เพิ่งรู้!!  ออกกำลังแบบนี้ดีที่สุด สำหรับคนอายุ 50 ขึ้นไป

คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวการออกกำลังกายที่ถูกต้อง เหมาะสมมากมายจากสื่อ Social แต่หากเป็นการออกกำลังที่เหมาะสมกับวัย 50 up แล้วล่ะก็.. ฟังทางนี้ได้เลยครับ

คุณรู้หรือไม่ว่า อายุเริ่มนับจากเท้า เด็กอ่อนเกิดใหม่จะพยายามเคลื่อนไหวเท้าก่อน และเท้าเด็กจะเริ่มแข็งแรงก่อน แขน ลำคอ เด็กอ่อนจะเริ่มยกเท้าได้ก่อนแขน สามารถยกเท้ามาใส่ปากอมเล่นได้

ขาทั้งสองข้างของคนเรานั้น มีเส้นประสาทอยู่ประมาณ 50% ของร่างกาย

มีเส้นเลือดถึง 50% ของเส้นเลือดทั้งหมดในร่างกาย ทำให้มีโลหิตไหลผ่านขาถึง 50% ของโลหิตทั้งหมดในร่างกาย

ดังนั้น เมื่อขาทั้งสองข้างของเราแข็งแรง ก็จะทำให้หัวใจแข็งแรง ไม่มีโรคหัวใจ โรคอื่นก็จะไม่ถามหา รวมถึงเมื่อเลือดสูบฉีดดีก็จะทำให้คุณดูมีสุขภาพแข็งแรง และดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอนะครับ

ที่สำคัญการออกกำลังขานั้น ไม่มีสายเกินไป แม้คุณจะอายุเกิน 60 ปีไปแล้วก็ตาม

และการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับสำหรับคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปก็คือ “การเดินเร็ว” นั่นเอง

ไม่ใช่ว่าการวิ่งไม่ดีนะครับ การวิ่งถูกพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คนมาแล้วมากมาย เพียงแต่ว่าหากคุณอายุเกิน 50 ไปแล้ว คุณไม่ควรวิ่ง แต่ให้ใช้การเดินเร็วแทน เพราะมันจะให้ผลเท่ากับการวิ่งแต่จะไม่อันตรายกับข้อเข่า และข้อเท้า และยังจะช่วยเสริมให้ทุกส่วนของร่างกายคุณแข็งแรงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ผมเริ่มออกกำลังขาอย่างจริงจัง เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยทุกวันผมจะเดินเร็ว สลับช้าบางจังหวะ และจะไม่มีการผ่อนหยุดคุยกับใครเลยตลอด 30 นาที แต่ผมจะฟังคลิปที่มีประโยชน์แทน ซึ่งผมรู้สึกว่าร่างกายผมดีขึ้นกว่าเดิมมาก

สำหรับคน GEN X อย่างเราๆ ท่านๆ ถ้าเป็นไปได้ หาเวลาออกกำลังกายโดยการเดินเร็วอย่างน้อวันละย 30 นาทีทุกวัน หรืออาจะเว้นสักวัน 2 วันก็ได้ (ถ้ารู้สึกว่ามันเครียดเกินไป) เพื่อให้แน่ใจว่า ขาของคุณได้รับการออกกำลังอย่างเพียงพอและกล้ามเนื้อขาของคุณยังคงแข็งแรงอยู่เสมอ

และนี่คือการออกกำลังที่ดีที่สุดสำหรับคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปนั่นเอง

.
ซึ่งคุณสามารถนำข้อมูลนี้ไปแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ หรือญาติพี่น้องของคุณที่กำลังจะเริ่มเข้าสู่วัยทองได้เลยนะครับ
.
ร่วม Comment พูดคุย หรือแบ่งปันประสบการณ์ได้
โดยพิมพ์มาที่ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะครับ
.
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ
#MrSaen

พนักงานประจำทำออนไลน์ แต่ไปไม่รอดเพราะอะไร

มีหลายคนที่อยากออกจากงานประจำ แล้วหันมาทำออนไลน์เพราะเห็นใครๆ ที่ทำกันต่างก็รวยเอาๆ แต่พอลองทำเข้าจริงๆ แล้วกลับพบว่า “ไปไม่รอด”

คุณเคยสังเกตบ้างมั๊ย?มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่
เมื่อออกมาทำธุรกิจเองมักจะ “ไปไม่รอด” ในครั้งแรกๆ

นั่นก็เพราะว่าระบบความคิด หรือ Mindset ของเค้า
“ยังไม่ได้เปลี่ยน”

เค้ายังคิดถึง “ความคุ้มค่า” และ “ความปลอดภัย”
ซึ่งนั่นก็หมายถึง “การได้เงินเดือนที่แน่นอน”
และงานนั้นก็เป็นงานที่ “คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ”
จึงต้องใช้ “แรงงาน และเวลา” แลกกับ “ราคา”

ในขณะที่คนทำธุรกิจนั้น
จะมองที่ “ผลกำไรจากการลงทุน”
เงินที่ลงไปนั้นไม่ได้หายไปไหน
แต่มันไปทำงานสร้างผลกำไร

คนกลุ่มนี้จะใช้ “คุณค่า” แลกกับ “ราคา”
ยกตัวอย่าง Mindset ง่ายๆ ที่เห็นภาพชัด
หากพนักงานเงินเดือนประจำทำเพจ
แล้วต้องใช้เงิน 20,000 บาท เพื่อยิงแอดโฆษณา
เค้าจะเลือกที่จะไม่ยิงแอดนั้น
แต่เค้าจะใช้เงิน “น้อยที่สุด” เพราะเค้ากลัว “ขาดทุน”

ในขณะที่คนทำธุรกิจจะรู้ดีว่าการใช้เงิน 20,000 บาทนั้น
จะทำให้เค้าได้ลูกค้ามากพอที่จะทำกำไรได้
เค้าจะใช้เงินนั้นทันที
เพราะจะทำให้ “เขาได้กำไรมากที่สุด”

การทำธุรกิจจากที่บ้าน
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ทำธุรกิจ”
เพราะฉะนั้น คุณต้องเข้าใจ
และ “สวมการเป็น” นักธุรกิจให้ได้ก่อน

ค่าใช้จ่ายในการบริหารธุรกิจทุกบาท ทุกสตางค์ คือ “การลงทุน”
ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าพนักงาน ค่าผลิต ฯลฯ
และเจ้าของธุรกิจก็มีหน้าที่ในการ “บริหารธุรกิจ” ของตัวเอง

พนักงานประจำที่ยังมี Mindset แบบเดิม
ก็มักจะทำแบบที่เคยทำ
คือมักจะ “ใช้เวลา” ไปแลกด้วยการ “ทำเองทั้งหมด”
เพื่อให้ได้เงินมากที่สุด และจ่ายน้อยที่สุด

ในขณะที่คนทำธุรกิจ
จะยอม “จ้างพนักงาน” ให้ “ทำแทนตัวเอง”
แล้วเอาเวลาไปหาเงินทางอื่น

หรือมุ่งเน้นการตลาด
เพื่อให้เกิดผลกำไรให้กับธุรกิจมากที่สุด

หากคุณอยากทำธุรกิจ
แล้วยังไม่เข้าใจเรื่อง Mindset ในข้อนี้
ผมขอแนะนำว่า “อย่าเพิ่งกระโดดเข้ามา” เลยครับ
เพราะมันจะมีแต่ “เจ๊า กับเจ๊ง” เท่านั้นเอง

ร่วม Comment พูดคุย หรือแบ่งปันประสบการณ์ได้
โดยพิมพ์มาที่ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะครับ
.

