ทำไม? จึงต้องทานอาหารเสริม

ปัจจุบัน อาหารเสริมมีมากมายหลายชนิด หลายรูปแบบ หลายราคา และสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย แต่เราเคยรู้กันหรือไม่ว่า แล้วทำไมล่ะ จึงต้องมีอาหารเสริมด้วย อาหารอย่างเดียวไม่เพียงพออย่างนั้นหรือ

อาหารที่เราทุกคนบริโภคกันอยู่ในปัจจุบัน
ล้วนแล้วแต่ผ่านการผลิตแบบอุตสาหกรรม
เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น

นั่นก็เป็นเพราะเกิดการวิวัฒนาการจากสังคมการเกษตรดั้งเดิม
มาสู่สังคมอุตสาหกรรมและสังคมเมืองนั่นเอง
นั่นจึงทำให้เราเราเลิกผลิตเพื่อบริโภคกันเฉพาะในครัวเรือนเหมือนอย่างที่เคย
แต่กลับกลายเป็นการผลิตเพื่อนำออกจำหน่ายให้คนจำนวนมากแทน

และเนื่องจากการผลิตแบบนี้ เป้าหมายอยู่ที่จำนวน คือ ต้องผลิตให้ได้มากๆ ไว้ก่อน
จึงทำให้คุณภาพ และความปลอดภัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

มีการใช้สารเคมีมากมายมาเป็นตัวช่วยในการผลิต
ซึ่งไม่เพียงอาหารที่เราใช้บริโภคอย่างเดียวเท่านั้น

แต่สิ่งอำนวยความสะดวกทุกชนิดที่เราใช้อยู่
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องใช้ประจำวัน
สบู่ แชมพู ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ฯลฯ
ล้วนมีสารเคมีที่เป็นพิษกับร่างกายมนุษย์

เรารับสารเคมีที่เป็นพิษวันละกว่า 20,000 ชนิด เข้าไปสะสมในร่างกายทุกวัน
โดยที่เราไม่รู้สึกตัวเลย ว่าสารเคมีเป็นพิษเหล่านั้น
ได้เข้าไปกัดกร่อนทำลายเราทีละน้อยๆ วันแล้ว วันเล่า

เรามารู้ตัวอีกที เมื่อเราเริ่มรู้สึกตัวว่าเราแก่ลง เรี่ยวแรงลดน้อยถอยลง
รอยกระ ฝ้า และร่องรอยบนใบหน้าเริ่มปรากฏให้เห็น
แล้วเราก็คิดเองว่า นี่มัน ก็เป็นวัฏจักร
เป็นเรื่องของกาลเวลาที่มันต้องเกิดกับทุกคน

เราหารู้ไม่ว่าหากสารต้านอนุมูลอิสระในตัวเรามีมากพอที่จะกำจัดอนุมูลอิสระ
ที่มากับอาหารสารเคมีต่างๆ ที่เรารับเข้าไป

ร่องรอยแห่งวัย อาการของความชราภาพจะไม่เกิด หรือเกิดแต่ช้ามากๆ
เราเอง สามารถบำรุงรักษาสภาพร่างกายให้คงทน
ไม่ร่วงโรยไปตามวัยได้ ด้วยการจัดการกับอาหารที่เราทานในทุกวัน

อาหารของมนุษย์มีอยู่ 5 หมู่ ตามที่เรารู้ๆ กันอยู่
คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ

ตามความเชื่อของ การแพทย์แผนหลักบอกว่า
หากเราได้สารอาหารทั้ง 5 ครบถ้วน เราก็จะแข็งแรง ปลอดโรค
แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

การบริโภคอาหารให้ครบหมู่นั้นดูเหมือนง่าย
แต่ในชีวิตจริง…
เราได้รับสารอาหารจากอาหารที่เรากินเพียงไม่กี่ชนิด
คนเราส่วนใหญ่ขาด วิตามิน
และขาดสารอาหาร แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายโดยที่เราไม่เคยรู้ตัว
จนอาการของการขาดสารอาหารปรากฏขึ้น

เรามักจะคิดว่า โปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุด
ไขมันทำให้อ้วน ส่วนคาร์โบไฮเดรตให้พลังงาน
เวลาทานอาหารจึงมักจะระวังไขมัน

อาหารหลายอย่างจึงผลิตออกมาเป็นแบบไขมันต่ำ
ยิ่งทานอาหารไขมันต่ำ เราก็จะยิ่งขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน

