ถ้าคุณไม่เคยมีเงินในหัว คุณก็จะไม่มีทางมีเงินในมือ

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินประโยคนี้ แต่ก็อาจจะมีหลายๆ คนที่ยังไม่เคยได้ยิน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า “เราเป็นอย่างที่เขาว่า ” หรือป่าว

คำกล่าวนี้ ความจริงแล้วมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทั่วไปอยู่แล้ว
ในการที่จะทำอะไรสักอย่างนั้น เราต้องมีการสร้างภาพล่วงหน้าเอาไว้ก่อน
(หรือใครบางคนอาจจะไม่เคย?)

เวลาเราอยากกิน ข้าวมันไก่ เรานึกถึงภาพข้าวมันไก่ก่อนมั๊ย?
เวลาเราอยากไปเที่ยวเกาะเสม็ด เราเห็นภาพชายหาดที่น้ำทะเลโคตรใสอยู่ในหัวก่อนหรือป่าว?
เวลาเราได้รถ BMW คันใหม่ เราเห็นภาพรถคันนั้นอยู่ในหัวเราก่อนหรือป่าว?
และอีกหลายๆ เวลา หรือจะเรียกได้ว่า “ทุกเวลาที่เราเกิดความต้องการ” เลยก็ว่าได้

หรืออีกมุมหนึ่ง
เวลาเราไม่อยากไปหาหมอ เพราะเราเห็นภาพหมอกำลังฉีดยาเราอยู่หรือป่าว?
เวลาเราอยู่บนที่สูงๆ เราจะเห็นภาพที่เราอาจจะตกลงไปก็ได้ใช่หรือป่าว?
เวลาเราเดินคนเดียวในที่เปลี่ยวๆ ตอนกลางคืน เราจะรู้สึกมีใครแอบตามเราอยู่หรือป่าว?
และอีกหลายๆ เวลา หรือจะเรียกได้ว่า “ทุกเวลาที่เราเกิดความกลัว ความไม่ปลอดภัย” เลยก็ว่าได้

ไม่ว่าจะ “มี หรือไม่มีความต้องการ”
สิ่งที่เราจะมีควบคู่กันตลอดเวลาคือ “ภาพแห่งจินตนาการ”
ซึ่งมันจะต้องเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนในหัวของเรา
ส่วนมันจะเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ ก็อยู่ที่ความเข้มข้นในความเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น
รวมถึงการลงมือทำอะไรบางอย่างที่สอดคล้องกับภาพนั้นๆ
โดยมันจะมีพลังงานบางอย่างที่ผลักดันให้ภาพนั้นๆ เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งเสมอ

ผมมักจะเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกสาวฟังอยู่เรื่องหนึ่ง
ผมเรียกมันว่า “ดินแดนมหัศจรรย์”

เรื่องมันมีอยู่ว่า
มีชายขอทานยากจนคนหนึ่ง ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จสักอย่าง
เขารู้สึกเหนื่อย และท้อแท้เป็นอย่างมาก และคับข้องใจเหลือเกินว่า
ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงต้องมาเกิดขึ้นกับตัวของเขาด้วย
เขาจึงตะโกนขึ้นไปบนฟ้าว่า
“ทำไมพระเจ้าถึงทำกับข้าแบบนี้ ข้าทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จเลย”

ทันใดนั้น พระเจ้าก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วถามชายคนนั้นว่า
“เจ้าต้องการอะไรหรือ ถึงได้ร้องเรียกหาข้า?”

ชายคนนั้นก็ได้เล่าเรื่องทุกอย่างให้พระเจ้าฟัง

เมื่อพระเจ้าได้ยินดังนั้นก็อมยิ้มอยู่ในใจ แล้วก็บอกกับชายคนนั้นว่า
“เอาล่ะ.. ข้าจะพาเจ้าไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ ณ ตอนนี้เลย เจ้าอยากจะไปมั๊ยล่ะ?”
“ที่นั่น.. เจ้าเพียงคิดเท่านั้น.. แล้วเจ้าก็จะได้ทุกอย่างอย่างที่เจ้าต้องการในทันทีเลย”

ชายคนนั้นตอบพระเจ้าทันทีโดยไม่คิดอะไรเลยว่า
“ไปซิครับท่าน.. ท่านพาข้าไปตอนนี้เลยได้มั๊ย?”

“ได้สิ.. แต่เจ้าต้องหลับตาก่อนนะ”
“แล้วเมื่อข้าบอกให้เจ้าลืมตาขึ้นมา เจ้าก็จะได้อยู่ในดินแดนมหัศจรรย์แล้ว” พระเจ้าตอบ

ชายหนุ่มรีบหลับตาทันที
และเพียงไม่กี่อึดใจ.. พระเจ้าก็บอกว่า
“ลืมตาขึ้นมาได้ ตอนนี้เจ้าได้อยู่ในดินแดนมหัศจรรย์แล้ว”
จงใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าต้องการให้เต็มที่เลย.. ข้าไปล่ะ
แล้วพระเจ้าก็หายตัวไป

ชายคนนั้นยังไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่พระเจ้าพูดนัก
จึงลองคิดถึงผลไม้หลายชนิด เพราะเขาหิวมาก เนื่องจากยังไม่ได้กินอะไรเลย
พลันผลไม้หลากหลายชนิดก็ปรากฏตรงหน้าของเขา
มันทำให้เขาตื่นเต้น และดีใจมากๆ ที่คำพูดของพระเจ้าเป็นจริง
แล้วเขาก็กินผลไม้นั้นอย่างเอร็ดอร่อย

และเมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เขาก็คิดถึงที่นอนนิ่มๆ ที่นอนสบายที่สุด
เพราะเขาไม่เคยได้นอนดีๆ เหมือนคนอื่นเลย อาศัยหลับนอนใต้สะพานเสียเป็นส่วนใหญ่

พลันก็ปรากฏที่นอนที่นอนหลับสบายที่สุดมาอยู่ตรงหน้าของเขา
เขาจึงรีบขึ้นไปนอนบนที่นอนนั้นทันที พลันรู้สึกว่าสบายเหลือเกิน
แล้วเขาก็ผล็อยหลับไป เพราะความเหนื่อย กอปรกับความสบายของที่นอนนั้นๆ

เวลาผ่านไปจนกระทั่งพลบค่ำ อากาศเรื่มเย็นลง เขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากที่นอนนั้น
เขาเริ่มมองออกไปรอบๆ ตัว สายลมที่พัดเอื่อยๆ แต่หอบความหนาวเข้ามาด้วย
ทำให้เขาเริ่มรู้สึกวังเวง และเกิดความกลัวขึ้นมาในหัวใจ

พลางคิดไปว่า.. สภาพวังเวงแบบนี้มันต้องมีภูติผี ปีศาจอยู่รอบๆ ตัวเขาแน่ๆ เลย
ซึ่งพวกมันจะต้องออกมาหลอกหลอน และทำร้ายฉันแน่ๆ เลย.. ฉันจะทำยังไงดี????
ทันใดนั้นเอง.. ก็ปรากฏปีศาจร้ายนานาชนิด ออกมาจากทุกด้าน พุ่งตรงเข้ามาหาเขา
พร้อมทั้งกรีดร้อง และจะเข้ามาทำร้ายเขา

