เพิ่งรู้!!  ออกกำลังแบบนี้ดีที่สุด สำหรับคนอายุ 50 ขึ้นไป

คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวการออกกำลังกายที่ถูกต้อง เหมาะสมมากมายจากสื่อ Social แต่หากเป็นการออกกำลังที่เหมาะสมกับวัย 50 up แล้วล่ะก็.. ฟังทางนี้ได้เลยครับ

คุณรู้หรือไม่ว่า อายุเริ่มนับจากเท้า เด็กอ่อนเกิดใหม่จะพยายามเคลื่อนไหวเท้าก่อน และเท้าเด็กจะเริ่มแข็งแรงก่อน แขน ลำคอ เด็กอ่อนจะเริ่มยกเท้าได้ก่อนแขน สามารถยกเท้ามาใส่ปากอมเล่นได้

ขาทั้งสองข้างของคนเรานั้น มีเส้นประสาทอยู่ประมาณ 50% ของร่างกาย

มีเส้นเลือดถึง 50% ของเส้นเลือดทั้งหมดในร่างกาย ทำให้มีโลหิตไหลผ่านขาถึง 50% ของโลหิตทั้งหมดในร่างกาย

ดังนั้น เมื่อขาทั้งสองข้างของเราแข็งแรง ก็จะทำให้หัวใจแข็งแรง ไม่มีโรคหัวใจ โรคอื่นก็จะไม่ถามหา รวมถึงเมื่อเลือดสูบฉีดดีก็จะทำให้คุณดูมีสุขภาพแข็งแรง และดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอนะครับ

ที่สำคัญการออกกำลังขานั้น ไม่มีสายเกินไป แม้คุณจะอายุเกิน 60 ปีไปแล้วก็ตาม

และการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับสำหรับคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปก็คือ “การเดินเร็ว” นั่นเอง

ไม่ใช่ว่าการวิ่งไม่ดีนะครับ การวิ่งถูกพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คนมาแล้วมากมาย เพียงแต่ว่าหากคุณอายุเกิน 50 ไปแล้ว คุณไม่ควรวิ่ง แต่ให้ใช้การเดินเร็วแทน เพราะมันจะให้ผลเท่ากับการวิ่งแต่จะไม่อันตรายกับข้อเข่า และข้อเท้า และยังจะช่วยเสริมให้ทุกส่วนของร่างกายคุณแข็งแรงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ผมเริ่มออกกำลังขาอย่างจริงจัง เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยทุกวันผมจะเดินเร็ว สลับช้าบางจังหวะ และจะไม่มีการผ่อนหยุดคุยกับใครเลยตลอด 30 นาที แต่ผมจะฟังคลิปที่มีประโยชน์แทน ซึ่งผมรู้สึกว่าร่างกายผมดีขึ้นกว่าเดิมมาก

สำหรับคน GEN X อย่างเราๆ ท่านๆ ถ้าเป็นไปได้ หาเวลาออกกำลังกายโดยการเดินเร็วอย่างน้อวันละย 30 นาทีทุกวัน หรืออาจะเว้นสักวัน 2 วันก็ได้ (ถ้ารู้สึกว่ามันเครียดเกินไป) เพื่อให้แน่ใจว่า ขาของคุณได้รับการออกกำลังอย่างเพียงพอและกล้ามเนื้อขาของคุณยังคงแข็งแรงอยู่เสมอ

และนี่คือการออกกำลังที่ดีที่สุดสำหรับคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปนั่นเอง

.
ซึ่งคุณสามารถนำข้อมูลนี้ไปแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ หรือญาติพี่น้องของคุณที่กำลังจะเริ่มเข้าสู่วัยทองได้เลยนะครับ
.
ร่วม Comment พูดคุย หรือแบ่งปันประสบการณ์ได้
โดยพิมพ์มาที่ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะครับ
.
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ
#MrSaen

ถ้าคุณไม่เคยมีเงินในหัว คุณก็จะไม่มีทางมีเงินในมือ

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินประโยคนี้ แต่ก็อาจจะมีหลายๆ คนที่ยังไม่เคยได้ยิน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า “เราเป็นอย่างที่เขาว่า ” หรือป่าว

คำกล่าวนี้ ความจริงแล้วมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทั่วไปอยู่แล้ว
ในการที่จะทำอะไรสักอย่างนั้น เราต้องมีการสร้างภาพล่วงหน้าเอาไว้ก่อน
(หรือใครบางคนอาจจะไม่เคย?)

