โลกหมุนตาม “การตลาด”

คุณเคยสังเกตมั๊ยว่า โลกเราเปลี่ยนไปเร็วมาก
เร็วมากจนบางทีเราก็รู้สึกว่า “เราตามไม่ทัน”
และการเปลี่ยนในแต่ละครั้ง มันจะมี “ผู้นำเทรนด์”
หรือ “ผู้สร้างกระแส” ที่ออกมาบอก ออกมาเล่า
และให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ

สิ่งที่สำคัญมันคือว่า…
ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงนั้นมันเกิดขึ้นมาเพื่อ
ตอบสนองความต้องการที่มากขึ้นของผู้คน
จะเห็นได้ว่า “หลักการยังคงอยู่ ที่เปลี่ยนแปลงคือวิธีการ”
.
หลักการที่ว่านั้นคืออะไร?
มันคือ “การตอบสนองความต้องการของมนุษย์”
โจทย์ของการตลาดก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสนองความต้องการของมนุษย์ได้? สินค้า และบริการจึงจะเกิดขึ้นตามมา หลังจากที่ทราบความต้องการนั้นๆ แล้วต่างหาก
.
ส่วน “วิธีการ” ก็คือ
เครื่องมือ และวิธีการใช้เครื่องมือนั้นนั่นเอง
เช่น ครั้งหนึ่ง Hi5 คือสุดยอด Social Media อันดับหนึ่ง
ต่อมาไม่นาน ก็ถูกเทคโนโลยีของ Facebook กลืนกิน
จนกระทั่งปัจจุบันก็กำลังจะเปลี่ยนมือเป็น tiktok
อย่างสมบูรณ์ในไม่ช้า อย่างที่พวกเรารู้กันนั่นเอง
.
จะเห็นได้ว่า Trendsetter หรือ Creator จะเป็นผู้กำหนดเทรนด์
เป็นผู้นำกระแส เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง
และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
.
และที่สำคัญที่สุดคือ
คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ “มีรายได้ระดับสูง” ก่อนใคร
และมักจะยืนระยะอยู่จนกว่าจะมีคลื่นลูกใหม่
ตามมากระทบนั่นเอง
.
จะเห็นได้ว่า “การตลาด” นี่แหละ
คือตัวการที่แท้จริง ที่กำหนดเทรนด์ และเปลี่ยนโลก
ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดตอนนี้ก็คือ
“คริปโต” ที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นผู้นำเทรนด์
.
เขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทย
ในแบบที่เอ่ยชื่อแบรนด์ ก็เห็นหน้าเจ้าของทันที
ถึงกับขนาดที่ ธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่ง
แถลงข่าวว่าจะซื้อหุ้นใหญ่ แบบที่เรียกว่า X กันเลยทีเดียว
แม้ว่าในปัจจุบันจะยกเลิกการเข้าซื้อหุ้นแล้วก็ตาม
แต่ก็ต้องยอมรับว่า “มันคือสิ่งใหม่ที่ไหลเข้ามา” ในสังคม
.
สิ่งที่ผมจะบอกทุกคนคือ… ก่อนทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม
จงเรียนรู้ “หลักการ” ให้เข้าใจดีพอเสียก่อน
แล้วค่อยศึกษา “เครื่องมือ และวิธีการ” ต่อไป
เพราะไม่อย่างนั้น คุณเองก็อาจจะตกเป็นเหยื่อ
ของ “การตลาด” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ข่าวดีก็คือ เพจๆ นี้ จะมาบอกให้ทุกคนรู้
เกี่ยวกับ “หลักการทางการตลาด” ที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์
ที่ไม่เคยมีวันเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม
.
ส่วน “เครื่องมือทางการตลาด” นั้น
เราจะเลือกเฉพาะอันที่เหมาะสมมาให้เพื่อนๆ ได้เรียนรู้เท่านั้น
เครื่องมือที่ “ไม่จำเป็น” เพื่อนๆ สามารถหาได้ทั่วไป
เพราะมีอีกหลายโค้ช หลายครูที่พร้อมจะสอนพวกคุณอยู่แล้ว
.
คราวนี้ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วแค่ไหน
ถ้าเราเข้าใจ “แก่น” ของการตลาดแล้ว
เราจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
แม้ว่าจะมี “กระพี้ และเปลือก” อีกมากมายให้เรียนรู้ก็ตาม

.
ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคน
และสามารถนำความรู้ต่างๆ ที่ได้จากเราไปปรับใช้
กับธุรกิจของคุณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ
และผลลัพธ์มากยิ่งขึ้นนะครับ
.