เขาตกใจสุดขีด พร้อมกับตะโกนออกมาด้วยความกลัวว่า “ช่วยด้วยยยยยยย!!”
ในใจเขาก็คิดว่า.. ภูติผีมากมายขนาดนี้ เข้ามาหลอกหลอนทำร้ายเขา เขาคงไม่รอดแน่ๆ
เขาต้องตายแน่ๆ เลย

เมื่อสิ้นความคิดนั้น.. เขาก็เสียชีวิตทันที
แล้วทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

พระเจ้าก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมทั้งเปรยด้วยความปลงว่า
เฮ้อ! เจ้ามนุษย์เอ๋ย.. ข้าได้มอบสิ่งที่พิเศษที่สุดให้กับเจ้าแล้ว แต่เจ้าก็กลับไม่เคยเรียนรู้ ไม่มีวินัย สุดท้ายเจ้าก็ไม่เหลืออะไรเลย.. ข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้จริงๆ

จากการตายของชายคนนี้ พระเจ้าจึงได้ทำการแก้ไขเอาไว้หนึ่งอย่างก็คือ
พระเจ้าได้ยืดเวลาระหว่างการคิดแล้วปรากฏขึ้นทันทีให้มันยาวออกไป
ให้มันผ่านการกลั่นกรองที่ดีแล้วเท่านั้น แต่ท่านจะให้สิ่งที่คิดเกิดขึ้นได้เร็วมาก
กับเฉพาะคนที่ “มีความเชื่ออย่างเข้มข้น” เท่านั้น

แล้วพระเจ้าก็หายไป

นิทานเรื่องนี้สอนอะไร?

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราทุกคนมีสิ่งที่พิเศษที่สุดอยู่กับตัวอยู่แล้ว
เรามี “ดินแดนมหัศจรรย์” อยู่กับตัวอยู่แล้ว.. แต่เรากลับใช้มันไม่เป็น
เรามัวแต่ “คิดลบ” ฟังแต่เรื่องลบๆ สนใจเรื่องราวของคนอื่น อยากรู้เรื่องราวของคนอื่น
จับกลุ่มกันนินทาคนโน้น คนนี้ โดยไม่เคยมองตัวเอง ไม่เคยฝึกจิต ฝึกใจตัวเอง

แล้วเจ้าจะได้ดีได้อย่างไร?

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำเร็จ หรือเรื่องเงิน หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่
หากเรามัวแต่ตั้งคำถาม สงสัย แต่ไม่เคยคิดถึงภาพแห่งความสำเร็จ
ไม่เคยจินตนาการถึงความหอมหวานของความสำเร็จ ของสิ่งที่ตั้งใจไว้
แต่กลับคิดว่า ฉันจะทำได้เหรอ? มันยากเกินไป? ไม่มีทางแน่นอน!
ฉันนึกภาพว่าฉันเป็นคนรวยไม่ออกหรอก

ทุกความคิด มันถูกบันทึกไว้ในดินแดนมหัศจรรย์หมดแล้ว
และรับรองว่ามันจะปรากฏขึ้นมาดั่งที่คิดไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะคิดดี หรือไม่ดีก็ตาม

“ถ้าคุณไม่เคยคิดว่า “มีเงิน” อยู่ในหัวคุณมาก่อน
คุณก็จะไม่มีทาง”มีเงิน”ในมืออย่างแน่นอน”

#MrSaen
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ

ชีวิตที่เหลืออาจจะพัง! ถ้ายังไม่มีธุรกิจของตัวเองตั้งแต่วันนี้

บทเรียนการใช้ชีวิตที่คนสมัยก่อนทิ้งเอาไว้ให้เป็นแบบอย่าง เพราะเขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีชีวิต และสร้างครอบครัวด้วยอาชีพ ด้วยธุรกิจของตัวเองทั้งสิ้น

ที่เกริ่นมาแบบนี้ ก็เพราะว่าผมเห็นคนรอบตัวที่อายุ 40+ หลายคน
แต่คำถามสำคัญก็คือ “แล้วต้องทำธุรกิจอะไรที่จะมีเงินใช้ไปตลอดล่ะ?”

ใช่แล้ว! วิธีคิดง่ายๆ ก็คือ หากคุณต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท
ตลอดช่วงเวลาที่เหลือ สมมติว่าเราคิดว่าจะมีชีวิตอีก 20 ปี หรือ 240 เดือน
นั่นหมายความว่าคุณจะต้องมีเงินเก็บในวัยเกษียณถึง 7,200,000 บาท
แล้วต้องทำอาชีพอะไร หรือมีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ ่
จึงจะมีเงินเก็บได้ขนาดนั้นในเวลาที่เหลืออยู่
(สมมติว่าคุณอายุ 45 ปี แปลว่าคุณเหลือเวลาอยู่อีก 15 ปีเท่านั้น)
นี่ยังไม่นับเงินเฟ้ออีกประมาณปีละ 3% นะ

ผมเห็นคนสมัยก่อนส่วนใหญ่ (ตอนที่ผมเกิดมา) หากไม่นับคนงานที่รับจ้างทั่วไปแล้ว ทุกคนต่างก็มีอาชีพเป็นของตัวเองทั้งสิ้น
คุณแม่ของผมขายข้าวแกง ส่วนคุณพ่อก็มีเรือใบ และห่วงยางว่ายน้ำให้เช่า
น้าของผมก็ขายกาแฟ ขนมปัง และน้ำอัดลม
หรือครอบครัวเพื่อนๆ ก็มีร้านขายยา ทำอาชีพประมง อาชีพเกษตร ขายของในตลาด
มีร้านขายของชำ เปิดร้านอาหาร ออกรถสองแถว มีรีสอร์ตที่เกาะ ฯลฯ
นอกนั้นก็จะเป็นครอบครัวข้าราชการ เช่นทหารเรือ ครู ตำรวจ ฯลฯ
น้อยคนมากที่จะทำงานบริษัท หรือทำงานประจำและมีรายรับเป็นเงินเดือน

จนกระทั่งมาถึงยุคแห่งการทำงานบริษัท การทำงานสายโรงแรม ร้านอาหาร
ธุรกิจนำเที่ยว นายหน้าค้าที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ
ยุคที่คนส่วนใหญ่กลายเป็นพนักงานประจำ กินเงินเดือน

วันนี้ ผู้คนในรุ่นผมหลายคน ก็เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณกันแล้ว
แต่เพื่อนๆ หลายๆ คนยังทำงานประจำอยู่เลย
บางคนมีลูกหลานเยอะ กลับไม่ใช่เรื่องดี เพราะยังต้องดูแลกันอยู่จนถึงทุกวันนี้
แทนที่จะได้ฝากผี ฝากไข้ มันกลับฝากภาระ ฝากลูกหลานมาให้เลี้ยงซะงั้น…

และที่สำคัญคือ ในวันนี้หากเรายังไม่ใส่ใจเรียนรู้ เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ
มันจะทำให้เรามีชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น นี่คือเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
เราไม่มีทางที่จะทำงานประจำได้ไปจนแก่หง่อมอย่างแน่นอน
เพราะคงไม่มีใครจ้างเราแน่ๆ

สิ่งที่เราทำได้ในเวลานี้ก็คือ “มองหา และลงมือทำธุรกิจบางอย่าง” ที่ตอบโจทย์
ตอบโจทย์ข้างบนที่เราคิดไว้นั่นเอง โจทย์คือมีเงินเข้าประมาณเดือนละ 30,000 บาท
หากคุณมีที่ดินให้เช่า แล้วบังเอิญมีห้างดังมาเช่าพื้นที่คุณ 30 ปี
นั่นคือ “คุณเป็นคนมีบุญมาก” เพราะสามารถมีชีวิตได้จนลมหายใจสุดท้ายแบบสบายๆ

แต่หากไม่ได้เป็นอย่างนั้นล่ะ? คุณจะต้องทำอะไรดี?