เวลาเราอยากกิน ข้าวมันไก่ เรานึกถึงภาพข้าวมันไก่ก่อนมั๊ย?
เวลาเราอยากไปเที่ยวเกาะเสม็ด เราเห็นภาพชายหาดที่น้ำทะเลโคตรใสอยู่ในหัวก่อนหรือป่าว?
เวลาเราได้รถ BMW คันใหม่ เราเห็นภาพรถคันนั้นอยู่ในหัวเราก่อนหรือป่าว?
และอีกหลายๆ เวลา หรือจะเรียกได้ว่า “ทุกเวลาที่เราเกิดความต้องการ” เลยก็ว่าได้

หรืออีกมุมหนึ่ง
เวลาเราไม่อยากไปหาหมอ เพราะเราเห็นภาพหมอกำลังฉีดยาเราอยู่หรือป่าว?
เวลาเราอยู่บนที่สูงๆ เราจะเห็นภาพที่เราอาจจะตกลงไปก็ได้ใช่หรือป่าว?
เวลาเราเดินคนเดียวในที่เปลี่ยวๆ ตอนกลางคืน เราจะรู้สึกมีใครแอบตามเราอยู่หรือป่าว?
และอีกหลายๆ เวลา หรือจะเรียกได้ว่า “ทุกเวลาที่เราเกิดความกลัว ความไม่ปลอดภัย” เลยก็ว่าได้

ไม่ว่าจะ “มี หรือไม่มีความต้องการ”
สิ่งที่เราจะมีควบคู่กันตลอดเวลาคือ “ภาพแห่งจินตนาการ”
ซึ่งมันจะต้องเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนในหัวของเรา
ส่วนมันจะเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ ก็อยู่ที่ความเข้มข้นในความเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น
รวมถึงการลงมือทำอะไรบางอย่างที่สอดคล้องกับภาพนั้นๆ
โดยมันจะมีพลังงานบางอย่างที่ผลักดันให้ภาพนั้นๆ เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งเสมอ

ผมมักจะเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกสาวฟังอยู่เรื่องหนึ่ง
ผมเรียกมันว่า “ดินแดนมหัศจรรย์”

เรื่องมันมีอยู่ว่า
มีชายขอทานยากจนคนหนึ่ง ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จสักอย่าง
เขารู้สึกเหนื่อย และท้อแท้เป็นอย่างมาก และคับข้องใจเหลือเกินว่า
ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงต้องมาเกิดขึ้นกับตัวของเขาด้วย
เขาจึงตะโกนขึ้นไปบนฟ้าว่า
“ทำไมพระเจ้าถึงทำกับข้าแบบนี้ ข้าทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จเลย”

ทันใดนั้น พระเจ้าก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วถามชายคนนั้นว่า
“เจ้าต้องการอะไรหรือ ถึงได้ร้องเรียกหาข้า?”

ชายคนนั้นก็ได้เล่าเรื่องทุกอย่างให้พระเจ้าฟัง

เมื่อพระเจ้าได้ยินดังนั้นก็อมยิ้มอยู่ในใจ แล้วก็บอกกับชายคนนั้นว่า
“เอาล่ะ.. ข้าจะพาเจ้าไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ ณ ตอนนี้เลย เจ้าอยากจะไปมั๊ยล่ะ?”
“ที่นั่น.. เจ้าเพียงคิดเท่านั้น.. แล้วเจ้าก็จะได้ทุกอย่างอย่างที่เจ้าต้องการในทันทีเลย”

ชายคนนั้นตอบพระเจ้าทันทีโดยไม่คิดอะไรเลยว่า
“ไปซิครับท่าน.. ท่านพาข้าไปตอนนี้เลยได้มั๊ย?”