ร่วม Comment พูดคุย หรือแบ่งปันประสบการณ์ได้ 
โดยพิมพ์มาที่ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะครับ
.
แล้วพบกันใหม่บทความต่อไป

#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ
#MrSaen

เถียงกันให้ตายก็ไม่มีใครชนะ ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องนี้

พอพูดถึงเรื่องการขาย กับการตลาดแล้ว
มันเหมือนกับพูดถึงไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนยังไงก็ไม่รู้

ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ บริษัทไหนๆ ที่ไปช่วยเรื่องการตลาดมาก็จะประมาณนี้อ่ะ
ฝ่ายขายก็ว่า “Lead มันห่วย”
การตลาดก็จะบอกกลับเลยว่า “Sale นั่นแหละที่ห่วย”
เป็นอย่างนี้ตลอด
.
แต่หากจะพูดให้เข้าใจในสไตล์ของผมแล้ว
ผมจะบอกว่า คุณต้อง “เข้าใจ” บทบาทและหน้าที่ของมันก่อน
ซึ่งหากคุณเข้าใจมันแล้ว.. คุณจะไม่มานั่งเถียงกันอีกเลย
ไม่มาโยนกันไป โยนกันมาจนเจ้านายเอือมระอาหรอก

“ฝ่ายการตลาด” ทำหน้าที่ สร้างกระบวนการขาย
ส่วน “ฝ่ายขาย” ทำหน้าที่ ปิดการขาย

แบบนี้ชัดมะ?? ยังต้องเถียงกันอีกมั๊ย??
.
เอาจริงๆ แล้ว “การตลาด” เนี่ยได้เค้าทำการขายมาตั้งแต่แรกแล้ว
เพราะเค้าได้ทำการ “สื่อสาร” กับลูกค้าตั้งแต่แรกแล้ว
.
ด้วย Brochure ด้วยคำโฆษณา ด้วย Copywriting ด้วยการทำภาพที่สวยงาม
ที่สื่อออกไปหากลุ่มเป้าหมายแล้ว กลุ่มเป้าหมายอยากติดตาม อยากค้นหา ฯลฯ
นั่นแหละ.. การขายมันเริ่มต้นไปแล้ว
.
หน้าที่หลักของการตลาดคือ ต้องทั้งโน้มน้าว ยั่วยวน และถึงขั้นแอบขู่บ้างเล็กน้อย
จนลูกค้าต้องติดต่อขอมาดู มาชมสินค้ากันไปแล้ว
นั่นแหละ… คือ “กระบวนการขาย”
ซึ่งเป็นหน้าที่ของ “ฝ่ายการตลาด”
.
เพราะฉะนั้น… ลูกค้าที่มาถึงหน้าร้านแล้ว ไม่ว่าจะมาเอง หรือหลงทางมา
หรือมาจากการโน้มน้าว ยั่วยวนของฝ่ายการตลาดก็ตาม
ย่อมต้องหมายถึง “ว่าที่ลูกค้า” อย่างไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น
.
ฝ่ายขายต้องทำหน้าที่ของตัวเองคือ “ปิดการขาย” เท่านั้นครับผม
.
และคำถามแรกที่ต้องถามลูกค้าคืออะไรล่ะครับ??
คุณต้อง “เช็ค” ว่าที่ลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรกครับ
ว่าเค้ารู้จักคุณได้อย่างไร ช่องทางไหน หรืออย่างไร
.
ซึ่งสิ่งนี้สำคัญมาก และต้องทำทุกครั้งก่อนปิดการขายนะครับ
.
เพราะถ้าเค้าผ่านมือการตลาดมาแล้ว
คุณก็ต้องเช็คกับเค้าก่อนว่าเขาเข้าใจมาในระดับไหนแล้ว
คุณจะได้สื่อสารต่อให้ถูกต้องตรงประเด็น ไม่เสียเวลา
(เพราะลูกค้าสมัยนี้เค้าชอบความเร็วครับ)
.
แต่ถ้าลูกค้าบังเอิญผ่านมา (Walk in)
แวะมากินกาแฟร้านข้างๆ แล้วก็เลยเข้ามา
คุณก็จะได้รู้.. เพื่อที่คุณจะได้ทำการ “เปิดใจ” กันเสียก่อน
ไม่ใช่หลับหู หลับตาขายตะพรึด ตะพรือ นะครับ
.
เพียงเท่านี้.. คุณก็ทำงานสอดประสานกันได้อย่างลงตัวแล้ว
ต่างคนต่างรู้หน้าที่ และมีข้อมูลอันเดียวกัน
ทำงานต่อได้สบายมาก
การตลาดเปิดใจมาแล้ว ยั่วมาแล้ว โน้มน้าวมาแล้ว
ฝ่ายขายก็เตรียมโชว์ฝีมือการปิดการขายอย่างเดียว
.
ปิดการขายได้ ก็ทำบันทึก ลงทะเบียนลูกค้า
จากนั้นก็แนะนำฝ่ายบัญชี และ Customer service ให้ลูกค้าต่อไป
ดูแลกันเป็นระบบ ไม่ปวดหัว ไม่ต้องมาทะเลาะกันด้วย
เกิดปัญหาอะไรมาระหว่างทาง Customer Service ก็สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทัน
.
ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
ให้เข้าใจบทบาท หน้าที่รับผิดชอบของตัวเองอย่างถูกต้อง
และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะครับ
.
แล้วพบกันใหม่บทความต่อไป
.
ร่วม Comment พูดคุย หรือแบ่งปันประสบการณ์ได้ 
โดยพิมพ์มาที่ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะครับ

#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ
#MrSaen