พอมองออกไปรอบๆ ตัวแล้ว คุณจะได้ยินคำๆ หนึ่งบ่อยมากๆ นั่นก็คือคำว่า
ก็ทำ “ธุรกิจออนไลน์” สิ ขายของออนไลน์ก็ได้ เป็นตัวแทนก็ได้ ทำธุรกิจเครือข่ายก็ได้
ทำคอร์สออนไลน์ขายก็ได้ สอนออนไลน์ก็ได้ สร้างเกมออนไลน์ขายก็ได้
สร้างแบรนด์เอง แล้วขายออนไลน์เลยก็ได้ ฯลฯ

ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรก็ตาม คำว่า “ออนไลน์” มันจะอยู่กับคุณไปอีกนานเลยทีเดียว
ทุกวันนี้เรากลายเป็นสังคมไร้เงินสดที่ไม่ต้องพกเงินกันแล้ว
เราสามารถทำธุรกรรมทางการเงินโดยที่ไม่ต้องผ่านธนาคารกันได้แล้ว
เราสามารถทำงานได้ทุกๆ ที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เนทกันได้แล้ว
คุณหมอสามารถรักษาคุณได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปโรงพยาบาลได้แล้ว
และอีกหลากหลายกิจกรรมออนไลน์ที่มันล้อมกรอบชีวิตเราไว้หมดแล้ว

สิ่งเดียวที่คุณต้องทำก็คือ “เรียนรู้ แล้วก็อยู่กับมันซะ”
ถ้าไม่ชอบค้าขาย ก็ดูว่าเรามีคุณค่าอะไรที่พอจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้
ก็ทำมันอันนั้นนั่นแหละ ส่วนการแปรรูปไปสู่โลกออนไลน์นั้น เดี๋ยวมันก็มีวิธีเองแหละ
ถ้าชอบค้าขาย แต่ไม่มีแรงผลิตสินค้าแล้ว ก็ใช้สินค้าคนอื่น แล้วไปช่วยเค้าขาย
ไม่ว่าจะเป็น Affiliate, Agent, Dealer, Trader, Publisher, Network marketer
แล้วก็อีกเยอะแยะที่สามารถเห็นได้ตามหน้าอินเตอร์เนททั่วไป

หรือหากมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากหน่อย จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจแบบ Platform หรือจะสร้าง Application ที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนก็ได้ มีหลากหลายเรื่องราวที่ผู้คนต้องการแต่ยังไม่มีใครทำ

หรือจะเป็นศิลปิน สร้างสรรผลงาน เขียนหนังสือ หรือค้นคิดประดิษฐ์แล้วจดลิขสิทธิ์ขาย
เป็นครู เป็นโค้ช เป็นอาจารย์ เป็นเมนเทอร์ อินฟลูเอ็นเซอร์ ยูทูบเบอร์อะไรก็แล้วแต่
คุณก็สามารถเลือกที่ตัวเองถนัดได้เลย

ที่สำคัญคือ อย่าให้กระทบกับชีวิต 6 ด้านมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์
การงาน การเงิน การพัฒนาตัวเอง และงานเพื่อสังคมต่างๆ ซึ่งถ้าจะให้ดี ก็ทำให้มันสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันเลยยิ่งดี เช่น ชอบสอนด้วย ชอบเรื่องสุขภาพด้วย ก็สามารถเปิดสอนคอร์สการสร้างสุขภาพดีแบบง่ายๆ หรือจะเป็นตัวแทนขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพด้วยก็ยังได้

ทั้งหมด ทั้งมวลนี้ เป็นเพียงแนวคิด แนวทางให้เพื่อนๆ 40+ ทุกคน
ได้ระลึก และระวังเอาไว้ อย่าประมาทนะครับ เพราะอายุที่มากขึ้น เท่ากับเวลาที่น้อยลง
หากเราไม่เตรียมตัวไว้ตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะพบกับความยุ่งยากในวันข้างหน้าก็ได้

แล้วพบกันครับ

สิ่งที่ต้องทำเมื่อคุณอายุ 40

อายุที่มากขึ้น เท่ากับชีวิตที่น้อยลง
นี่คือความจริงที่ธรรมชาติบอกเราเอาไว้
ด้วยเทคโนโลยี และความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้อายุเฉลี่ยของคนปัจจุบันนี้คือ 80 ปี
นั่นหมายความว่า เราได้ผ่านมาแล้วครึ่งชีวิต

“ครึ่งชีวิต” เป็นอะไรที่กำลังเหมาะสมกับ “การเริ่มต้นครึ่งหลัง” ของชีวิตอย่างแท้จริง
ในครึ่งแรกของชีวิต เราได้ผ่านอะไรมามากมาย เราได้เรียนรู้อะไรมามากมาย ได้พบทั้งความสุข ความทุกข์ ความสมหวัง ความผิดหวัง ความสำเร็จ และความล้มเหลว และอีกหลายๆ เรื่อง

แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไร ให้เรามีครึ่งหลังของชีวิตที่ดีกันบ้างล่ะ
ซึ่งจากครึ่งแรกที่ผ่านมา เราพอจะสรุปเป็น ข้อคิดถึงสิ่งที่ต้องทำเมื่อเราอายุ 40 ได้ดังนี้

  1. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
    ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้มีโรคที่เกิดใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อโรค สภาวะแวดล้อม อาหารที่ถูกดัดแปลงไม่ถูกสุขลักษณะที่ทำให้คนเราล้มป่วยมีมากมาย การที่คุณหันมาดูแลสุขภาพตัวเองถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมีผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก หากคุณแข็งแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจก็พร้อมที่จะทำงานหาเงิน ทำทุกอย่างให้ชีวิตตัวเองมั่นคง เจริญก้าวหน้า มีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น

    การดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง คือทุกสิ่งทุกอย่างอย่างแท้จริง เพราะคงไม่มีใครที่มีเงินมากมายแต่ต้องนอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง แล้วทำอะไรไม่ได้เลย ไม่สามารถใช้เงิน ไม่สามารถมีเวลา และมีความสุขกับคนที่รักได้เลย

    นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ผมเลือกข้อนี้ มาเป็นอันดับหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำเมื่อเราอายุ 40 นั่นเอง

  2. เรียนรู้ที่จะ “ปฏิเสธ” สิ่งที่ไม่ใช่
    ในวัยที่กำลังเรียนรู้ทั้งในเรื่องการทำงาน การใช้ชีวิตเมื่อตอนอายุ 20 หลาย ๆ คนอาจจะยึดติดการที่ได้รู้จักคนมากมาย ได้เจอโลกกว้าง และรู้สึกตื่นเต้น ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่พออายุเริ่มเข้าเลข 30 เราก็เริ่มเรียนรู้อีกหนึ่งเปลาะว่า ความสัมพันธ์ที่ดีจริง ๆ นั้น หาไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่คิด เราได้เจอทั้งคนที่ดี และคนที่ไม่ดี ซึ่งบางทีเราก็ต้องเสียเวลากับคนเหล่านั้นในรูปแบบที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ลูกน้อง ลูกค้า หรือแม้แต่ Suppliers ที่เราติดต่อด้วย