“ได้สิ.. แต่เจ้าต้องหลับตาก่อนนะ”
“แล้วเมื่อข้าบอกให้เจ้าลืมตาขึ้นมา เจ้าก็จะได้อยู่ในดินแดนมหัศจรรย์แล้ว” พระเจ้าตอบ

ชายหนุ่มรีบหลับตาทันที
และเพียงไม่กี่อึดใจ.. พระเจ้าก็บอกว่า
“ลืมตาขึ้นมาได้ ตอนนี้เจ้าได้อยู่ในดินแดนมหัศจรรย์แล้ว”
จงใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าต้องการให้เต็มที่เลย.. ข้าไปล่ะ
แล้วพระเจ้าก็หายตัวไป

ชายคนนั้นยังไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่พระเจ้าพูดนัก
จึงลองคิดถึงผลไม้หลายชนิด เพราะเขาหิวมาก เนื่องจากยังไม่ได้กินอะไรเลย
พลันผลไม้หลากหลายชนิดก็ปรากฏตรงหน้าของเขา
มันทำให้เขาตื่นเต้น และดีใจมากๆ ที่คำพูดของพระเจ้าเป็นจริง
แล้วเขาก็กินผลไม้นั้นอย่างเอร็ดอร่อย

และเมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เขาก็คิดถึงที่นอนนิ่มๆ ที่นอนสบายที่สุด
เพราะเขาไม่เคยได้นอนดีๆ เหมือนคนอื่นเลย อาศัยหลับนอนใต้สะพานเสียเป็นส่วนใหญ่

พลันก็ปรากฏที่นอนที่นอนหลับสบายที่สุดมาอยู่ตรงหน้าของเขา
เขาจึงรีบขึ้นไปนอนบนที่นอนนั้นทันที พลันรู้สึกว่าสบายเหลือเกิน
แล้วเขาก็ผล็อยหลับไป เพราะความเหนื่อย กอปรกับความสบายของที่นอนนั้นๆ

เวลาผ่านไปจนกระทั่งพลบค่ำ อากาศเรื่มเย็นลง เขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากที่นอนนั้น
เขาเริ่มมองออกไปรอบๆ ตัว สายลมที่พัดเอื่อยๆ แต่หอบความหนาวเข้ามาด้วย
ทำให้เขาเริ่มรู้สึกวังเวง และเกิดความกลัวขึ้นมาในหัวใจ

พลางคิดไปว่า.. สภาพวังเวงแบบนี้มันต้องมีภูติผี ปีศาจอยู่รอบๆ ตัวเขาแน่ๆ เลย
ซึ่งพวกมันจะต้องออกมาหลอกหลอน และทำร้ายฉันแน่ๆ เลย.. ฉันจะทำยังไงดี????
ทันใดนั้นเอง.. ก็ปรากฏปีศาจร้ายนานาชนิด ออกมาจากทุกด้าน พุ่งตรงเข้ามาหาเขา
พร้อมทั้งกรีดร้อง และจะเข้ามาทำร้ายเขา

เขาตกใจสุดขีด พร้อมกับตะโกนออกมาด้วยความกลัวว่า “ช่วยด้วยยยยยยย!!”
ในใจเขาก็คิดว่า.. ภูติผีมากมายขนาดนี้ เข้ามาหลอกหลอนทำร้ายเขา เขาคงไม่รอดแน่ๆ
เขาต้องตายแน่ๆ เลย

เมื่อสิ้นความคิดนั้น.. เขาก็เสียชีวิตทันที
แล้วทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

พระเจ้าก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมทั้งเปรยด้วยความปลงว่า
เฮ้อ! เจ้ามนุษย์เอ๋ย.. ข้าได้มอบสิ่งที่พิเศษที่สุดให้กับเจ้าแล้ว แต่เจ้าก็กลับไม่เคยเรียนรู้ ไม่มีวินัย สุดท้ายเจ้าก็ไม่เหลืออะไรเลย.. ข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้จริงๆ

จากการตายของชายคนนี้ พระเจ้าจึงได้ทำการแก้ไขเอาไว้หนึ่งอย่างก็คือ
พระเจ้าได้ยืดเวลาระหว่างการคิดแล้วปรากฏขึ้นทันทีให้มันยาวออกไป
ให้มันผ่านการกลั่นกรองที่ดีแล้วเท่านั้น แต่ท่านจะให้สิ่งที่คิดเกิดขึ้นได้เร็วมาก
กับเฉพาะคนที่ “มีความเชื่ออย่างเข้มข้น” เท่านั้น

แล้วพระเจ้าก็หายไป

นิทานเรื่องนี้สอนอะไร?