#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ
#MrSaen

ผลวิจัยชี้ชัด คนไทยทำงานเพราะอยากรวย

หนึ่งในสาเหตุที่อาชีพขายของออนไลน์ทำให้คนรวยได้มากมายนั้น ก็เพราะสภาพเศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนไป จึงทำให้พวกเขามีความคิดที่
“อยากมีเงิน อยากรวย.. และต้องรวยเร็วด้วยเท่านั้น”


ซึ่งก็มีทั้งคนที่ทำสำเร็จ และคนที่ล้มเหลวคละเคล้ากันไป
นั่นแปลว่า มันต้องมีอะไรสักอย่างที่กลุ่มคนที่ล้มเหลวไม่รู้
.
แล้วไอ้สิ่งที่พวกเขาไม่รู้นั้นมันคืออะไรกันล่ะ??
เราจะทำอย่างไรจึงจะสำเร็จได้อย่างคนอื่นบ้างล่ะ”
.
จากที่ได้พูดคุย และศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้มานานพอสมควร
มันทำให้ผมรู้ว่า ต้องเปลี่ยนที่วิธีคิดเสียก่อนเป็นอันดับแรก
เมื่อวิธีคิดของเขาเปลี่ยน วิธีการของเขาจะเปลี่ยนตามไปเอง
.
คนสำเร็จทุกคน ต่างก็ผ่านความเจ็บปวดมาแล้วทั้งสิ้น
พวกเขาล้มเหลวมาจนกระทั่งแข็งแกร่ง แข็งแรง
และยืนหยัดเป็นเบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ตัวเองทำอยู่
.
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาคือ “วิธีคิด”
พวกเขาเรียนรู้ และเข้าใจถึง
ธรรมชาติของความสำเร็จอย่างลึกซื้ง
.
พวกเขาไม่กลัวที่จะลงมือทำ ทดสอบ ทดลอง
และไม่กลัวความล้มเหลว ไม่ว่าจะผิดพลาดสักกี่ครั้ง
พวกเขาจะมองว่ามันเป็นเพียงอีกทางหนึ่งที่ไม่ใช่ต่างหาก
พวกเขาจะทำมันต่อไป ทำต่อไป และทำต่อไป
จนกระทั่งเจอ “ทางที่ใช่”
.
และเมื่อนั้น อะไรก็จะหยุดพวกเขาไม่อยู่
Thomas Edison, Henry Ford, Steve Jobs, Jack Ma
และคนสำเร็จระดับโลกเกือบทุกคนผ่านเส้นทางนี้มาแล้วทั้งสิ้น
.
การตลาดออนไลน์ก็เช่นกัน
มันมีวิธีการหลากหลายรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
บางที.. สิ่งที่เคยเรียนรู้ และเคยสำเร็จมาก่อน
วันนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับคนไทยในปัจจุบันแล้วก็ได้
.
จงเรียนรู้ และทดสอบ ทดลอง และทำอย่างต่อเนื่อง
สักวันหนึ่ง.. ผลลัพธ์มันจะเกิดขึ้นมาเอง
แล้วมันจะขยายตัวไปเรื่อยๆ
เราพัฒนาตัวเองไว้ที่ไหน มันก็จะหยุดการเติบโตไว้แค่นั้น
อยากรวยมาก ก็ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง
.
วิธีคิดที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือ
“ทำอย่างไร จะช่วยให้ผู้คนได้เงินอย่างที่เขาต้องการ”
ถ้าคุณทำได้ ก็เตรียมตัวเป็น “คนสำเร็จ” ได้เลย

#MrSaen

ชีวิตที่เหลืออาจจะพัง! ถ้ายังไม่มีธุรกิจของตัวเองตั้งแต่วันนี้

บทเรียนการใช้ชีวิตที่คนสมัยก่อนทิ้งเอาไว้ให้เป็นแบบอย่าง เพราะเขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีชีวิต และสร้างครอบครัวด้วยอาชีพ ด้วยธุรกิจของตัวเองทั้งสิ้น

ที่เกริ่นมาแบบนี้ ก็เพราะว่าผมเห็นคนรอบตัวที่อายุ 40+ หลายคน
แต่คำถามสำคัญก็คือ “แล้วต้องทำธุรกิจอะไรที่จะมีเงินใช้ไปตลอดล่ะ?”

ใช่แล้ว! วิธีคิดง่ายๆ ก็คือ หากคุณต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท
ตลอดช่วงเวลาที่เหลือ สมมติว่าเราคิดว่าจะมีชีวิตอีก 20 ปี หรือ 240 เดือน
นั่นหมายความว่าคุณจะต้องมีเงินเก็บในวัยเกษียณถึง 7,200,000 บาท
แล้วต้องทำอาชีพอะไร หรือมีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ ่
จึงจะมีเงินเก็บได้ขนาดนั้นในเวลาที่เหลืออยู่
(สมมติว่าคุณอายุ 45 ปี แปลว่าคุณเหลือเวลาอยู่อีก 15 ปีเท่านั้น)
นี่ยังไม่นับเงินเฟ้ออีกประมาณปีละ 3% นะ

ผมเห็นคนสมัยก่อนส่วนใหญ่ (ตอนที่ผมเกิดมา) หากไม่นับคนงานที่รับจ้างทั่วไปแล้ว ทุกคนต่างก็มีอาชีพเป็นของตัวเองทั้งสิ้น
คุณแม่ของผมขายข้าวแกง ส่วนคุณพ่อก็มีเรือใบ และห่วงยางว่ายน้ำให้เช่า
น้าของผมก็ขายกาแฟ ขนมปัง และน้ำอัดลม
หรือครอบครัวเพื่อนๆ ก็มีร้านขายยา ทำอาชีพประมง อาชีพเกษตร ขายของในตลาด
มีร้านขายของชำ เปิดร้านอาหาร ออกรถสองแถว มีรีสอร์ตที่เกาะ ฯลฯ
นอกนั้นก็จะเป็นครอบครัวข้าราชการ เช่นทหารเรือ ครู ตำรวจ ฯลฯ
น้อยคนมากที่จะทำงานบริษัท หรือทำงานประจำและมีรายรับเป็นเงินเดือน

จนกระทั่งมาถึงยุคแห่งการทำงานบริษัท การทำงานสายโรงแรม ร้านอาหาร
ธุรกิจนำเที่ยว นายหน้าค้าที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ
ยุคที่คนส่วนใหญ่กลายเป็นพนักงานประจำ กินเงินเดือน

วันนี้ ผู้คนในรุ่นผมหลายคน ก็เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณกันแล้ว
แต่เพื่อนๆ หลายๆ คนยังทำงานประจำอยู่เลย
บางคนมีลูกหลานเยอะ กลับไม่ใช่เรื่องดี เพราะยังต้องดูแลกันอยู่จนถึงทุกวันนี้
แทนที่จะได้ฝากผี ฝากไข้ มันกลับฝากภาระ ฝากลูกหลานมาให้เลี้ยงซะงั้น…

และที่สำคัญคือ ในวันนี้หากเรายังไม่ใส่ใจเรียนรู้ เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ
มันจะทำให้เรามีชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น นี่คือเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
เราไม่มีทางที่จะทำงานประจำได้ไปจนแก่หง่อมอย่างแน่นอน
เพราะคงไม่มีใครจ้างเราแน่ๆ

สิ่งที่เราทำได้ในเวลานี้ก็คือ “มองหา และลงมือทำธุรกิจบางอย่าง” ที่ตอบโจทย์
ตอบโจทย์ข้างบนที่เราคิดไว้นั่นเอง โจทย์คือมีเงินเข้าประมาณเดือนละ 30,000 บาท
หากคุณมีที่ดินให้เช่า แล้วบังเอิญมีห้างดังมาเช่าพื้นที่คุณ 30 ปี
นั่นคือ “คุณเป็นคนมีบุญมาก” เพราะสามารถมีชีวิตได้จนลมหายใจสุดท้ายแบบสบายๆ

แต่หากไม่ได้เป็นอย่างนั้นล่ะ? คุณจะต้องทำอะไรดี?

พอมองออกไปรอบๆ ตัวแล้ว คุณจะได้ยินคำๆ หนึ่งบ่อยมากๆ นั่นก็คือคำว่า
ก็ทำ “ธุรกิจออนไลน์” สิ ขายของออนไลน์ก็ได้ เป็นตัวแทนก็ได้ ทำธุรกิจเครือข่ายก็ได้
ทำคอร์สออนไลน์ขายก็ได้ สอนออนไลน์ก็ได้ สร้างเกมออนไลน์ขายก็ได้
สร้างแบรนด์เอง แล้วขายออนไลน์เลยก็ได้ ฯลฯ

ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรก็ตาม คำว่า “ออนไลน์” มันจะอยู่กับคุณไปอีกนานเลยทีเดียว
ทุกวันนี้เรากลายเป็นสังคมไร้เงินสดที่ไม่ต้องพกเงินกันแล้ว
เราสามารถทำธุรกรรมทางการเงินโดยที่ไม่ต้องผ่านธนาคารกันได้แล้ว
เราสามารถทำงานได้ทุกๆ ที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เนทกันได้แล้ว
คุณหมอสามารถรักษาคุณได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปโรงพยาบาลได้แล้ว
และอีกหลากหลายกิจกรรมออนไลน์ที่มันล้อมกรอบชีวิตเราไว้หมดแล้ว

สิ่งเดียวที่คุณต้องทำก็คือ “เรียนรู้ แล้วก็อยู่กับมันซะ”
ถ้าไม่ชอบค้าขาย ก็ดูว่าเรามีคุณค่าอะไรที่พอจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้
ก็ทำมันอันนั้นนั่นแหละ ส่วนการแปรรูปไปสู่โลกออนไลน์นั้น เดี๋ยวมันก็มีวิธีเองแหละ
ถ้าชอบค้าขาย แต่ไม่มีแรงผลิตสินค้าแล้ว ก็ใช้สินค้าคนอื่น แล้วไปช่วยเค้าขาย
ไม่ว่าจะเป็น Affiliate, Agent, Dealer, Trader, Publisher, Network marketer
แล้วก็อีกเยอะแยะที่สามารถเห็นได้ตามหน้าอินเตอร์เนททั่วไป

หรือหากมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากหน่อย จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจแบบ Platform หรือจะสร้าง Application ที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนก็ได้ มีหลากหลายเรื่องราวที่ผู้คนต้องการแต่ยังไม่มีใครทำ

หรือจะเป็นศิลปิน สร้างสรรผลงาน เขียนหนังสือ หรือค้นคิดประดิษฐ์แล้วจดลิขสิทธิ์ขาย
เป็นครู เป็นโค้ช เป็นอาจารย์ เป็นเมนเทอร์ อินฟลูเอ็นเซอร์ ยูทูบเบอร์อะไรก็แล้วแต่
คุณก็สามารถเลือกที่ตัวเองถนัดได้เลย

ที่สำคัญคือ อย่าให้กระทบกับชีวิต 6 ด้านมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์
การงาน การเงิน การพัฒนาตัวเอง และงานเพื่อสังคมต่างๆ ซึ่งถ้าจะให้ดี ก็ทำให้มันสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันเลยยิ่งดี เช่น ชอบสอนด้วย ชอบเรื่องสุขภาพด้วย ก็สามารถเปิดสอนคอร์สการสร้างสุขภาพดีแบบง่ายๆ หรือจะเป็นตัวแทนขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพด้วยก็ยังได้

ทั้งหมด ทั้งมวลนี้ เป็นเพียงแนวคิด แนวทางให้เพื่อนๆ 40+ ทุกคน
ได้ระลึก และระวังเอาไว้ อย่าประมาทนะครับ เพราะอายุที่มากขึ้น เท่ากับเวลาที่น้อยลง
หากเราไม่เตรียมตัวไว้ตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะพบกับความยุ่งยากในวันข้างหน้าก็ได้

แล้วพบกันครับ

ทำไม? จึงต้องทานอาหารเสริม

ปัจจุบัน อาหารเสริมมีมากมายหลายชนิด หลายรูปแบบ หลายราคา และสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย แต่เราเคยรู้กันหรือไม่ว่า แล้วทำไมล่ะ จึงต้องมีอาหารเสริมด้วย อาหารอย่างเดียวไม่เพียงพออย่างนั้นหรือ

อาหารที่เราทุกคนบริโภคกันอยู่ในปัจจุบัน
ล้วนแล้วแต่ผ่านการผลิตแบบอุตสาหกรรม
เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น

นั่นก็เป็นเพราะเกิดการวิวัฒนาการจากสังคมการเกษตรดั้งเดิม
มาสู่สังคมอุตสาหกรรมและสังคมเมืองนั่นเอง
นั่นจึงทำให้เราเราเลิกผลิตเพื่อบริโภคกันเฉพาะในครัวเรือนเหมือนอย่างที่เคย
แต่กลับกลายเป็นการผลิตเพื่อนำออกจำหน่ายให้คนจำนวนมากแทน

และเนื่องจากการผลิตแบบนี้ เป้าหมายอยู่ที่จำนวน คือ ต้องผลิตให้ได้มากๆ ไว้ก่อน
จึงทำให้คุณภาพ และความปลอดภัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

มีการใช้สารเคมีมากมายมาเป็นตัวช่วยในการผลิต
ซึ่งไม่เพียงอาหารที่เราใช้บริโภคอย่างเดียวเท่านั้น

แต่สิ่งอำนวยความสะดวกทุกชนิดที่เราใช้อยู่
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องใช้ประจำวัน
สบู่ แชมพู ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ฯลฯ
ล้วนมีสารเคมีที่เป็นพิษกับร่างกายมนุษย์

เรารับสารเคมีที่เป็นพิษวันละกว่า 20,000 ชนิด เข้าไปสะสมในร่างกายทุกวัน
โดยที่เราไม่รู้สึกตัวเลย ว่าสารเคมีเป็นพิษเหล่านั้น
ได้เข้าไปกัดกร่อนทำลายเราทีละน้อยๆ วันแล้ว วันเล่า

เรามารู้ตัวอีกที เมื่อเราเริ่มรู้สึกตัวว่าเราแก่ลง เรี่ยวแรงลดน้อยถอยลง
รอยกระ ฝ้า และร่องรอยบนใบหน้าเริ่มปรากฏให้เห็น
แล้วเราก็คิดเองว่า นี่มัน ก็เป็นวัฏจักร
เป็นเรื่องของกาลเวลาที่มันต้องเกิดกับทุกคน

เราหารู้ไม่ว่าหากสารต้านอนุมูลอิสระในตัวเรามีมากพอที่จะกำจัดอนุมูลอิสระ
ที่มากับอาหารสารเคมีต่างๆ ที่เรารับเข้าไป

ร่องรอยแห่งวัย อาการของความชราภาพจะไม่เกิด หรือเกิดแต่ช้ามากๆ
เราเอง สามารถบำรุงรักษาสภาพร่างกายให้คงทน
ไม่ร่วงโรยไปตามวัยได้ ด้วยการจัดการกับอาหารที่เราทานในทุกวัน

อาหารของมนุษย์มีอยู่ 5 หมู่ ตามที่เรารู้ๆ กันอยู่
คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ

ตามความเชื่อของ การแพทย์แผนหลักบอกว่า
หากเราได้สารอาหารทั้ง 5 ครบถ้วน เราก็จะแข็งแรง ปลอดโรค
แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

การบริโภคอาหารให้ครบหมู่นั้นดูเหมือนง่าย
แต่ในชีวิตจริง…
เราได้รับสารอาหารจากอาหารที่เรากินเพียงไม่กี่ชนิด
คนเราส่วนใหญ่ขาด วิตามิน
และขาดสารอาหาร แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายโดยที่เราไม่เคยรู้ตัว
จนอาการของการขาดสารอาหารปรากฏขึ้น

เรามักจะคิดว่า โปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุด
ไขมันทำให้อ้วน ส่วนคาร์โบไฮเดรตให้พลังงาน
เวลาทานอาหารจึงมักจะระวังไขมัน

อาหารหลายอย่างจึงผลิตออกมาเป็นแบบไขมันต่ำ
ยิ่งทานอาหารไขมันต่ำ เราก็จะยิ่งขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน

เรากลัวอ้วนไม่ทาน ไขมัน แต่กลับบริโภคแป้งและน้ำตาล
ในรูปของขนมขบเคี้ยว มันฝรั่ง อบกรอบ ฯลฯ

อาหารจานด่วนที่รสชาติดีมีแต่เกลือ น้ำตาล และไขมัน เลวๆ
โดยเฉพาะน้ำมันพืช และไขมันทรานส์

ในอาหารแต่ละมื้อ เราบริโภคผักสด ผลไม้กันน้อยมากจนน่าตกใจ
มื้อเช้าที่ควรจะเป็น มื้อที่หนักที่สุด กลายเป็นมื้อที่เบาสุด

บางรายทานแค่กาแฟหนึ่งถ้วย หรือนมกล่องเดียว
ถ้าเป็นแบบฝรั่งหน่อยอาจมีไข่ดาวซักฟอง ไส้กรอก
หรือแฮมกับขนมปังทาเนยอีกซักสองแผ่น

มีน้อยมากที่มื้อ เช้าเป็นผักสลัดชามโตกับผลไม้หลากหลาย
ร่วมกับน้ำผลไม้คั้น แล้วมีข้าวกล้องร้อนๆ กับปลาย่าง
หรืออาหารทะเลสดนึ่ง และผัดผัก อีกซักจาน

คนส่วนใหญ่จะไปเน้นมื้อกลางวัน และมื้อเย็น
ซึ่งพอเราอายุมากขึ้น การเผาผลาญลดลง
ก็เลยทำให้อ้วนง่ายกว่าตอนอายุ น้อยๆ
โดยเฉพาะพุงจะออกก่อน เผลอไปไม่นานก็อ้วนจนลดไม่ลงแล้ว

ดังนั้น หากเราอยากมีสุขภาพดี ร่างกายสมส่วน
ไม่ว่าวัยจะล่วงเลยไปเพียงใด
เราก็ต้องรับประทานอาหารแบบมีสติ รู้อยู่ตลอดเวลา
ว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร และต้องหัดการควบคุมตัวเอง

เมื่อเราอยู่ในสภาพที่เราไม่สามารถกำหนดประเภท
หรือคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่เราบริโภคได้
จึงเป็นที่แน่นอนว่า เราไม่สามารถได้รับสารอาหาร
ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ร่างกายควรได้รับ