    คุณเริ่มจะเรียนรู้ว่าการที่คุณตอบรับในทุกๆ เรื่องเพราะเกรงใจ เพราะกลัวดูไม่ดี เพราะกลัวไม่ก้าวหน้า เพราะจำเป็นต้องทำตามคำสั่ง และอีกหลายๆ เหตุผล มันไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเลย นั่นก็เพราะเราพูดคำว่า “ไม่” หรือปฏิเสธคนเหล่านั้นไม่เป็นนั่นเอง

    บางคน.. กับคนที่ใกล้ชิด กับลูกน้องตัวเอง กับครอบครัวตัวเอง กลับไม่ให้ความรัก ความเคารพ ความเชื่อใจ ฯลฯ อาจจะด้วยเห็นภาพเดิมๆ มาตลอด และได้ตัดสินคนเหล่านี้ด้วยทัศนคติของตัวเอง แต่กับ “คนอื่น” เช่น ลูกค้า ลูกน้องคนใหม่ คนที่คนอื่นบอกว่าดี บอกว่าเก่ง ความสามารถสูง เขาจะยอมรับได้อย่างง่ายดาย

    จนกระทั่งอายุเข้าสู่เลข 40 แล้วนั่นแหละ จึงเริ่มจะเห็น และเริ่มสัมผัสสได้แล้วว่า แท้ที่จริงแล้ว มีเพียงครอบครัว คนที่รัก เพื่อนสนิท และลูกน้องเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเราจริง ๆ นอกนั้นเข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ ฉะนั้นจงอย่าทนคนที่ปฏิบัติต่อคุณไม่ดี ทำดีเฉพาะคนที่ดีกับเราอย่างจริงใจอย่างจริงใจ และเห็นความสำคัญของคนที่รักและห่วงใยเราจริง ๆ เท่านั้นพอ

  3. โฟกัสกับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข
    บทสัมภาษณ์คนใกล้ตายนับพันคนของพยาบาลสาวชาวออสเตรเลีย Bronnie Ware ที่ทำงานอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยระยะสุดท้ายพบว่า 5 เหตุผลที่พวกเขาเสียใจที่สุดในชีวิตคือ
    – เสียดายที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ
    – ไม่น่าทำงานหนักจนลืมครอบครัว และคนที่รักเลย
    – เสียใจที่ไม่ได้พูดในสิ่งที่รู้สึกกับคนที่รัก
    – เสียใจที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ
    – เสียใจที่ไม่เลือก “ความสุข” ของตัวเอง

    เมื่อเราถึงวันที่อายุ 40 แล้ว นั่นหมายความว่าเรามีเวลาในการทำความฝันของเราให้เป็นจริงน้อยลงไปทุกที เราควรละวาง สิ่งที่ไม่ทำให้ก่อให้เกิดประโยชน์ สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางของเรา แต่ให้โฟกัสแค่สิ่งที่คุณต้องการ เป้าหมายที่ได้วางไว้ แล้วทำมันอย่างเต็มที่ หากมันยังไม่สำเร็จ จงอย่าหยุด อย่าล้มเลิก แต่จงเปลี่ยนวิธี ทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด

    ทุกอย่างในชีวิตคือการแลกเปลี่ยน คุณได้บางอย่าง เพื่อเสียบางอย่างไปคุณไม่มีทางได้มันไปทั้งหมด มันเป็นเรื่องที่คุณต้องยอมรับ เพราะสิ่งที่น่าเสียใจกว่านั้นก็คือ เราไม่สามารถแก้ไขอะไรที่ผ่านไปแล้วได้เลย เพราะฉะนั้น จงตระหนักใน 5 สิ่งข้างต้นนี้ให้ดี

  4. จงนับถือตัวเอง
    เรื่องที่น่าห่วงที่สุดก็คือเรื่อง “การนับถือตัวเอง” นี่แหละ เพราะเมื่อใดที่เราไม่เห็นค่าของตัวเอง ดูถูกตัวเอง ไม่ศรัทธา และมีความเชื่อในทัศนคติ และความคิดของตัวเอง เมื่อนั้น ผู้คนที่อยู่รอบข้าง และสังคมที่ตัวเองอยู่นั้น ก็จะมองเราอย่างนั้นเช่นเดียวกัน

    นั่นก็เพราะว่า ทุกสิ่งที่เราคิดกับตัวเอง มันถูกสื่อสารออกไปสู่ภายนอกได้อย่างชัดเจน โดยที่เราไม่รู้ตัว นั่นหมายความว่า ถ้าเรา “สงสารตัวเอง” คนในสังคมก็จะมองว่า เรานี่ช่าง “น่าสงสาร” เหลือเกิน และยิ่งถ้าเราสมเพชตัวเอง คิดว่า “ตัวเองกระจอก” คนภายนอกก็จะสัมผัสได้ว่า “เรากระจอก” เช่นเดียวกัน

    เพราะฉะนั้น จงให้เกียรติตัวเอง และคิดกับตัวเองด้วยความเคารพ แล้วคนอื่นก็จะให้เกียรติเรา และมองเราด้วยความเคารพเช่นกัน

    เปลี่ยนความคิด.. ชีวิตเปลี่ยน

  5. อย่าหวังพึ่งลูกหลาน
    จงวางแผนการเงิน การใช้ชีวิตในช่วงที่เหลือด้วยตัวของคุณเอง อย่าหวังพึ่งลูกหลาน นั่นก็เพราะว่า นี่คือยุคเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง น้อยคนนักที่จะมีลูกหลานที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ หรือธุรกิจที่คุณสร้างไว้ เพราะคนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ความรวดเร็ว ความสะดวกสบาย ความมั่งคั่งแบบทวีคูณ มุมมองของพวกเขาจะต่างกับคุณ เขาจะให้เวลากับอนาคตของตัวเองมากกว่าคุณ สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขายอมรับคุณได้คือ “คุณสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวคุณเอง”

    สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับมนุษย์เงินเดือน เพราะว่าหลังจากนี้ไม่นาน หากเราไม่มีเงินเก็บมากพอ (ที่จะสู้รบกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี) เราจะไม่สามารถหยุดทำงานอยู่บ้านเฉยๆ แล้วใข้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตอีกแล้ว แล้วยิ่งหากเกิดการเจ็บป่วย เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดใหม่แล้วด้วยล่ะก็ “ยุ่งแน่นอน”

  6. พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
    การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการลงทุนในตัวเอง ลงทุนในการเพิ่มความรู้ เพิ่มคุณค่า และมูลค่าให้กับตัวเอง จะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถมานำมันไปจากคุณได้

    ยิ่งคุณสร้างคุณค่าให้กับผู้คน ให้กับสังคม ให้กับโลกใบนี้มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งได้รับมูลค่าที่เท่ากันกลับมาหาคุณเสมอ

    ลองเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนมุมมองใหม่ให้เริ่มพัฒนาตัวเองให้มีอะไรที่ดีขึ้นเพียงเล็กๆ น้อยๆ วันละ 1% ก็พอ คุณก็จะพบว่าในหนึ่งปี คุณจะพัฒนาตัวเองได้ถึง 356% นั่นเอง หากเป็นเช่นนั้น คุณลองจินตนาการถึงชีวิตของตัวเองดูว่า ช่วงครึ่งหลังของชีวิตคุณจะมีความสุขขนาดไหน