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราทุกคนมีสิ่งที่พิเศษที่สุดอยู่กับตัวอยู่แล้ว
เรามี “ดินแดนมหัศจรรย์” อยู่กับตัวอยู่แล้ว.. แต่เรากลับใช้มันไม่เป็น
เรามัวแต่ “คิดลบ” ฟังแต่เรื่องลบๆ สนใจเรื่องราวของคนอื่น อยากรู้เรื่องราวของคนอื่น
จับกลุ่มกันนินทาคนโน้น คนนี้ โดยไม่เคยมองตัวเอง ไม่เคยฝึกจิต ฝึกใจตัวเอง

แล้วเจ้าจะได้ดีได้อย่างไร?

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำเร็จ หรือเรื่องเงิน หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่
หากเรามัวแต่ตั้งคำถาม สงสัย แต่ไม่เคยคิดถึงภาพแห่งความสำเร็จ
ไม่เคยจินตนาการถึงความหอมหวานของความสำเร็จ ของสิ่งที่ตั้งใจไว้
แต่กลับคิดว่า ฉันจะทำได้เหรอ? มันยากเกินไป? ไม่มีทางแน่นอน!
ฉันนึกภาพว่าฉันเป็นคนรวยไม่ออกหรอก

ทุกความคิด มันถูกบันทึกไว้ในดินแดนมหัศจรรย์หมดแล้ว
และรับรองว่ามันจะปรากฏขึ้นมาดั่งที่คิดไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะคิดดี หรือไม่ดีก็ตาม

“ถ้าคุณไม่เคยคิดว่า “มีเงิน” อยู่ในหัวคุณมาก่อน
คุณก็จะไม่มีทาง”มีเงิน”ในมืออย่างแน่นอน”

#MrSaen
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ

พนักงานประจำทำออนไลน์ แต่ไปไม่รอดเพราะอะไร

มีหลายคนที่อยากออกจากงานประจำ แล้วหันมาทำออนไลน์เพราะเห็นใครๆ ที่ทำกันต่างก็รวยเอาๆ แต่พอลองทำเข้าจริงๆ แล้วกลับพบว่า “ไปไม่รอด”

คุณเคยสังเกตบ้างมั๊ย?มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่
เมื่อออกมาทำธุรกิจเองมักจะ “ไปไม่รอด” ในครั้งแรกๆ

นั่นก็เพราะว่าระบบความคิด หรือ Mindset ของเค้า
“ยังไม่ได้เปลี่ยน”

เค้ายังคิดถึง “ความคุ้มค่า” และ “ความปลอดภัย”
ซึ่งนั่นก็หมายถึง “การได้เงินเดือนที่แน่นอน”
และงานนั้นก็เป็นงานที่ “คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ”
จึงต้องใช้ “แรงงาน และเวลา” แลกกับ “ราคา”

ในขณะที่คนทำธุรกิจนั้น
จะมองที่ “ผลกำไรจากการลงทุน”
เงินที่ลงไปนั้นไม่ได้หายไปไหน
แต่มันไปทำงานสร้างผลกำไร

คนกลุ่มนี้จะใช้ “คุณค่า” แลกกับ “ราคา”
ยกตัวอย่าง Mindset ง่ายๆ ที่เห็นภาพชัด
หากพนักงานเงินเดือนประจำทำเพจ
แล้วต้องใช้เงิน 20,000 บาท เพื่อยิงแอดโฆษณา
เค้าจะเลือกที่จะไม่ยิงแอดนั้น
แต่เค้าจะใช้เงิน “น้อยที่สุด” เพราะเค้ากลัว “ขาดทุน”

ในขณะที่คนทำธุรกิจจะรู้ดีว่าการใช้เงิน 20,000 บาทนั้น
จะทำให้เค้าได้ลูกค้ามากพอที่จะทำกำไรได้
เค้าจะใช้เงินนั้นทันที
เพราะจะทำให้ “เขาได้กำไรมากที่สุด”

การทำธุรกิจจากที่บ้าน
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ทำธุรกิจ”
เพราะฉะนั้น คุณต้องเข้าใจ
และ “สวมการเป็น” นักธุรกิจให้ได้ก่อน