“อาหารเสริม” จึงกลายเป็นเสมือนอาหารหมู่ที่ 6
ของเราไปโดยปริยาย

ชีวิตดีขึ้นทันที แค่ทำสิ่งนี้

โดยทั่วไปแล้ว การมีสุขภาวะดีหรือ Wellness นั้น มักจะหมายถึง สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี จิตวิญญาณที่ยอดเยี่ยม แต่ในวันนี้เราจะมาแยกย่อยกันออกเป็น 6 เรื่อง เพื่อที่จะได้พิจารณาในจุดที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยกันมากขึ้น เพื่อการมีชีวิต และการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน

เราคงเคยได้ยินคำว่า Wheel of life กันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย
ซึ่งแต่ละแหล่งที่มานั้น ต่างก็มีจำนวนหัวข้อที่แตกต่างกัน
บางที่ก็มี 6 ข้อ บางที่ก็มี 8 ข้อ ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการแยกย่อยออกไปอย่างไร
หรืออยากจะเน้นหนักไปที่เรื่องใดมากกว่ากันนั่นเอง
แต่ในบทความนี้ ผมขอนำเสนอแค่ 6 ด้านที่จำเป็นเท่านั้นก็เพียงพอแล้วนะครับ

แล้วชีวิต 6 ด้านมีอะไรบ้างล่ะ

ในปัจจุบัน ผู้คนมักจะให้ความสำคัญกับความต้องการของตัวเองมาก จนถึงมากที่สุด จนถึงกระทั่งละเลยชีวิตอีกหลายๆ ด้านที่ตัวเองเกี่ยวข้อง สัมพันธ์อยู่ด้วย
จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย และส่งผลกระทบกลับมาที่ตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันตามที่ผมพูดถึงนั้นก็คือ “ชีวิต 6 ด้าน” นั่นเอง

ด้านร่างกาย – Physical

ด้านที่ 1 : สุขภาพร่างกาย

หลายๆ คนมักจะละเลยข้อนี้มากที่สุด เพราะ “ความคิด” ที่ว่า ไม่เป็นไรหรอก เรายังหนุ่ม ยังสาว ลุยให้เต็มที่ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นความคิดที่ถูก แต่ถูกเพียงส่วนเดียวเท่านั้น
เพราะในระยะยาวแล้วนั้น มันจะเกิดผลเสียอย่างแน่นอน หากเราไม่ดูแลร่างกายของเราให้ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นการกินตามใจปาก การดื่มแบบถึงไหน ถึงกัน การพักผ่อนไม่เพียงพอ อดหลับ อดนอน ไม่ออกกำลังกาย ทนอยู่ในสภาวะเครียดจัดเป็นเวลานาน ฯลฯ

ซึ่งเมื่อเราปล่อยปละละเลยร่างกายของเรา ไม่ดูแลเค้าเลย มันก็เหมือนกับเรากินผักสวนครัว แล้วไม่ยอมปลูกใหม่ขึ้นมาทดแทนเลย วันหนึ่งมันก็จะหมดไป ซึ่งวันนั้นคุณอาจจะไม่มีแรงปลูกมันแล้วก็ได้
ร่างกายเราก็ต้องการการทดแทนเช่นเดียวกัน ทั้งการผลิดด้วยตัวเอง และการรับเอามาจากภายนอก

นั่นจึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ยาบำรุง ฯลฯ ที่เกิดจากการ “ตื่นตระหนก” และ “กลัว”
เมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างออกมา และเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปหาหมอ พร้อมทั้งหันหลังกลับไปมอง และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมเราไม่ดูแลร่างกายให้ดีกว่านี้ตั้งแต่แรกนะ”

ลองใช้คำถามนี้ดูกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอนะครับ เพื่อที่วันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องถามคำถามนี้อีก

ด้านการงาน และการเงิน – Career & Money management

ด้านที่ 2 : การงาน และการเงิน

นี่คือหัวข้อหลักอีกหนึ่งข้อที่คนส่วนใหญ่มักจะตกม้าตาย เพราะการถูกสอนมาว่าให้ทำงานหนัก เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว จะได้สบายๆ ในภายหลัง ซึ่งก็ไม่มีผิด ไม่มีถูกเช่นกัน
ไม่ใช่ว่าการทำงานหนักนั้นไม่ดี มันเป็นหนึ่งใน 4 หัวใจหลักของผู้สำเร็จของทุกคนบนโลกนี้อยู่แล้ว แต่คุณอาจจะปรับวิธีคิดนึดนึง แทนที่จะทำงานเพื่อหาเงิน (ซึ่งเป็นวิธีคิดของคนในยุคก่อน)

ทำไมไม่เปลี่ยนวิธีคิดเป็น “สร้างคุณค่าเพื่อให้เงินมาหา” บ้างล่ะ?

หากคุณลองคิดดูดีๆ คุณจะพบว่าจริงๆ แล้ว “เงิน” มันเป็นแค่สิ่งสมมติของ “คุณค่าบางอย่าง” แล้วก็กำหนดมูลค่าให้มัน แล้วใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนกับ “คุณค่าบางอย่าง” นั่นเอง

ในสมัยก่อนไม่มีการใช้เงินนะครับ แต่เป็นการใช้ของแลกของ ฉันมีข้าวสาร เธอมีไข่ไก่ อีกคนมีผัก แล้วก็เอามาแลกกัน จนกระทั่งวิวัฒนาการมาเป็น “การค้าขาย” แล้วก็กำหนดตัวกลางคือ “เงิน” ขึ้นมา

จะเห็นได้ว่า หากคุณมีข้าวมากๆๆ (มีคุณค่าที่คนต้องการ) ก็จะมีคนไปหาเงินเพื่อมาแลกเอาข้าวจากคุณ โดยที่เค้าอาจจะใช้แรงงานเอาไปแลกมาเป็นเงิน เพื่อเอามาซื้อข้าวจากคุณก็เป็นได้
ซึ่งหากคุณใช้วิธีคิดแบบนี้ “สร้างคุณค่าที่ผู้คนต้องการที่มากพอ” บอกต่อไปยังผู้คนมากๆ คุณอาจจะไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินอีกต่อไป แต่หันมาสร้างคุณค่าที่ผู้คนต้องการน่าจะดีกว่านะครับ

ด้านความสัมพันธ์ – Relationship

ด้านที่ 3 : ความสัมพันธ์ และครอบครัว

จากข้อ 2 การงาน และการเงินมักจะพ่วงมาด้วยข้อนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็ “ทำเพื่อครอบครัว” ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคุณใช้วิธีคิดแบบเดิม ทำงานเพื่อหาเงิน คุณก็ต้องเอาความรู้ ความสามารถของคุณ เอาเวลาของคุณไปแลกมา ยิ่งอยากได้เงินมาก คุณก็ต้องเอาทั้งแรง และเวลาที่มากพอไปแลกมา เพื่อเป้าหมายปลายทางที่ว่า “ต้องการให้ครอบครัวสบาย”

แต่รู้มั๊ยว่า สุดท้ายแล้ว ไอ้ระหว่างทางนี่แหละ กลับเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์ไปจนหมดสิ้น เพราะคุณจะรู้สึกว่า คุณต้องเสียสละเพื่อครอบครัว ในขณะที่ลูกๆ ของคุณ ครอบครัวของคุณ ก็ต้องการเวลาจากคุณ ต้องการความสัมพันธ์ที่ดีจากคุณด้วยเช่นกัน แต่เมื่อคุณเอาทุกอย่างไปให้งานเสียจนหมด คุณจะไม่เหลือสิ่งที่ครอบครัวต้องการจากคุณเลย

ลองคิดถึงข้อนี้เยอะๆ นะครับ คิดหลายๆ มุม อย่าให้ถึงกับต้องครอบครัวแตกสลาย หรือต้องมาทะเลาะกันด้วยคำว่า “ฉันทำงานหนักก็เพื่อทุกคน อยากให้ทุกคนสบาย” กันอีกเลยนะครับ

ด้านการพัฒนาตัวเอง – Self Development

ด้านที่ 4 : การพัฒนาตนเอง

มนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ เพื่อเติบโต เพื่อแบ่งปัน เปรียมเสมือนกับต้นไม้ที่มีหน้าที่หลักๆ คือต้องเติบใหญ่ ต้องเผื่อแผ่ร่มเงา ต้องสร้างชาติพันธ์ ซึ่งหาก “ไม่เติบโต” ก็แค่ “รอวันตาย” เท่านั้นเอง
คุณลองมองอดีต จนถึงปัจจุบันดูซิ ว่ามีกี่ธุรกิจที่สามารถอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ มีกี่ธุรกิจที่ล้มหายตายจากไป และอะไรที่ทำให้เขาคงอยู่ได้ เขามีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง เติบโตอย่างไร?