  7. แบ่งปัน
    ข้อนี้ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้วคือ เมื่อคุณมีคุณค่ามากพอ คุณจงแบ่งปันออกไปให้มากที่สุด ยิ่งคุณทำให้ผู้คนสำเร็จมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งสำเร็จมากเท่านั้น

    ธรรมชาติได้สร้างความมั่งคั่งมาให้โลกใบนี้อย่างเหลือเฟือ คุณลองคิดดูง่ายๆ ก็แล้วกันว่า ธรรมชาติสร้างให้ปลาหนึ่งตัว ออกลูกได้เป็นร้อยเป็นพัน นั่นหมายความว่าแม้คุณจะเสียปลาไปหนึ่งตัว แต่มันได้ขยายเผ่าพันธุ์ และมอบคืนปลานับร้อย นับพันคืนให้กับโลกใบนี้ต่อเนื่อง ทวีคูณไปอย่างไม่สิ้นสุด

    เช่นเดียวกัน หากคุณเข้าใจกฎข้อนี้ คุณจะพบว่าโลกใบนี้สร้างความมั่งคั่ง และความเหลือเฟือไว้ให้ผู้คนอยู่แล้ว ยิ่งเราโฟกัสที่สิ่งไหน สิ่งนั้นมันก็จะขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด


    และนี่คือบทสรุป 7 เรื่องที่ทำให้เรานำมาปรับใช้กับชีวิตในช่วงที่เหลือให้เป็นชีวิตที่มีความสุขได้ และไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็สามารถใช้บทความนี้ในการทบทวนสิ่งที่ผ่านมา (หากคุณอายุเข้าเลข 40 แล้ว) หรือคุณอาจจะเรียนรู้ และเตรียมตัวสำหรับการมีชีวิตที่ดีในครึ่งหลังของชีวิต (หากคุณอายุน้อยกว่า 40)

    หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้คุณเริ่มหันมามองรอบตัว สังเกตพื้นที่รอบตัว สังเกตเห็นระยะห่างระหว่างบทบาทในปัจจุบัน กับความฝัน และเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ แล้วหันกลับมาโฟกัสในสิ่งที่คุณสนใจ ปลดปล่อยความคิด ความเชื่อ และสิ่งไม่ดีทั้งหลายออกจากตัวเอง ใช้เวลาพิจารณาสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว และเปลี่ยนแปลง พัฒนาให้ดีขึ้นแม้วันละนิดก็ยังดี

    เพราะความสำเร็จเล็กๆ จะนำมาซึ่งความสำเร็จที่ใหญ่กว่าเสมอ

Inside out

ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนในการบรรยายคำๆ นี้ดี ก็เลยคิดว่าใช้มันตรงๆ นี่แหละ ไม่ต้องยุ่งยากด้วย

Inside out หรือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากภายในนั้น เป็นคำที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่คุณรู้มั๊ยว่าคนที่มักจะพูดว่า “รู้แล้ว” เนี่ย ส่วนมากมักจะ “เอาตัวไม่รอด”

คำว่า Inside out นี้มันกว้างมาก มันหมายความถึง “ทุกสิ่ง” ในโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติ เป็นอกาลิโก มันไม่มีกาลเวลา

เมื่อพูดถึง Software กับ Hardware คุณนึกถึงอะไรเหรอ? มันก็หมายถึงภายใน กับภายนอกนั่นแหละ

พูดถึงต้นไม้ พูดถึงตึกสูงระฟ้า มันก็ขึ้นอยู่กับราก และเสาเข็ม

พูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลต่างๆ มันก็ล้วนแล้วแต่ใช้สิ่งที่อยู่ข้างในเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งสิ้นเลย

มนุษย์เราก็เช่นกัน หากเราพูดว่าเรามีสมองเป็น Software และมีร่างกายเป็น Hardware ผมจะชวนคิดใหม่ว่า เรามีสมองเป็น Hardware ในขณะที่เรามี “จิตของเรา” ต่างหากที่เป็น Software

เมื่อเราเจ็บป่วย เราไปหาหมอ เรารักษาร่างกายของเรา คุณรู้หรือไม่ว่ากระบวนการรักษานี้ หมอเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น แต่คนที่รักษาเราจริงๆ คือ “พลังชีวิต” ของเราต่างหาก

ยกตัวอย่างเช่น หากเราเล่นฟุตบอล แล้วโดนเตะกระดูกหักขึ้นมา เราจะถูกนำไปสแกนที่โรงพยาบาล หมอมีหน้าที่สร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะแก่การรักษา ไม่ว่าจะเป็นการจัดรูปทรงกระดูกให้เข้าที่เข้าทาง เสริมวิตามิน ให้ยา สร้างสิ่งแวดล้อมให้พร้อมดำเนินการรักษาเท่านั้น จากนั้นพลังชีวิตของร่างกายนั่นเอง ที่เป็นตัวสมานกระดูกนั้นให้กลับคืนมาสู่สภาพเดิม

เว้นเสียแต่ว่ามันเกิดการเสียหายจนกระทั่งไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ หมอก็จะสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ โดยการหาเหล็กมาดามเอาไว้เพื่อให้กระดูกมันรับน้ำหนักได้ เคลื่อนไหวได้ แต่จะไม่เหมือนเดิม

แล้วหากมันเกิดขึ้นกับ Software ซึ่งก็คือ “จิตใจ” ของเราล่ะ? เราจะรักษามันอย่างไร?

เมื่อถึงวัย 40+ เราจะเริ่มเข้าใจสิ่งนี้มากขึ้น เริ่มต้องการเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ฟังเสียงของตัวเองมากขึ้น เข้าใจจิตใจของตัวเองมากขึ้น สงบมากขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เพราะสมองทั้งสองซีกเริ่มทำงานเข้ากันได้เรื่อยๆ (ในขณะที่วัยรุ่นยังทำแบบนี้ไม่ได้สักเท่าไหร่)

นี่คือหนึ่งในที่มาของการดูแลสุขภาพตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ เราเริ่มสนใจเรื่อง “การหายใจ” มากขึ้น สนใจเรื่อง “การพักผ่อน” มากขึ้น เพราะเราเริ่มจะรู้สึกมีอาการ Hangout ได้จากการกินที่ไม่ดี การนอนที่ไม่เพียงพอ

ในขณะที่เราจะรู้สึกกระชุ่มกระชวย รู้สึกหายใจได้ลึกขึ้น รู้สึกโปร่งโล่ง หลังจากที่เราได้ “ออกกำลังกาย”

เห็นมั๊ยว่าเมื่อเริ่มวัย 40+ ร่างกายเราจะเริ่มเปลี่ยน.. ภายในเริ่มปรับ ภายนอกเริ่มเปลี่ยน เพราะฉะนั้นการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติจึงเหมาะกับคนในวัยนี้อย่างแท้จริง

บางคนไม่สามารถปรับได้ทุกๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน ก็มักจะหา “ตัวช่วย” เช่นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ เพื่อที่จะให้อวัยวะซึ่งเป็น Hardware กลับมาทำงานได้เหมือนตอนเป็นหนุ่มสาว

ซึ่งการเลือกอาหารเสริมต่างๆ นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ และความเสื่อมถอยในส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต่างกันออกไป ก็ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาของแต่ละคนนั้นอยู่ตรงไหน ก็แก้ให้ถูกจุดก็จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