ค่าใช้จ่ายในการบริหารธุรกิจทุกบาท ทุกสตางค์ คือ “การลงทุน”
ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าพนักงาน ค่าผลิต ฯลฯ
และเจ้าของธุรกิจก็มีหน้าที่ในการ “บริหารธุรกิจ” ของตัวเอง

พนักงานประจำที่ยังมี Mindset แบบเดิม
ก็มักจะทำแบบที่เคยทำ
คือมักจะ “ใช้เวลา” ไปแลกด้วยการ “ทำเองทั้งหมด”
เพื่อให้ได้เงินมากที่สุด และจ่ายน้อยที่สุด

ในขณะที่คนทำธุรกิจ
จะยอม “จ้างพนักงาน” ให้ “ทำแทนตัวเอง”
แล้วเอาเวลาไปหาเงินทางอื่น

หรือมุ่งเน้นการตลาด
เพื่อให้เกิดผลกำไรให้กับธุรกิจมากที่สุด

หากคุณอยากทำธุรกิจ
แล้วยังไม่เข้าใจเรื่อง Mindset ในข้อนี้
ผมขอแนะนำว่า “อย่าเพิ่งกระโดดเข้ามา” เลยครับ
เพราะมันจะมีแต่ “เจ๊า กับเจ๊ง” เท่านั้นเอง

ร่วม Comment พูดคุย หรือแบ่งปันประสบการณ์ได้
โดยพิมพ์มาที่ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะครับ
.

#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ
#MrSaen

การตลาด กับการขาย อะไรสำคัญกว่ากัน

นี่คืออีกหนึ่งในปัญหาโลกแตกที่มักจะเกิดขึ้นแทบทุกองค์กร ที่ทั้ง 2 แผนกนี้มักจะ “ไม่ลงรอยกัน” ในกรณีที่เกิดปัญหาก็มักจะโยนกันไป โยนกันมา แต่ถ้าเกิดประโยชน์ก็จะบอกว่า “ฉันนี่แหละ” ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

มันคือปัญหาโลกแตกจริงๆ แล้วก็เป็นอย่างที่ผมเกริ่นไว้จริงๆ
ถ้าไม่เชื่อคุณลองไปถามบริษัทเพื่อนๆ ของคุณดูได้เลย
ผมว่า 9 ใน 10 จะตอบประมาณนี้แหละ

แล้วความจริงมันคืออะไรล่ะ ผมเล่าให้ฟังอย่างนี้ก็แล้วกัน..

ความจริงคือมันสำคัญทั้งสองอย่างนั่นแหละ แต่มันขึ้นอยู่กับว่า
สินค้าหรือบริการของคุณนั้น มันเป็นสินค้าหรือบริการประเภทไหนมากกว่า

คุณลองคิดถึงการขายสินค้าในสมัยก่อนดูนะครับ
มันเป็นอะไรที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนเลย โฆษณากันแบบตรงๆ โจ๋งครึ่มเลย
ซึ่งส่วนใหญ่สินค้าที่โฆษณาแบบนี้จะเป็นประเภท B2C
หรือสินค้าประเภทอุปโภค บริโภคกันเสียมากกว่า
แล้วก็ยังไงล่ะ?? เขามักจะปิดท้ายด้วยคำว่า หาซื้อได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไป

พอคนเห็นโฆษณาก็จะไปเดินหาซื้อตามห้างสรรพสินค้าละ
พอเห็นมันตั้งตระหง่านอยู่ใน Shelf ก็สอยลงมาละ
แล้วก็เดินไปจ่ายตังค์… จบข่าว

ในกรณีแบบนี้เขาเรียกว่า “การตลาดนำ” และไม่ต้องปิดการขายเลย
เพราะมันจบที่เดียวในโฆษณาอยู่แล้ว
นั่นก็เพราะว่ายุคนั้นคือยุคที่ Demand สูง เป็นยุคอุตสาหกรรม
ไม่เหมือนในปัจจุบันที่มันกลายร่างเป็นยุค 5G ไปเรียบร้อยแล้ว

แล้วหากไม่ใช่สินค้าอุปโภค บริโภคล่ะ? ขายกันยังไงเหรอ?
อันนี้แหละที่เป็นที่มาของข้อโต้แย้งกันว่า “การตลาดกับการขาย อะไรสำคัญกว่ากัน”

คุณลองคิดถึงการหาซื้อทีวีจอใหญ่ๆ สักเครื่องนึง (เอาไว้ดูถ่ายทอดฟุตบอลโดยเฉพาะ)
คุณจะเห็นโฆษณาตามสื่อโทรทัศน์ไม่น้อยกว่า 4-5 แบรนด์
คำถามคือ แล้วคุณจะซื้อแบรนด์ไหนดีล่ะ?