เรากลัวอ้วนไม่ทาน ไขมัน แต่กลับบริโภคแป้งและน้ำตาล
ในรูปของขนมขบเคี้ยว มันฝรั่ง อบกรอบ ฯลฯ

อาหารจานด่วนที่รสชาติดีมีแต่เกลือ น้ำตาล และไขมัน เลวๆ
โดยเฉพาะน้ำมันพืช และไขมันทรานส์

ในอาหารแต่ละมื้อ เราบริโภคผักสด ผลไม้กันน้อยมากจนน่าตกใจ
มื้อเช้าที่ควรจะเป็น มื้อที่หนักที่สุด กลายเป็นมื้อที่เบาสุด

บางรายทานแค่กาแฟหนึ่งถ้วย หรือนมกล่องเดียว
ถ้าเป็นแบบฝรั่งหน่อยอาจมีไข่ดาวซักฟอง ไส้กรอก
หรือแฮมกับขนมปังทาเนยอีกซักสองแผ่น

มีน้อยมากที่มื้อ เช้าเป็นผักสลัดชามโตกับผลไม้หลากหลาย
ร่วมกับน้ำผลไม้คั้น แล้วมีข้าวกล้องร้อนๆ กับปลาย่าง
หรืออาหารทะเลสดนึ่ง และผัดผัก อีกซักจาน

คนส่วนใหญ่จะไปเน้นมื้อกลางวัน และมื้อเย็น
ซึ่งพอเราอายุมากขึ้น การเผาผลาญลดลง
ก็เลยทำให้อ้วนง่ายกว่าตอนอายุ น้อยๆ
โดยเฉพาะพุงจะออกก่อน เผลอไปไม่นานก็อ้วนจนลดไม่ลงแล้ว

ดังนั้น หากเราอยากมีสุขภาพดี ร่างกายสมส่วน
ไม่ว่าวัยจะล่วงเลยไปเพียงใด
เราก็ต้องรับประทานอาหารแบบมีสติ รู้อยู่ตลอดเวลา
ว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร และต้องหัดการควบคุมตัวเอง

เมื่อเราอยู่ในสภาพที่เราไม่สามารถกำหนดประเภท
หรือคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่เราบริโภคได้
จึงเป็นที่แน่นอนว่า เราไม่สามารถได้รับสารอาหาร
ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ร่างกายควรได้รับ

“อาหารเสริม” จึงกลายเป็นเสมือนอาหารหมู่ที่ 6
ของเราไปโดยปริยาย

5 นิสัยที่ต้องมี หากอยากสุขภาพดีตลอดไป

ทุกวันนี้เราโฟกัสเรื่องอะไรอยู่ บางคนอาจจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ “พื้นฐานในการมีชีวิตที่ดี” ซึ่งก็หมายถึงการมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดีนั่นเอง และนี่คือ 5 นิสัยที่เราควรต้องมี หากอยากมีสุขภาพที่ดีตลอดไป

ในปัจจุบันโลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องหมุน และใช้ชีวิตตามให้ทัน บางสิ่งเราทำตามโดยไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์กับตัวเองอย่างไร แต่ทำตามแค่เพื่อไม่ให้ตกขบวนหรือพลาดในสิ่งที่คนอื่นเขาทำกัน แต่เรากลับลืมสิ่งที่เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเราเอง

วันนี้ผมอยากจะชวนให้เพื่อนๆ ทุกคน สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติ แล้วลองทบทวนดูว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่เราควรทำก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่เราจะตั้งเป้าหมายในชีวิตว่ามันคืออะไร
มันใช่สิ่งที่เรากำลังก้มหน้า ก้มตาทำกันอยู่ทุกวันนี้หรือเปล่า

ผมเฉลยให้รู้เลยก็ได้ สิ่งนั้นคือ Wellness ซึ่งหมายถึงการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และจิตวิญญาณของเราให้สมบูรณ์พร้อมนั่นเอง ซึ่งเพื่อนๆ รู้มั๊ยว่าหากเราปล่อยปละละเลยมัน จากเรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน มันอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ “ทั้งสำคัญ และเร่งด่วน” ก็เป็นได้และนี่คือ 5 สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ และตระหนักถึงความจำเป็นต้องทำ และทำทุกวัน ทำอย่างสม่ำเสมอ ทำจนเกิดเป็นนิสัยได้ยิ่งดี