แต่อย่าพึ่งแต่อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว เพราะมันไม่ใช่ยาวิเศษแต่มันเป็น”ตัวช่วย” เท่านั้นเอง เราต้องปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย ซึ่งนั่นก็คือ หายใจให้เป็น เลือกกิน และดื่มในสิ่งที่ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังหรือเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

หากคุณทำทั้ง 4 เรื่องนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าสุขภาพของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

#MrSaen
#สุขภาพดีมีรายได้สไตล์พี่แสน
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย

เราจะเป็นอย่างไรเมื่ออายุ 80

ใครเคยมีความคิด หรือเคยเห็นภาพตัวเองตอนอายุ 80 กันบ้างมั๊ย ว่าตอนนั้นเราจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร และมีใครอยู่รอบตัวเราบ้าง

นี่คือคำถามสำคัญ ที่ผมมักจะถามเตือนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเรา
เนื่องจากว่าหากเราไม่ได้ตั้งคำถามแบบนี้ เราจะไม่รู้เลยว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่”

บางคนอาจจะมีข้อโต้แย้งว่า โอ๊ย! จะไปคิดถึงมันทำไม จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้…

นั่นสิ! เพราะเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นั่นแหละ เรายิ่งต้องทำสิ่งนี้
หากว่าเราเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่มีญาติ พี่น้อง มันก็อาจจะคิด หรือทำแบบนั้นก็ได้ เรียกว่า “ใช้ชีวิตไปวันๆ” อย่างเต็มระบบ 55555

แต่หากเรายังมีคนรอบข้าง เรายังมีความสัมพันธ์ ยังมีความผูกพันธ์ นั่นคือสิ่งที่เราต้องคิด และต้องคิดให้มากเสียด้วย

เมื่อตอนสมัยผมเป็นเด็ก ผมสังเกตเห็นว่า ผู้คนรอบตัวโดยเฉพาะอาแปะ อาอึ้ม ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีอาชีพที่เป็นของตัวเองกันเกือบทุกคน งานรับจ้างนั้นก็มีให้เห็นอยู่แต่ก็น้อยมาก ยิ่งพนักงานบริษัทในสมัยนั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ งานรับจ้างส่วนใหญ่ก็จะเป็นแรงงาน แล้วก็พนักงานโรงแรมเท่านั้นเอง

คนยุคนั้นจึงมักจะมีกิจการสืบทอดมาให้ลูกหลาน เช่นร้านอาหาร ร้านขายของชำ กิจการห้องเช่า หรือให้เช่าที่ทำตลาด ทำกิจการ เป็นต้น
เขาวางรากฐานให้ลูกหลาน และไม่เป็นภาระของใคร

แต่ชุดความคิดดังกล่าวมันเริ่มเสื่อมหายไปตามกาลเวลา คนเริ่มนึกถึงตัวเองมากขึ้นจนไม่สนใจคนรอบข้าง ทำอะไรตามใจที่ตัวเองอยากทำ (แต่ไม่เดือดร้อนใคร) ทำงานหนัก เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่อยากได้ ได้เที่ยวในที่ที่อยากไป เงินเก็บ เงินออม เงินลงทุนแทบไม่มีให้เห็นเลย

พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนว่าตัวเองจะไม่มีวันเกษียณ เหมือนว่าเจ้านายจะจ้างตัวเองไปจนกว่าจะแก่ตายคาบริษัทกันไปเลยทีเดียว
(ซึ่งผมเองก็เคยเป็นมาก่อน 55555)

วันนี้.. ผมจึงอยากเชิญชวนเพื่อนๆ ให้ลองคิดถึง “วันที่เราอายุ 80” ดูสิ ว่าเวลานั้นเราทำอะไรอยู่ อยู่กับใคร อยู่อย่างไร เราจะมีรายได้มาจากไหน ฯลฯ

และเมื่อคุณเห็นภาพนั้นแล้ว ให้นึกถึงตัวเองในวันนี้ดูว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และมีเหลือพอสำหรับวันนั้นมั๊ย? ถ้ายังไม่มีเหลือพอ แล้วเราจะทำอย่างไร จะวางแผนอย่างไร?

ถ้าใครที่เห็นภาพชัด และมีแผนการที่ชัดเจนแล้ว.. มาเล่าให้กันฟังบ้างนะครับ

#MrSaen
#สุขภาพดีมีรายได้สไตล์พี่แสน
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย

สุขภาพดี วัย 40+

เชื่อว่าหลายๆ คน ที่อายุเริ่มย่างเข้าสู่เลข 4 แล้วนั้น จะมีความรู้สึกว่า อวัยวะหรือร่างกายบางส่วนของเรานั้นเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้เกิดความกังวล เกี่ยวกับสุขภาพ ร่างกายไม่มากก็น้อย วันนี้ผมจะมาพูด ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแล สุขภาพกายสุขภาพใจและสุขภาพการเงิน ของพวกเราชาว 40 + ให้เพื่อนๆฟังกันนะครับ

เมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 เป็นธรรมดาที่เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายของเราจะเกิดการเสื่อมลง ทำให้การทำงานของอวัยวะบางส่วนผิดเพี้ยนไป ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากมาย บางคนก็กังวลว่าจะเป็นอันตรายถึงกับชีวิต พาลจะทำให้สุขภาพจิตเสียไปด้วย บางคนก็ไม่เป็นอันทำการ ทำงาน สุขภาพการเงินก็เสียไปด้วยอีกเช่นกัน

แล้วเราต้องทำอย่างไร หรือจะรู้ได้อย่างไรว่า ตอนนี้มีอะไรบางอย่าง หรืออวัยวะบางส่วนในร่างกายของเราเสื่อมลงบ้าง และเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรให้มันกลับมาดีดังเดิมได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่เสื่อมมากไปกว่านี้

เพื่อนๆรู้ไหมว่าเมื่อมีคำถามนี้เกิดขึ้นมาในหัว สิ่งแรกที่ชาว 40 + ทุกคนจะนึกถึงก็คือ การใช้อาหารเสริม และเข้าใจว่าอาหารเสริมนั้น คือทุกสิ่ง อาหารเสริมคือยาวิเศษที่จะช่วยให้อาการต่างๆดังกล่าวนั้นหายไปได้จริง และพร้อมจะกินอาหารเสริมทุกชนิดที่มีในโลก เพื่อ “แก้ไข” สิ่งที่เหลือ หรือเสื่อมไปแล้วให้มันดียิ่งขึ้น

แต่ผมอยากจะบอกว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดเลย เพราะว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารเสริมต่างๆ นั้น รวมถึงแม้กระทั่งยารักษาโรค ที่คุณหมอสั่งมาให้คุณทานยามที่คุณเจ็บป่วยนั้น มันช่วยแก้ไขบรรเทาได้เพียง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือทั้งหมด เป็นเรื่องของตัวเราเองทั้งสิ้น ร่างกายของเรามันทำการแก้ไข ซ่อมแซมตัวเองทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 4 เรื่องสำคัญ ดังต่อไปนี้ คือการกิน การพักผ่อน การเคลื่อนไหว และการหายใจ นอกจาก 4 เรื่องสำคัญดังกล่าวแล้ว ยังมีอีก 3 เรื่อง ที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับสุขภาวะที่ดีของตัวคุณเองนั่นก็คือ เรื่องของ การเอาพิษออก การจัดการกับอารมณ์ แล้วเรื่องสุดท้ายที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งคือการจัดการเรื่องการเงินนั่นเอง