นั่นแหละคือความหมายของคำว่า “ไม่เติบโต ก็ รอวันตาย” อย่างที่ผมบอกเอาไว้
อาจจะมีคนแย้งนะครับว่า ทำไมร้านอาหารนี้ถึงอยู่ได้เกือบร้อยปีแล้วล่ะ เนี่ยทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม แต่กลับอยู่มาจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลานได้เลย

เป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ ผมอยากจะบอกว่าเราก็ต้องดูในมิติที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ
เช่น ร้านอาหารนั้นๆ ต้องมีความพิเศษบางอย่าง ที่สามารถยืนยงอยู่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาต้องมีบางอย่างที่ “สร้างคุณค่าที่ผู้คนต้องการที่มากพอ” นั่นเอง

บางครั้ง “สิ่งที่คงไว้” ก็หมายถึง “คุณค่าที่มากพอ” ได้เช่นกัน
ดูอย่างพิพิธภัณฑ์สิ.. ดูอย่างร้านขายของเก่าสิ.. ร้านยุค 90’s สิ สิ่งที่เค้าพัฒนาคือ “การตลาด” ต่างหาก
รุ่นลูก รุ่นหลานเค้าพัฒนาเรื่องวิธีดูแล วิธีเก็บรักษา วิธีทางด้านการตลาดนั่นไง คือสิ่งที่เค้า “พัฒนา”
ร้านค้ายุคเก่าที่คงฝีมือ คงรสชาติดั้งเดิมไว้ก็เช่นเดียวกัน เค้าพัฒนาทางด้านอื่นแทนนะครับ

ด้านสังคม – Social

ด้านที่ 5 : สังคม

ข้อนี้ชัดเจนมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยพลังของอินเตอร์เนทที่เชื่อมต่อทุกที่ ทุกคนบนโลกเข้าหากันได้ แบบง่ายเพียงปลายนิ้ว ทำให้รองรับความต้องการด้านนี้แบบ 100%
อินเตอร์เนทได้ทลายทุกข้อจำกัดที่มีในอดีตจนหมดสิ้น บางทีเรายังสามารถรู้จักคนๆ หนึ่งได้มากกว่าที่เค้ารู้จักตัวเองได้ด้วยซ้ำจากการเข้าไปอ่านใน Facebook Profile ของคนๆ นั้น
เชื่อเถอะว่า.. ทุกสิ่งที่เค้าโพสต์ไปนั้น เค้าไม่สามารถจำได้ทุกเรื่องราว แต่เจ้า Facebook นั้นมันไม่มีข้อจำกัดในเรื่องนี้เลย

ซึ่งความต้องการทางด้านสังคมนี้ แม้จะทำให้ผู้คนใกล้กันมากขึ้นแล้ว แต่มันก็มีจุดด้อยอยู่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากว่ามันสามารถ “สร้างตัวตนปลอม เพื่อปกปิดปมด้อยของตัวเอง” หรือแม้กระทั่งการแสดงความเห็นแบบโจ่งแจ้ง ตรงไปตรงมา ไม่แคร์ใคร แม้ว่ามันจะหยาบคาย หรือไม่เหมาะสมมากเท่าไหร่ก็ตาม มันสามารถทำให้คนธรรมดากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ หรือกลายเป็นซาตานเลยก็ได้

ทั้งนี้เราต้องตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้ให้ดี และเลือกเครื่องมือ กับวิธีการนำไปใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสม
อะไรที่มีคุณอนันต์ มักจะมีโทษมหันต์เสมอ

ด้านจิตวิญญาณ – Spiritual

ด้านที่ 6 : จิตวิญญาณ

และในด้านสุดท้ายนี้ คือเรื่องที่เรียกได้ว่า Inside out หรือสภาพของโลกภายในของเรา ก็ได้
โดยปกติคนเราเมื่อมีอาการป่วย ก็มักจะไปหาหมอ แล้วก็ให้ยามารักษาตามอาการ ก็ว่ากันไป แต่หาก “ป่วยใจ” ล่ะ? เราเคยไปหาใครเพื่อรักษาบ้างมั๊ย? ไปหาพระเหรอ? ไปหาหมอดูเหรอ? หรือไปหาจิตแพทย์?

สิ่งนี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องของ “ตัวเอง” ล้วนๆ
เป็นตัวขับเคลื่อนทุกๆ สิ่งที่กล่าวมาเลยก็ว่าได้
คำกล่าวที่ว่า “อารมณ์เป็นตัวกำหนดชีวิตของคุณ” นั้น ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยไปแต่อย่างใด เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ล้วนเป็นปัจจัย เป็นเหตุ เป็นสิ่งเร้า ที่ทำให้เรามีพฤติกรรมอะไรบางอย่างตอบสนองออกไป อาจจะมีทั้งที่ดี และไม่ดีก็ได้

ความต้องการทางด้านนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตของทุกคนอย่างแท้จริง
แต่ถึงกระนั้น บางคนยังไม่เคยตระหนักรู้ในเรื่องนี้เลย ในขณะที่บางคนก็หัวชนฝาค้านเรื่องพวกนี้เช่นกัน
ซึ่งบอกได้เลยว่า “ไม่มีผิด ไม่มีถูก” เพราะมันจะเป็นเหตุ และผลซึ่งกันและกันอยู่แล้ว
ปลูกคะน้าย่อมต้องได้คะน้า ไม่มีทางได้มะม่วงอย่างแน่นอน

เมื่อคุณได้ตระหนักดีแล้ว ให้คุณลองสำรวจชีวิตทั้ง 6 ด้านของคุณดูนะครับ
โดยผมอยากแนะนำให้คุณ “ตั้งเป้าหมาย” กับทั้ง 6 ด้านต่อไปนี้ของคุณ แล้วลองให้คะแนนดูว่าหากคะแนนเต็ม 10 คุณตั้งเป้าหมายอยากให้คุณได้ / เป็น / มี สิ่งนั้นๆ อยู่ที่กี่คะแนน

หลังจากนั้น ให้คุณลองกลับมามอง “ชีวิตจริงในปัจจุบัน” ในแต่ละหัวข้อดูนะครับ
แล้วให้คะแนนในเรื่องนั้นๆ อีกครั้งว่าคุณได้กี่คะแนน

คุณจะพบว่ามันอาจจะมีความต่าง ณ จุดปัจจุบัน กับเป้าหมายหรือค่าคาดหวังที่คุณตั้งเอาไว้ นั่นแหละคือ “สิ่งที่คุณต้องปรับ และพัฒนา” เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายของคุณ

เช่น.. คุณต้้งเป้าหมายว่า คุณอยากมีรายได้สักเดือนละ 300,000 บาท ซึ่งสามารถทำให้คุณมีชีวิตอยู่กับครอบครัวได้อย่างสบาย ไปไหนก็ได้ อยากซื้ออะไรก็ได้ ฯลฯ… คุณก็ให้คะแนนเต็ม 10 ได้เลย
จากนั้นให้กลับมาดูว่า แล้วตอนนี้เรามีรายได้อยู่เดือนละเท่าไหร่? เราอาจจะมีเงินเดือน 30,000 บาทอยู่
นั่นหมายความว่า คุณต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับรายได้ของคุณให้ไปถึงเป้าหมายของคุณคือ 300,000/เดือนให้ได้
จากนัั้นคุณก็ต้องทำการบ้าน กลับไปคิดว่า มีความเป็นไปได้อะไรบ้าง ที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ คุณอาจจะขายของออนไลน์เพิ่มมั๊ย? ทำธุรกิจส่วนตัวเพิ่มมั๊ย? เอาเงินออมไปหุ้นกับเพื่อนสร้างกิจการบางอย่างมั๊ย? ลงทุนในหุ้นมั๊ย? สร้าง Passive Income ด้วยการเขียนหนังสือขายมั๊ย? ฯลฯ

แล้วเมื่อคุณเห็นว่ามันมีความ “เป็นไปได้” ก็ให้คุณศึกษาอย่างละเอียด จริงจัง แล้วเริ่มลงมือทำได้เลย จากนั้นก็คอยสังเกต คอยมอนิเตอร์ดูว่า ตัวเองมีรายได้เพิ่มมากขึ้นหรือยัง ใกล้เคียงกับเป้าหมายหรือยัง แล้วคุณก็ใช้วิธีนี้กับอีก 5 ด้านที่เหลือของคุณทั้งหมด

และนี่คือวิธีที่จะทำให้คุณเป็นผู้ที่มีสุขภาวะดีทั้ง 6 ด้านของชีวิตได้อย่างแท้จริง
อย่าลืมนะครับ.. ตั้งเป้าหมาย > ศึกษารายละเอียด > ลงมือทำอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ > สังเกตการณ์

นี่คือ 4 หัวใจหลักของคนสำเร็จทั่วโลกนะครับ และคุณเองก็ทำได้เช่นกันครับ

สารอาหารจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่คุณควรรู้

เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายก็ย่อมต้องเสื่อมลงตามวัย เราจึงต้องเพิ่มการดูแลตัวเองให้มากขึ้นด้วยวิธีการที่เหมาะสม