1. กินให้เป็น

โดยส่วนใหญ่แล้วคนเรายัง “กินไม่เป็น” เรามักจะ “กินเมื่ออยาก” มากกว่า “กินเมื่อหิว” ซึ่งนั่นเป็นการสร้างภาระให้กับร่างกายโดยไม่รู้ตัว เพราะอาหารที่เกิดจากการกินเพราะความอยากนั้น ส่วนมากแล้วร่ายกายจะ “ไม่ได้เอาไปใช้งาน” มันจึงแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่มันสามารถเก็บ กักตุนไว้ใช้ในยามจำเป็นเช่น ไขมันสะสม เป็นต้น

สุดท้ายแล้วเราก็ต้องหาทางเอาสิ่งที่กินเมื่ออยากออกจากร่างกายอยู่ดี เราจึงต้องหายาลดความอ้วนมากิน ต้องเสียงเงินเข้าฟิตเนส เสียเงินดูดไขมันออก เสียเงินซื้ออาหารเสริมเป็นกำมือ ฯลฯ เพียงเพราะเรา “กินไม่เป็น” เท่านั้นเอง

วิธีง่ายๆ (แต่อาจจะทำยาก) ก็คือเราควรต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินให้หลากหลาย โดยแบ่งอาหาร 1 จาน ออกเป็น 4 ส่วน คือ เป็นผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วนและเนื้อสัตว์อีก 1 ส่วน กินเมื่อหิว หรือเมื่อร่างกายต้องการเป็นหลัก แต่หากหน้าที่การงานกำหนดให้กินเป็นเวลาก็ให้ทานเท่าที่่จำเป็น อย่าทานจุกจิก หากจำเป็นต้องทาน 3 มื้อ ก็ให้ลดปริมาณในมื้อเย็น เน้นอาหารที่เป็นผัก และออร์แกนิค ปราศจากสารปรุงแต่งและสารเคมีจะเกิดประโยชน์สูงสุด เลือกให้ดี กินให้เป็น เพราะ “You are what you eat” นะครับ

2. ดื่มน้ำให้เหมาะสม

ร่ายกายเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 1 ใน 3 ของร่างกาย น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ร่ายกายขาดไม่ได้และช่วยสร้างความสมดุลในเซลล์ซึ่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ เราควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว หรือน้ำขวดเล็กประมาณ 3 ขวด การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยเรื่องการขับถ่าย ทำให้อุณภูมิร่างกายคงที่ มีผลต่อการทำงานของสมองในเรื่องของความจำ และยังช่วยรักษาระดับของอารมณ์และลดความเครียดได้อีกด้วย ขอเน้นว่าน้ำที่เราดื่มควรเป็นน้ำเปล่าและสะอาด ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ ไม่เช่นนั้นจะเกิดโทษต่อร่างกายมากกว่าประโยชน์

3. ออกกำลังกาย

ในเรื่องของการออกกำลังกายนั้น มีความเห็นมากมายในโลกอินเตอร์เนต ก็อยากให้คุณลองเลือกเสพเอานะครับ ว่าตัวเองเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน อย่างไร แต่ในการดูแลสุขภาพนั้นจะเน้นว่าการออกกำลังกายเป็นการป้องกันโรคมากกว่า “การแก้ไข” นะครับ อย่ากที่พูดมาตอนต้นว่า หากเราเริ่มจากการกินไม่เป็น ทำให้เราต้องมาออกกำลังเพื่อแก้ไขมากกว่าเพื่อดูแลสุขภาพไปซะอย่างนั้น

ธรรมชาติแค่ต้องการให้เรามี “การเคลื่อนไหวที่เหมาะสม” เพื่อให้อวัยวะภายในได้รับการกระตุ้น ได้ทำงาน เพื่อให้เกิดพลังงานตามธรรมชาติ ไม่ได้ให้เราต้องไปเล่นเวทให้กล้ามโต ไม่ได้ให้เราปั่นจักรยานวันละร้้อยกิโล ไม่ได้ให้เรามีกล้ามท้องแข็งเรงสวยงาม ฯลฯ ซึ่งกรออกกำลังดังที่กล่าวมานั้นไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ แต่มันมากเกินพอสำหรับคนทั่วไป แต่มันเป็นการตอบสนองอะไรบางอย่างมากกว่า เพราะฉะนั้นคุณต้องเลือกให้ถูก และเหมาะกับ Lifestlye ของตัวเองนะครับ