แล้วทั้งหมดทั้งมวลนี้คือที่มาของ การสร้างเพจ “สุขภาพดี 40 + by พี่แสน” ขึ้นมาเพื่อที่จะสื่อสารถึงเรื่องราวในการดูแลตัวเอง ด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังเชื่อในหมอมากกว่าเชื่อในตัวเอง และเชื่อในธรรมชาติ

นั่นจึงทำให้คนเรายอมจ่ายเงินให้กับหมอเพื่อที่จะรักษาตัวเอง แล้วสุดท้าย ก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไม่ยอมปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเอง แต่เลือกที่จะทำอะไรแบบเดิมๆ พฤติกรรมแบบเดิมๆ แต่คาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ เพราะคิดว่ายาต่างๆ อาหารเสริมชนิดต่างๆ จะช่วยคุณได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ซึ่งทุกๆข้อมูลที่อยู่ในเพจนี้ ผมได้กลั่นกรองมาจากการเรียนรู้ประสบการณ์ และการลงมือทำด้วยตัวเองมาแล้วทั้งสิ้น และจะขอออกตัวก่อนเลยว่า มันไม่มีการการันตีผลลัพธ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ แต่ละคน มีวิธีคิด วิธีการ และวิธีปฏิบัติตัวที่แตกต่างกัน

ความรู้หากไม่ได้นำมาใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนน้ำในแท๊งค์ที่อยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น เติมเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันจะ”ล้นออกมา” และเสียน้ำนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่หากนำน้ำนั้นออกมารดน้ำต้นไม้ เราก็จะได้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ให้ดอกผล เป็นต้น

เพราะฉะนั้นความรู้ที่ได้ถูกส่งต่อ หรือได้รับการเผยแพร่ บอกต่อ แล้วมันสร้างคุณค่าหรือผลลัพธ์อะไรบางอย่างให้กับผู้คนได้ หรือยิ่งถ้ามันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตใครบางคนได้ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่ผมต้องการอย่างแท้จริง

ถ้าเพื่อนๆเห็นว่าเพจนี้มีสาระ มีประโยชน์ และให้คุณค่าอะไรบางอย่างให้กับเพื่อนๆได้ ช่วยกดแชร์ออกไป ให้เยอะๆ นะครับ เพื่อที่มันส์ทั้งนั้น และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนมากครับ

Infobesity เมื่อเราอยู่ในโลกแห่งข้อมูล

ทุกวันนี้คนอยากรู้อะไรก็เข้าไปหาในอินเตอร์เน็ต โลกแคบลงเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าเป็นภาวะ “ข้อมูลท่วมท้น” หรือ Information Overload หรือคำเก๋ๆ ว่า Infobesity นั่นเอง

แต่ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ คนส่วนใหญ่กลับเชื่อข้อมูลทุกอย่าง ที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งบางครั้งก็ถูกส่งต่อๆกันผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นใน Google Facebook Line หรือ Social Media อื่นๆ

และที่สำคัญก็คือ เป็นความเชื่อในแบบที่มั่นใจมากๆด้วย ไม่มีการ ศึกษาค้นคว้า หรือวิจัยข้อมูลหาที่มาที่ไปที่ถูกต้องหรือมีหลักฐานอะไรรับรองเลย

แล้วคุณรู้ไหมว่า สินค้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตภัณท์อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งตอนนี้ มีเกลื่อนอินเทอร์เน็ตไปหมด ก็มักที่จะเอาผลงานวิจัย หลากหลายมากมายจากสถาบันนั้น นี้ นายแพทย์คนนั้น ดอกเตอร์คนนี้มาอ้างอิง

สุดท้าย คุณเคยลองหาข้อมูล ของผู้คนเหล่านั้นหรือเปล่า เคยลองหาข้อมูลจริงๆ ของสถาบันที่วิจัยหรือเปล่า หาข้อมูลเรื่องที่เขาวิจัยหรือเปล่า

ส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำกัน แต่กลับเชื่อในสิ่งนั้น เชื่อในข้อมูลนั้นแบบ 100% แล้วเอาข้อมูลนั้นมาส่งต่อ พอใครพูดถึง เรื่องนี้ ก็จะเข้าไปผสมโรงกับเขา ประหนึ่งว่าตัวเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นจริงๆ เหมือนกันนะเฟ้ย

ซึ่งตรงนี้แหละที่น่าเป็นห่วง คุณรู้หรือไม่ว่า คำว่างานวิจัยต่างๆ มันไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นได้รับการรับรองและถูกต้อง อย่างเรียบร้อยแล้ว สามารถอนุมัตให้ได้ มีการรับรองที่แน่นอน

แต่นักการตลาด มักจะเอาข้ออ้างคำอ้างของผลงานวิจัย ที่ใครบางคนทำเพื่ออะไรบางอย่างมาใช้ประโยชน์ ในมุมที่จะทำให้คนเชื่อ และซื้อสินค้าของตัวเอง

ผมอยากให้เพื่อนๆ ลองพิจารณาหลายๆแง่มุมนะครับ อยากจะฝากบอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อผลงานวิจัย ซึ่งคราวหน้าผมจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพื่อประโยชน์ของเพื่อนเอง ก่อนที่จะซื้อ ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในอินเทอร์เน็ตนะครับ

ทำไมถึงป่วย.. คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด

นี่คือคำถามที่คนส่วนใหญ่ถามผม และผมสังเกตเห็นได้ถึง “ความกังวลบางอย่าง” จากน้ำเสียง และแววตาของพวกเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมาเล่าให้คุณฟัง

ต้องย้อนเรื่องราวกลับไปถึงตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ก่อนเลย ตอนนั้นผมยังอยู่ในวัยคึกคะนอง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการหาเงินเรียนหนังสือ เราตัดสินใจได้เองทั้งหมด ไม่เคยมีความคิดเรื่องเป้าหมายชีวิต ไม่เคยมีความคิดเรื่องการแต่งงาน คิดแค่เพียงว่า “ใช้ชีวิตให้พอ แล้วบั้นปลายจะบวชไม่สึก”

ในหัวตอนนั้นมีไม่กี่เรื่อง งาน, เที่ยว, เตะบอล, ดื่ม สังสรรค์, จีบหญิง แค่นั้นจริงๆ ไม่ได้คิดจะรวย ไม่เคยคิดที่จะสร้างเนื้อ สร้างตัว จะมีครอบครัว มีธุรกิจเป็นของตัวเองเลยสักนิด เพราะฉะนั้นงานจึงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มีทุกอย่าง แล้วงานอะไรล่ะที่มันตอบโจทย์? สรุปแล้วมาลงตัวที่งาน Organizer ซึ่งไม่ซ้ำซาก ได้เที่ยว (งาน Road show ต่างๆ) ได้เงิน ได้สังสรรค์ ได้เจอดารา ได้เตะบอล ได้ทักอย่างที่อยากได้ ทำให้ชีวิตตอนนั้นไหลไปตามกรรมมากๆ ไม่มีหลัก ไม่มีทิศทาง