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อสุขภาพเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะผู้สูงวัยซึ่งเป็นวัยที่ต้องการพลังงาน และสารอาหารแตกต่างจากวัยทำงาน หรือผู้ที่มีสุขภาพร่างกายปกติ เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงของระบบต่างๆ

ดังนั้นจึงต้องมีความเข้าใจเรื่องอาหารและโภชนาการเป็นอย่างดี ซึ่งความต้องการพลังงานและสารอาหารในผู้สูงอายุแต่ละรายก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นกับอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และการใช้พลังงานในแต่ละวัน แต่เรื่องที่ควรเน้นการดูแลเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุทั่วไปมีดังนี้

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “สายตา”

เลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินอี ลูทีน ซีแซนทีน ซิลิเนียม และสังกะสี ซึ่งช่วยในการทำงานของจอประสาทตา ชะลอการเกิดต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งพบใน ตำลึง ฟักทอง กะหล่ำดอก ผักบุ้ง บร็อคโคลี แครอท ข้าวโพด ฝรั่ง ส้ม มะละกอ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ตับ ไข่ หอยนางรม ปลา นม และน้ำมันพืช เป็นต้น

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “พละกำลัง”

ผู้สูงอายุ ต้องการพลังงาน 1,400 ถึง 1,800 กิโลแคลอรีต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และการใช้พลังงานในแต่ละวัน ซึ่งสารอาหารที่ให้พลังงานส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของแป้ง และน้ำตาล ซึ่งสิ่งนี้แหละที่สร้างปัญหาให้กับผู้สูงอายุโดยไม่รู้ตัว เพราะหากร่างกายรับมามากเกินความต้องการ มันจะถูกสะสมให้อยู่ในรูปของไขมัน ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรังตามมา ควรเปลี่ยนมาทานข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี รวมถึงธัญพืชต่างๆ แทนข้าวขัดขาว ทานผัก และผลไม้สดให้มากขึ้น ลดน้ำตาล และเกลือลงให้มากที่สุด

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “มวลกระดูก”

ควรเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และชะลอความเสื่อมของกระดูก ด้วยการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี วิตามินเค และแมกนีเซียม ซึ่งพบใน นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียวเข้ม เต้าหู้แข็ง ปลาตัวเล็ก ตัวน้อย และงาดำ เป็นต้น เลือกรับประทานโปรตีนที่ดี เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำย่อยง่าย ประเภทถั่ว และธัญพืชต่างๆ

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “ความจำ”

เราคงเคยได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคอัลไซเมอร์ ที่พร้อมจะอยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างเสมอเมื่อเข้าสู่ภาวะสูงวัย และเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ บ้าน ที่ต้องคอยดูแลผู้ใหญ่ในบ้านกันอย่างใกล้ชิด นั้นก็เพราะว่ามีความเสื่อมเกิดขึ้นนั่นเอง เราจึงต้องบำรุงสมองและระบบประสาท ป้องกันการชาตามปลายมือปลายเท้า ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3, โคลิน, เลซิติน และวิตามินบีที่จำเป็นอันได้แก่ วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ซึ่งพบใน ปลาทะเลน้ำลึก ใบแปะก๊วย ไข่แดง กล้วย ถั่วเหลือง และข้าวกล้อง เป็นต้น

ซึ่งถ้าหากเราดูแลครบทั้ง 4 ด้านดังที่กล่าวมาแล้วนั้น อย่างน้อยก็จะช่วยทำให้ป้องกันโรคเสื่อมต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่การทานอาหารที่มีสารอาหารให้ครบทุกอย่างที่กล่าวมานั้นก็คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้สูงวัยทั้งหลาย

ดังนั้น จึงควรหาอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยเพิ่มสารอาหารต่างๆ เหล่านี้ เข้ามาแทน ซึ่งอาหารเสริมต่างๆ ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลายชนิด ซึ่งก็ต้องเลือกดูให้ดีๆ นะครับ

แต่ถ้าหากคุณเป็นคอกาแฟอยู่แล้ว และอยากได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน พร้อมกับได้ทานกาแฟระดับพรีเมี่ยมที่ให้รสชาติ และกลิ่นแบบกาแฟแท้ๆ ดื่มง่าย อร่อย และพกพาสะดวก อยากแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับกาแฟเพื่อสุขภาพระดับพรีเมี่ยมในราคาที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ WE COFFEE เพียงคลิ๊กที่ลิงค์ด้านล่างนี้เท่านั้นเอง

https://www.mrsaen.com/why-coffee

เปลี่ยนกาแฟที่เคยดื่มของคุณ เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพระดับพรีเมี่ยม WE COFFEE เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ในราคาที่จับต้องได้

สุขภาพดี วัย 40+

เชื่อว่าหลายๆ คน ที่อายุเริ่มย่างเข้าสู่เลข 4 แล้วนั้น จะมีความรู้สึกว่า อวัยวะหรือร่างกายบางส่วนของเรานั้นเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้เกิดความกังวล เกี่ยวกับสุขภาพ ร่างกายไม่มากก็น้อย วันนี้ผมจะมาพูด ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแล สุขภาพกายสุขภาพใจและสุขภาพการเงิน ของพวกเราชาว 40 + ให้เพื่อนๆฟังกันนะครับ

เมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 เป็นธรรมดาที่เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายของเราจะเกิดการเสื่อมลง ทำให้การทำงานของอวัยวะบางส่วนผิดเพี้ยนไป ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากมาย บางคนก็กังวลว่าจะเป็นอันตรายถึงกับชีวิต พาลจะทำให้สุขภาพจิตเสียไปด้วย บางคนก็ไม่เป็นอันทำการ ทำงาน สุขภาพการเงินก็เสียไปด้วยอีกเช่นกัน

แล้วเราต้องทำอย่างไร หรือจะรู้ได้อย่างไรว่า ตอนนี้มีอะไรบางอย่าง หรืออวัยวะบางส่วนในร่างกายของเราเสื่อมลงบ้าง และเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรให้มันกลับมาดีดังเดิมได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่เสื่อมมากไปกว่านี้

เพื่อนๆรู้ไหมว่าเมื่อมีคำถามนี้เกิดขึ้นมาในหัว สิ่งแรกที่ชาว 40 + ทุกคนจะนึกถึงก็คือ การใช้อาหารเสริม และเข้าใจว่าอาหารเสริมนั้น คือทุกสิ่ง อาหารเสริมคือยาวิเศษที่จะช่วยให้อาการต่างๆดังกล่าวนั้นหายไปได้จริง และพร้อมจะกินอาหารเสริมทุกชนิดที่มีในโลก เพื่อ “แก้ไข” สิ่งที่เหลือ หรือเสื่อมไปแล้วให้มันดียิ่งขึ้น

แต่ผมอยากจะบอกว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดเลย เพราะว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารเสริมต่างๆ นั้น รวมถึงแม้กระทั่งยารักษาโรค ที่คุณหมอสั่งมาให้คุณทานยามที่คุณเจ็บป่วยนั้น มันช่วยแก้ไขบรรเทาได้เพียง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือทั้งหมด เป็นเรื่องของตัวเราเองทั้งสิ้น ร่างกายของเรามันทำการแก้ไข ซ่อมแซมตัวเองทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 4 เรื่องสำคัญ ดังต่อไปนี้ คือการกิน การพักผ่อน การเคลื่อนไหว และการหายใจ นอกจาก 4 เรื่องสำคัญดังกล่าวแล้ว ยังมีอีก 3 เรื่อง ที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับสุขภาวะที่ดีของตัวคุณเองนั่นก็คือ เรื่องของ การเอาพิษออก การจัดการกับอารมณ์ แล้วเรื่องสุดท้ายที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งคือการจัดการเรื่องการเงินนั่นเอง

แล้วทั้งหมดทั้งมวลนี้คือที่มาของ การสร้างเพจ “สุขภาพดี 40 + by พี่แสน” ขึ้นมาเพื่อที่จะสื่อสารถึงเรื่องราวในการดูแลตัวเอง ด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังเชื่อในหมอมากกว่าเชื่อในตัวเอง และเชื่อในธรรมชาติ

นั่นจึงทำให้คนเรายอมจ่ายเงินให้กับหมอเพื่อที่จะรักษาตัวเอง แล้วสุดท้าย ก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไม่ยอมปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเอง แต่เลือกที่จะทำอะไรแบบเดิมๆ พฤติกรรมแบบเดิมๆ แต่คาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ เพราะคิดว่ายาต่างๆ อาหารเสริมชนิดต่างๆ จะช่วยคุณได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ซึ่งทุกๆข้อมูลที่อยู่ในเพจนี้ ผมได้กลั่นกรองมาจากการเรียนรู้ประสบการณ์ และการลงมือทำด้วยตัวเองมาแล้วทั้งสิ้น และจะขอออกตัวก่อนเลยว่า มันไม่มีการการันตีผลลัพธ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ แต่ละคน มีวิธีคิด วิธีการ และวิธีปฏิบัติตัวที่แตกต่างกัน