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ให้มีการเคลื่อนไหวเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อ และระบบการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจ และปอดทำงานได้ดี และแข็งแรงขึ้น นอกจากนั้นการออกกำลังกายยังช่วยลดความเครียด ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย และช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

ที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องทุกวัน และหากทำจนกลายเป็นนิสัยได้ก็จะยิ่งดีมากๆ เลย

4. พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนคือช่วงระยะเวลาที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซม และสร้างเซลล์ใหม่ เป็นช่วงเวลาที่อวัยวะภายในต่างๆ จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ สมองได้พักผ่อนหลังจากที่มีเรื่อง
ให้ต้องคิดตลอดทั้งวัน คิดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทุกท่านต่างก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ช่วงระยะเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นซ่อมแซมร่างกายของนาฬิกาชีวิตของเรานั้นคือเริ่มตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป (ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สามารถหาได้จากอินเตอร์เนททั่วไป)
แต่สิ่งทีสำคัญคือ ก่อนนอนต่างหากที่เราจะทำอย่างไรให้การนอนนั้น เป็นการนอนที่มีคุณภาพ

หากคุณยังหลับไปพร้อมกับทีวี หรือมือถือของคุณ นั่นหมายความว่าสมองของคุณยังคงสั่งการอยู่ไม่ได้หยุดพัก แม้คุณจะหลับไปแล้วแต่เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะยังเหมือนนอนไม่เต็มอิ่มอยู่ดี หรือแม้แต่การพกความเครียดเข้านอนด้วยนี่ยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่เลย เพราะความเครียดนั้นๆ มันจะถูกส่งต่อไปยัง “ส่วนลึก” ของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่มันจะแสดงตัวออกมาเมื่อคุณเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันนั่นเอง เพราะฉะนั้นก่อนนอนควรทำจิตใจให้สงบ อาจจะด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิสั้นๆ ก็ได้ และนั่นแหละคือ “การพักผ่อนที่มีคุณภาพ”

5. คิดบวก

การคิดบวก กับ “โลกสวย” อย่างที่ใครๆ ชอบพูดกันนั้น เป็นคนละเรื่องเดียวกันเลยนะครับ คนที่เปรียบเทียบอะไรว่า “โลกสวย” นั้นจะมีมุมมองที่เป็นของตัวเองสูงมาก และมักจะอยู่ในโลกของตัวเอง และชอบให้คนที่ชอบคล้ายๆ กันเข้ามาอยู่ในโลกใบเดียวกัน สร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนกัน และอยู่ด้วยกันในโลกใบนั้น พร้อมกับคำพูดที่ว่า “นี่คือโลกแห่งความจริง”
แท้ที่จริงแล้ว การคิดบวกคือการมีมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในด้านที่เป็น “โอกาส” ซึ่งเลือกมองในมุมที่มีคุณค่าใดซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ร้าย หรือเหตุการณ์ดีๆ ก็ตาม
เช่น เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายห่วยแตกบางอย่าง (ในความรู้สึกของคนทั่วไป) คนที่คิดบวกจะรีบมองหาโอกาส มองหาทางรอด มองหาความเป็นไปได้ทันที ในทางกลับกันคนที่มอง “โลกแห่งความจริง” จะไม่คิดเช่นนั้น เขาจะด่าทอ เขาจะไม่พอใจ เขาจะระบายออกในช่วงทางต่างๆ เท่าที่เขาจะทำได้ เขาจะหาพวกพ้องที่คิดเหมือนกัน อยู่รวมกันและระบายให้กันและกันฟัง
เพียงเท่านี้ก็เห็นแล้วว่าใครที่มีโอกาสจะพบกับ “ความสุข” มากกว่ากัน

ทั้ง 5 ข้อนี้คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของชีวิตเลยก็ว่าได้ หากคุณปฏิบัติทั้ง 5 ข้อนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ และทำจนกระทั่งกลายเป็นนิสัยของคุณได้ รับรองว่าคุณจะเป็นคนที่มีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่สมบูรณ์ แข็งแรงอย่างแท้จริง

#MrSaen
#สุขภาพดีด้วยวิธีธรรมชาติ