สิ่งที่ตามมาคือ เริ่มมีความดันโลหิตสูงนิดๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะไม่คิดว่ามันจะทำอะไรเราได้ ก็ปล่อยปละละเลยมาเรื่อยๆ แล้วลักษณะของงานคือ ต้องเป๊ะมากๆ ห้ามพลาด ทุกอย่าง LIVE มากๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าคืองานหลักเลย การเตรียมงานนี่คือ “เครียดมาก” “พักผ่อนน้อย” “กินไม่เป็นเวลา” “ต้องเข้าสังคม” ต้อง Social drink เป็นประจำ” “ไม่มีเวลาออกกำลังกาย” “เสพทุกเรื่องที่เป็นกระแส” (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นข่าวฉาวเสียมากกว่า)

นั่นจึงทำให้ผมหาทางออกกำลังให้มากขึ้น แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ บังเอิญตอนนั้นเพื่อนเลิฟชวนเปิดร้านเหล้าข้างสนามฟุตบอล ก็เลย Bingo ได้เตะบอล (ที่ตัวเองรัก) ได้เจอเพื่อนๆ ได้ดื่ม สังสรรค์ และได้เชียร์ทีมฟุตบอลที่รัก ได้ร้องเพลง ได้เจอผู้คน อะไรมันจะคลิ๊กขนาดนี้

ปรากฏว่า.. เสร็จจากงานเครียดๆ มาทั้งวัน ก็มาเฝ้าร้าน ดื่มกับเพื่อน กับลูกค้าทุกคืนๆ ดื่มสารพัดสูตร เรียกว่าดื่มเป็นทุกอย่าง เป็นอย่างนี้นานเป็นปี จนกระทั่งขายร้านต่อแล้วย้ายกลับมาทำงานที่พัทยาบ้านเกิด

คุณลองดูองค์ประกอบเหล่านี้สิ.. แล้วมันจะไม่ป่วยได้อย่างไรล่ะ

เอาง่ายๆ เลย.. ถ้าไม่อยากป่วยให้ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ได้เลย 55555 แล้วนี่ก็คือที่มา หรือจุดเริ่มต้นของอาการป่วยที่เพื่อนๆ รู้กันดีนะครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังว่าอาการมันเป็นยังไง แล้วผมทำยังไง…. แล้วพบกันครับ

#MrSaen #สุขภาพดีเรื่องง่ายง่ายสไตล์พี่แสน #DzyneYourLife

อะไรที่ทำให้เปิด Website เป็นของตัวเอง

คำถามแรกที่ผมได้ยิน เมื่อผมมักจะโพสต์เรื่องราวดีๆ เรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ การตลาด การขาย รวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับแนวคิด และทัศนคติเชิงบวกก็คือ “ทำไปทำไมวะ??”

ต้องเรียนให้ทราบตามตรงว่า ผมเคยเปิด Website ในชื่อนี้มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อการเรียนรู้ และทำการตลาดเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ และธุรกิจเครือข่าย ซึ่งสาเหตุที่ปล่อยผ่านไปก็เพราะว่า “ผมอดทนไม่พอ”

เมื่อ “อดทนไม่พอ” นั่นหมายความว่า Content ดีๆ ที่ผมสร้างไว้ใน Website ของผมก็ถูกกลืนหายไปกับสายลม และทุกอย่างต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด… แต่ “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่นา เริ่มใหม่ก็เริ่มใหม่สิ” 55555

Website นี้ผมตั้งใจที่จะทำขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือนกับ Diary ชีวิต โดยที่ผมจะทยอยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาให้เพื่อนๆ ได้ฟังกันก่อน เพื่อที่เราจะได้รู้จักกันดีมากกว่านี้ แล้วเพื่อนๆ จะรู้ว่า ผมเขียน Website นี้ขึ้นมาทำไม และมันสำคัญกับผมขนาดไหน?

วัยเด็กที่แสนสนุก และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย (ชอบเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก)
วัยเด็กที่ได้บวชเรียนเป็นสามเณรแสนซน (ชาวบ้านให้ฉายานามว่า “หลวงพ่อเณร”)
วัยเด็กที่ต้องรับมือกับการพลัดพราก (พ่อ-แม่ แยกทางต้องย้ายไปอยู่กับยาย)
วัยเด็กที่โตมาท่ามกลางธรรมชาติ กับครอบครัวชาวนาทั่วไป

วัยเรียนที่มันส์ทุกเรื่อง และเป็นหนึ่งในช่วงชีวิตที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน
วัยเรียนที่ได้เจอเพื่อนที่หลากหลาย และมีทุกรูปแบบจริงๆ
มัธยมต้นที่ฝักใฝ่อยู่กับดนตรี และกีฬา
มัธยมปลายที่ลอง และเรียนรู้ไปเสียทุกเรื่อง (ทั้งเรื่องดี และเรื่องไม่ดี)

วัยทำงานที่เปิดประสบการณ์ชีวิตในทุกๆ ด้าน
เริ่มต้นที่งาน Freelance Backstage เรียนรู้จากเด็กแจกใบปลิว สู่ Backstage สายดนตรี
ต่อด้วยงานทางด้าน Organizer อีกกว่า 20 ปี
เปิดร้านอาหารข้างสนามฟุตบอล วัตถุประสงค์หลักคือออกกำลัง ดื่ม และเชียร์บอลกับเพื่อนๆ
ผันตัวมาเป็น Property Marketer ที่เริ่มจากตำแหน่ง Creative และจบที่ General Manager
ได้ไปท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ต่างประเทศหลายครั้ง ได้ประสบการณ์ใหม่มากมาย

วันที่เจอกับคำว่า “วิกฤติ”
เคยตรวจร่างกายเมื่อสมัยทำงาน พบว่า “ความดันโลหิตค่อนข้างสูง” แต่ก็ไม่ได้สนใจ
ด้วยความที่คิดว่า “เรายังเป็นวัยรุ่นที่แข็งแรงอยู่… ไม่เป็นไรหรอก” และไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลย
เว้นการตรวจร่างกายประจำปีไปหลายปี จนกระทั่งพบว่า “เส้นเลือดหัวใจตีบ 2 เส้นระดับ 80%”
เข้ารับการทำบอลลูนหัวใจทันที ลาออกจากงาน หมดเงินที่เก็บมาไปกับการรักษา

การฟื้นฟู การเยียวยา การก้าวต่อ
เงินเก็บส่วนที่เหลืออีกไม่มาก ทยอยใช้ไปกับการกินอยู่ เรียนรู้ ลงทุนทำอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องอยู่กับบ้าน เพราะไปทำงานไม่ได้ (ทนกับความเครียดไม่ได้)..
มีเพียงครอบครัว และภรรยาที่อยู่เคียงข้าง และเข้าใจ

ลงทุนไปกับอะไรหลายๆ อย่าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่สำเร็จดั่งที่ตั้งใจสักที
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ “การรู้จักตัวเอง และใช้ชีวิตให้มีความสุข” “วิธีคิดที่โคตรจะเป็นบวก”
“วิธีเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และผู้คน” พร้อมทั้งกัลยาณมิตรอีกหลายคน
ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่มีคุณค่ามากกว่าเงินทอง
และมากกว่าสิ่งใดๆ เพราะโลกใบนี้มันคือ “ตัวเราเอง” ที่สะท้อนออกมา และเป็นอย่างที่เห็นนั่นเอง

วันนี้ที่พร้อมจะส่งต่อประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถให้กับผู้คน ในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็น
ความรู้ทางด้านการดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ การเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง และความรู้ด้านการตลาดซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้คนอย่างแน่นอน แล้วผมจะทยอยเล่าให้ฟังนะครับ

#MrSaen
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย
#1DayGoodThing
#ChangeYourLife
#DzyneYourLife