ความรู้หากไม่ได้นำมาใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนน้ำในแท๊งค์ที่อยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น เติมเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันจะ”ล้นออกมา” และเสียน้ำนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่หากนำน้ำนั้นออกมารดน้ำต้นไม้ เราก็จะได้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ให้ดอกผล เป็นต้น

เพราะฉะนั้นความรู้ที่ได้ถูกส่งต่อ หรือได้รับการเผยแพร่ บอกต่อ แล้วมันสร้างคุณค่าหรือผลลัพธ์อะไรบางอย่างให้กับผู้คนได้ หรือยิ่งถ้ามันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตใครบางคนได้ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่ผมต้องการอย่างแท้จริง

ถ้าเพื่อนๆเห็นว่าเพจนี้มีสาระ มีประโยชน์ และให้คุณค่าอะไรบางอย่างให้กับเพื่อนๆได้ ช่วยกดแชร์ออกไป ให้เยอะๆ นะครับ เพื่อที่มันส์ทั้งนั้น และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนมากครับ

อาหารเสริมกับงานวิจัย.. เรื่องที่คุณต้องรู้

วันนี้เรามาพูดคุยกันต่อเรื่องงานวิจัย อย่างที่ผมได้พูดถึงเมื่อคราวก่อนนะครับ ว่าคนส่วนใหญ่มักจะเชื่อทุกๆ ข้อมูลที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ว่ามันถูกต้อง 100%โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ที่เขาโฆษณาว่าผ่านการวิจัยมาแล้วจากสถาบันโน้น นี้ นั้น

งานวิจัยที่ถือว่าแย่ที่สุด และยังไม่นับว่า เป็นหลักฐานรับรองการใช้งานทั้งทางด้านการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ ได้แก่งานวิจัยในสัตว์ หรืองานวิจัยจากห้องทดลอง หรืองานวิจัยจากโรงงาน หรือการคาดเดาผลวิจัยต่างๆ

แล้วเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ก็ชอบเอางานวิจัยประเภทนี้แหละมาใช้สนับสนุนการขายสินค้า และบริการด้านสุขภาพของตัวเอง แล้วก็เผยแพร่ไปทั่วอินเทอร์

ซึ่งเราก็ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงหรือเปล่า หน่วยงานไหนสถาบันไหน เพราะเราไม่ได้ไปค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม หรือไปให้สุดทางจริงๆ

หรือบางครั้งอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆก็ได้ แต่มีวาระซ่อนเร้นในการออกมาพูด โดยพูดแต่ในแง่มุมที่จะทำให้เจ้าของสินค้าได้รับผลประโยชน์ แต่ในมุมที่เป็นโทษเขาจะไม่พูดถึง

จริงๆแล้วทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์นั้น เรียกข้อมูลเรื่องการวิจัยแบบนี้ว่า เรื่องเล่าสู่กันฟังเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น testimonial จากผู้เชี่ยวชาญ หรือ การสัมภาษณ์บุคคลสำคัญทางการแพทย์จากต่างประเทศต่างๆ อะไรประมาณนี้

แต่หากเป็นงานวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ คือมีการออกแบบงานวิจัยเพื่อที่จะทราบ ข้อเท็จจริงบางอย่าง โดยกำหนดปัจจัยแทรกแซงอื่นๆ มาทำการเปรียบเทียบ แบบนี้แหละที่น่าเชื่อถือมากกว่า

ผมจะขอยกตัวอย่าง งานวิจัยที่ดีงานหนึ่ง ให้เพื่อนๆฟังนะครับ

นายแพทย์ดีน ออร์นิช ต้องการที่จะหาคำตอบว่าการให้ผู้ป่วยปรับวิธีใช้ชีวิตจะมีผลรักษาโรคหัวใจจริงหรือไม่ เขาแนะนำผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ได้สวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปไว้ จำนวน 93 คน เอามาสุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ให้ได้รับการรักษาและดูแลตัวเองตามวิธีปกติ และกลุ่มที่ 2 ให้ปรับวิธีใช้ชีวิต ไปอย่างสิ้นเชิงใน 4 ประเด็นสำคัญคือ

  1. ให้กินแต่อาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัดไม่ขัดสี
  2. ให้ออกกำลังกายให้เหนื่อยหอบแบบร้องเพลงไม่ได้ 5 วันต่อสัปดาห์
  3. ให้ทำกิจกรรมจัดการความเครียดทุกวันเช่นนั่งสมาธิ และการเล่นโยคะ
  4. ให้เข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน สัปดาห์ละครั้ง แล้วติดตามดู เป็นเวลา 5 ปี

จากนั้น ให้นำตัวอย่าง มาฉีดสี วัดรอยตีบของเส้นเลือด นับจำนวนการเจ็บหน้าอก แล้วจำนวนการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นตัวชี้วัด

เมื่อคราว 1 ปี เขาก็ได้นัดผู้ป่วยทุกคน มาฉีดสีสวนหัวใจ และประเมินตัวชี้วัดดู พบว่า กลุ่มที่ 2 ที่ปรับวิถีชีวิต 100% โวยเรื่อง 4 ข้อนั้น รอยตีบที่หลอดเลือดของพวกเขาขยายโล่งขึ้นจากเดิม 4.5% มีอาการเจ็บหน้าอกน้อยลง 91%
ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้วิธีดูแลรักษาปกติทั่วไป รอยตีบที่หลอดเลือดแคบลงไปจากเดิม 5.4 เปอร์เซ็นต์ และมีอาการเจ็บหน้าอกเพิ่มขึ้น 165%

ซึ่งเมื่อครบ 5 ปี ผลที่ได้ ก็ยังคงเป็นแนวทางเดิม คือกลุ่มที่ 2 ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มที่ 1 มีแต่ทรงกับทรุด

งานวิจัยแบบนี้จึงจะเรียกว่างานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งแม้แต่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ นายบิล คลินตันซึ่งเคยทำบอลลูนไปแล้วครั้งหนึ่ง และดูแลในแบบที่ 1 กลับมาตีบซ้ำจนหมอบอกว่าต้องทำบอลลูนรอบที่ 2

บิล คลินตัน ตอบปฏิเสธ และได้เชิญนายแพทย์ดีน ออร์นิชผู้นี้มาให้คำแนะนำการดูแลรักษาในแบบที่ 2 ซึ่งก็ปรากฏว่า นายบิล คลินตันไม่ต้องทำบอลลูน และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกเลย

ซึ่งผมหวังว่า หลังจากนี้เวลาเพื่อนๆ อ่านข้อมูลต่างๆบนอินเทอร์เน็ต ให้ลองพยายามสืบค้นหาต่อไปให้ได้ ว่าต้นตอของงานวิจัยนั้นมาจากไหนอย่างไรน่าเชื่อถือหรือไม่

มิฉะนั้น นอกจากเราจะได้รับข้อมูลที่ผิดเพี้ยนแล้ว ยังอาจส่งผลทางด้านสุขภาพ ให้กับตัวเอง และผู้ที่เราแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

หากเพื่อนๆ ชอบบทความนี้ ช่วยกดแชร์ กดคอมเมนท์ให้ผมด้วยนะครับ เพื่อที่ผมจะได้คัดสรรความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้เสพกันอย่างสม่ำเสมอนะครับ

#MrSaen

5 นิสัยที่ต้องมี หากอยากสุขภาพดีตลอดไป

ทุกวันนี้เราโฟกัสเรื่องอะไรอยู่ บางคนอาจจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ “พื้นฐานในการมีชีวิตที่ดี” ซึ่งก็หมายถึงการมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดีนั่นเอง และนี่คือ 5 นิสัยที่เราควรต้องมี หากอยากมีสุขภาพที่ดีตลอดไป

ในปัจจุบันโลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องหมุน และใช้ชีวิตตามให้ทัน บางสิ่งเราทำตามโดยไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์กับตัวเองอย่างไร แต่ทำตามแค่เพื่อไม่ให้ตกขบวนหรือพลาดในสิ่งที่คนอื่นเขาทำกัน แต่เรากลับลืมสิ่งที่เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเราเอง

วันนี้ผมอยากจะชวนให้เพื่อนๆ ทุกคน สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติ แล้วลองทบทวนดูว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่เราควรทำก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่เราจะตั้งเป้าหมายในชีวิตว่ามันคืออะไร
มันใช่สิ่งที่เรากำลังก้มหน้า ก้มตาทำกันอยู่ทุกวันนี้หรือเปล่า

