ ของสิ่งที่ตั้งใจไว้
แต่กลับคิดว่า ฉันจะทำได้เหรอ? มันยากเกินไป? ไม่มีทางแน่นอน!
ฉันนึกภาพว่าฉันเป็นคนรวยไม่ออกหรอก

ทุกความคิด มันถูกบันทึกไว้ในดินแดนมหัศจรรย์หมดแล้ว
และรับรองว่ามันจะปรากฏขึ้นมาดั่งที่คิดไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะคิดดี หรือไม่ดีก็ตาม

“ถ้าคุณไม่เคยคิดว่า “มีเงิน” อยู่ในหัวคุณมาก่อน
คุณก็จะไม่มีทาง”มีเงิน”ในมืออย่างแน่นอน”

#MrSaen
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ

Leave a Reply

Your email address will not be published.