ผมเฉลยให้รู้เลยก็ได้ สิ่งนั้นคือ Wellness ซึ่งหมายถึงการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และจิตวิญญาณของเราให้สมบูรณ์พร้อมนั่นเอง ซึ่งเพื่อนๆ รู้มั๊ยว่าหากเราปล่อยปละละเลยมัน จากเรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน มันอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ “ทั้งสำคัญ และเร่งด่วน” ก็เป็นได้และนี่คือ 5 สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ และตระหนักถึงความจำเป็นต้องทำ และทำทุกวัน ทำอย่างสม่ำเสมอ ทำจนเกิดเป็นนิสัยได้ยิ่งดี

1. กินให้เป็น

โดยส่วนใหญ่แล้วคนเรายัง “กินไม่เป็น” เรามักจะ “กินเมื่ออยาก” มากกว่า “กินเมื่อหิว” ซึ่งนั่นเป็นการสร้างภาระให้กับร่างกายโดยไม่รู้ตัว เพราะอาหารที่เกิดจากการกินเพราะความอยากนั้น ส่วนมากแล้วร่ายกายจะ “ไม่ได้เอาไปใช้งาน” มันจึงแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่มันสามารถเก็บ กักตุนไว้ใช้ในยามจำเป็นเช่น ไขมันสะสม เป็นต้น

สุดท้ายแล้วเราก็ต้องหาทางเอาสิ่งที่กินเมื่ออยากออกจากร่างกายอยู่ดี เราจึงต้องหายาลดความอ้วนมากิน ต้องเสียงเงินเข้าฟิตเนส เสียเงินดูดไขมันออก เสียเงินซื้ออาหารเสริมเป็นกำมือ ฯลฯ เพียงเพราะเรา “กินไม่เป็น” เท่านั้นเอง

วิธีง่ายๆ (แต่อาจจะทำยาก) ก็คือเราควรต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินให้หลากหลาย โดยแบ่งอาหาร 1 จาน ออกเป็น 4 ส่วน คือ เป็นผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วนและเนื้อสัตว์อีก 1 ส่วน กินเมื่อหิว หรือเมื่อร่างกายต้องการเป็นหลัก แต่หากหน้าที่การงานกำหนดให้กินเป็นเวลาก็ให้ทานเท่าที่่จำเป็น อย่าทานจุกจิก หากจำเป็นต้องทาน 3 มื้อ ก็ให้ลดปริมาณในมื้อเย็น เน้นอาหารที่เป็นผัก และออร์แกนิค ปราศจากสารปรุงแต่งและสารเคมีจะเกิดประโยชน์สูงสุด เลือกให้ดี กินให้เป็น เพราะ “You are what you eat” นะครับ

2. ดื่มน้ำให้เหมาะสม

ร่ายกายเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 1 ใน 3 ของร่างกาย น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ร่ายกายขาดไม่ได้และช่วยสร้างความสมดุลในเซลล์ซึ่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ เราควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว หรือน้ำขวดเล็กประมาณ 3 ขวด การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยเรื่องการขับถ่าย ทำให้อุณภูมิร่างกายคงที่ มีผลต่อการทำงานของสมองในเรื่องของความจำ และยังช่วยรักษาระดับของอารมณ์และลดความเครียดได้อีกด้วย ขอเน้นว่าน้ำที่เราดื่มควรเป็นน้ำเปล่าและสะอาด ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ ไม่เช่นนั้นจะเกิดโทษต่อร่างกายมากกว่าประโยชน์

3. ออกกำลังกาย

ในเรื่องของการออกกำลังกายนั้น มีความเห็นมากมายในโลกอินเตอร์เนต ก็อยากให้คุณลองเลือกเสพเอานะครับ ว่าตัวเองเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน อย่างไร แต่ในการดูแลสุขภาพนั้นจะเน้นว่าการออกกำลังกายเป็นการป้องกันโรคมากกว่า “การแก้ไข” นะครับ อย่ากที่พูดมาตอนต้นว่า หากเราเริ่มจากการกินไม่เป็น ทำให้เราต้องมาออกกำลังเพื่อแก้ไขมากกว่าเพื่อดูแลสุขภาพไปซะอย่างนั้น

ธรรมชาติแค่ต้องการให้เรามี “การเคลื่อนไหวที่เหมาะสม” เพื่อให้อวัยวะภายในได้รับการกระตุ้น ได้ทำงาน เพื่อให้เกิดพลังงานตามธรรมชาติ ไม่ได้ให้เราต้องไปเล่นเวทให้กล้ามโต ไม่ได้ให้เราปั่นจักรยานวันละร้้อยกิโล ไม่ได้ให้เรามีกล้ามท้องแข็งเรงสวยงาม ฯลฯ ซึ่งกรออกกำลังดังที่กล่าวมานั้นไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ แต่มันมากเกินพอสำหรับคนทั่วไป แต่มันเป็นการตอบสนองอะไรบางอย่างมากกว่า เพราะฉะนั้นคุณต้องเลือกให้ถูก และเหมาะกับ Lifestlye ของตัวเองนะครับ

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ให้มีการเคลื่อนไหวเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อ และระบบการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจ และปอดทำงานได้ดี และแข็งแรงขึ้น นอกจากนั้นการออกกำลังกายยังช่วยลดความเครียด ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย และช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

ที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องทุกวัน และหากทำจนกลายเป็นนิสัยได้ก็จะยิ่งดีมากๆ เลย

4. พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนคือช่วงระยะเวลาที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซม และสร้างเซลล์ใหม่ เป็นช่วงเวลาที่อวัยวะภายในต่างๆ จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ สมองได้พักผ่อนหลังจากที่มีเรื่อง
ให้ต้องคิดตลอดทั้งวัน คิดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทุกท่านต่างก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ช่วงระยะเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นซ่อมแซมร่างกายของนาฬิกาชีวิตของเรานั้นคือเริ่มตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป (ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สามารถหาได้จากอินเตอร์เนททั่วไป)
แต่สิ่งทีสำคัญคือ ก่อนนอนต่างหากที่เราจะทำอย่างไรให้การนอนนั้น เป็นการนอนที่มีคุณภาพ

หากคุณยังหลับไปพร้อมกับทีวี หรือมือถือของคุณ นั่นหมายความว่าสมองของคุณยังคงสั่งการอยู่ไม่ได้หยุดพัก แม้คุณจะหลับไปแล้วแต่เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะยังเหมือนนอนไม่เต็มอิ่มอยู่ดี หรือแม้แต่การพกความเครียดเข้านอนด้วยนี่ยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่เลย เพราะความเครียดนั้นๆ มันจะถูกส่งต่อไปยัง “ส่วนลึก” ของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่มันจะแสดงตัวออกมาเมื่อคุณเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันนั่นเอง เพราะฉะนั้นก่อนนอนควรทำจิตใจให้สงบ อาจจะด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิสั้นๆ ก็ได้ และนั่นแหละคือ “การพักผ่อนที่มีคุณภาพ”

5. คิดบวก

การคิดบวก กับ “โลกสวย” อย่างที่ใครๆ ชอบพูดกันนั้น เป็นคนละเรื่องเดียวกันเลยนะครับ คนที่เปรียบเทียบอะไรว่า “โลกสวย” นั้นจะมีมุมมองที่เป็นของตัวเองสูงมาก และมักจะอยู่ในโลกของตัวเอง และชอบให้คนที่ชอบคล้ายๆ กันเข้ามาอยู่ในโลกใบเดียวกัน สร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนกัน และอยู่ด้วยกันในโลกใบนั้น พร้อมกับคำพูดที่ว่า “นี่คือโลกแห่งความจริง”
แท้ที่จริงแล้ว การคิดบวกคือการมีมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในด้านที่เป็น “โอกาส” ซึ่งเลือกมองในมุมที่มีคุณค่าใดซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ร้าย หรือเหตุการณ์ดีๆ ก็ตาม
เช่น เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายห่วยแตกบางอย่าง (ในความรู้สึกของคนทั่วไป) คนที่คิดบวกจะรีบมองหาโอกาส มองหาทางรอด มองหาความเป็นไปได้ทันที ในทางกลับกันคนที่มอง “โลกแห่งความจริง” จะไม่คิดเช่นนั้น เขาจะด่าทอ เขาจะไม่พอใจ เขาจะระบายออกในช่วงทางต่างๆ เท่าที่เขาจะทำได้ เขาจะหาพวกพ้องที่คิดเหมือนกัน อยู่รวมกันและระบายให้กันและกันฟัง
เพียงเท่านี้ก็เห็นแล้วว่าใครที่มีโอกาสจะพบกับ “ความสุข” มากกว่ากัน

ทั้ง 5 ข้อนี้คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของชีวิตเลยก็ว่าได้ หากคุณปฏิบัติทั้ง 5 ข้อนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ และทำจนกระทั่งกลายเป็นนิสัยของคุณได้ รับรองว่าคุณจะเป็นคนที่มีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่สมบูรณ์ แข็งแรงอย่างแท้จริง

#MrSaen
#สุขภาพดีด้วยวิธีธรรมชาติ