สุดท้ายก็คือ คุณต้องไปเลือกซื้อตามห้างใหญ่ๆ ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าขายเท่านั้น
หรือไม่ก็.. คุณก็ต้องไปซื้อตามศูนย์ หรือร้านตัวแทนจำหน่ายเฉพาะเท่านั้น
ซึ่งพอไปถึง มันก็จะมีให้คุณเลือกอีกมากมาย หลายรุ่น หลายแบบ หลายราคา
และคนที่คุณจะต้องคุยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ Sales นั่นเอง

และเมื่อคุณได้พูดคุย ถามถึงข้อดี ข้อเสีย เพื่อเปรียบเทียบ “ความคุ้มค่า” แล้ว
คุณจึงตัดสินใจเลือกแบรนด์ใด แบรนด์หนึ่ง
อาจจะไม่ใช่สเปคที่คุณดูมาจากทีวีก็ได้ อาจจะถูกหรือแพงกว่าที่ดูโฆษณามาก็ได้
หรืออาจจะเปลี่ยนใจไปซื้อ Projection TV เลยก็ได้

ตรงนี้แหละคือข้อแตกต่างที่ Sales เริ่มเข้ามามีบทบาทในการ “ปิดการขาย”
และทำให้ลูกค้า “ตัดสินใจ” ซื้อสินค้าที่ตัวเองให้คำแนะนำนั่นเอง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว.. คุณคิดว่า
การตลาด กับการขาย อย่างไหนที่มันสำคัญกว่ากันล่ะครับ?

การตลาดคืออะไร

ผมขอนิยามคำว่าการตลาดแบบง่ายๆ ไม่ต้องหลักวิชาการอะไรกันมากมายนะครับ เพื่อที่จะได้เห็นภาพ และเข้าใจกันให้มันง่ายยิ่งขึ้น “การตลาดคือการโน้มน้าวเพื่อให้ลูกค้าเกิดความต้องการสินค้า รวมถึงสร้างช่องทาง และเคลื่อนสินค้านั้นๆ ไปให้ลูกค้า”

ดังนั้น การตลาดจะต้องเกิดขึ้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตั้งแต่การหาว่าลูกค้าคือใคร มีความจำเป็น หรือความต้องการสินค้ามากน้อยแค่ไหน และชอบรวมตัวกันอยู่ที่ไหน
ช่องทางในการเข้าถึงเขาเหล่านั้นคืออะไร และเนื้อหาใดที่จะโน้มน้าว หรือทำให้เขาเหล่านั้นพบเห็นได้ง่าย พร้อมทั้งสร้างอะไรบางอย่างให้เขาเหล่านั้นเกิดความสนใจ และค้นคว้าหาข้อมูล จนกระทั่งเกิดความเชื่อมั่นในระดับนึงแล้ว จึงเกิดความรู้สึก อยากเห็นสินค้าจริงๆ อยากทดสอบ ทดลอง หรือได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากพนักงานขาย ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ (หรือไม่ซื้อ) สินค้านั้นๆ

สรุปสั้นๆ คือ การตลาดคือ “การโน้มน้าว” ให้เกิดความต้องการซื้อ นั่นเอง
ซึ่งผมมักจะมีประโยคฮาๆ ที่ตัวเองชอบพูดกับน้องๆ ทีมงานบ่อยๆ คือ
“เดี๋ยวจะเขียนขายให้แบบอ่านแล้ว “น้ำเดิน” กันเลยทีเดียว” 55555

จะเห็นได้ว่า คำว่า การตลาดมันคือ กลยุทธ์ คือวิธีการ คือแนวคิด คือการสร้างสรรค์
ทั้งในส่วนของเนื้อหา และเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ และติดต่อสื่อสารกับลูกค้า
ในแบบที่บางครั้ง ลูกค้าก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังถูกขาย (ด้วยการโน้มน้าว) อยู่
ซึ่งมันเป็นงานที่ต้องทำตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำเลยทีเดียว

การขายคืออะไร

การขายนั้น เป็นคำที่ถูกเรียกกันมาอย่างผิดๆ (ในความรู้สึกของผมนะ)
จริงๆ แล้วมันต้องพูดว่า “การปิดการขาย” มากกว่า
เพราะ “การขาย” นั้นมันอยู่ในขั้นตอนของการทำการตลาดอยู่แล้ว (โน้มน้าว) นั่นเอง

เพราะฉะนั้น การปิดการขายมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ
ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้า “ตัดสินใจ” ซื้อสินค้า หรือบริการของเรา
ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็น “การให้ข้อมูล” การเพิ่มมูลค่าด้วยการแจก แถม หรือสมนาคุณด้วยสินค้าพิเศษอื่นๆ เป็นต้น
เพื่อเป็นการเสริม และสร้างแรงจูงใจให้กับลูกค้าในการ “ตัดสินใจ” ซื้อสินค้านั่นเอง

และนี่ก็คือ เรื่องราวสุดคลาสสิคที่เหมือนกับ “ไก่ กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน” นั่นเอง
ส่วนเรื่องของแผนกการตลาด ที่มักจะไม่ลงรอยกับฝ่ายขายนั้น
จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก มันเป็นเรื่องของศักยภาพของตัวบุคคลมากกว่า
หากเอางานเป็นที่ตั้งแล้ว มันก็จะต้องร่วมมือกันเพราะการตลาดทำมาให้ทุกอย่างแล้ว
ตั้งแต่ลูกค้าไม่รู้จัก จนรู้จัก สนใจ หาข้อมูล เกิดความต้องการ และอยากสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองว่าจะ “ตัดสินใจไม่ผิดพลาด” จนกระทั่งถึงมือ Sales
ซึ่ง Sales เองก็มีหน้าที่เพียงแค่ ให้ข้อมูล ตอบข้อโต้แย้ง ชี้นำให้เห็นถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ และใช้กลยุทธ์ในการทำให้ลูกค้า “ตัดสินใจ” ก็เท่านั้นเอง

หวังว่าต่อจากนี้ บริษัท หรือองค์กรใดที่ 2 แผนกนี้ชอบตีกันที่ได้อ่านบทความนี้
จะเลิกตีกัน เลิกโยนกันไป-มา และหันหน้ามาจับมือกันทำงาน
สร้างประโยชน์ สร้างรายได้ให้กับองค์กร ให้กับบริษัทกันดีกว่านะครับ

แล้วคุณพี่ที่อ่านอยู่… มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ
ร่วมแสดงความคิดเห็น Comment พูดคุย หรือแบ่งปันประสบการณ์ได้
โดยพิมพ์มาที่ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะครับ

#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำซะ
#MrSaen

ผลวิจัยชี้ชัด คนไทยทำงานเพราะอยากรวย

หนึ่งในสาเหตุที่อาชีพขายของออนไลน์ทำให้คนรวยได้มากมายนั้น ก็เพราะสภาพเศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนไป จึงทำให้พวกเขามีความคิดที่
“อยากมีเงิน อยากรวย.. และต้องรวยเร็วด้วยเท่านั้น”


ซึ่งก็มีทั้งคนที่ทำสำเร็จ และคนที่ล้มเหลวคละเคล้ากันไป
นั่นแปลว่า มันต้องมีอะไรสักอย่างที่กลุ่มคนที่ล้มเหลวไม่รู้
.
แล้วไอ้สิ่งที่พวกเขาไม่รู้นั้นมันคืออะไรกันล่ะ??
เราจะทำอย่างไรจึงจะสำเร็จได้อย่างคนอื่นบ้างล่ะ”
.
จากที่ได้พูดคุย และศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้มานานพอสมควร
มันทำให้ผมรู้ว่า ต้องเปลี่ยนที่วิธีคิดเสียก่อนเป็นอันดับแรก
เมื่อวิธีคิดของเขาเปลี่ยน วิธีการของเขาจะเปลี่ยนตามไปเอง
.
คนสำเร็จทุกคน ต่างก็ผ่านความเจ็บปวดมาแล้วทั้งสิ้น
พวกเขาล้มเหลวมาจนกระทั่งแข็งแกร่ง แข็งแรง
และยืนหยัดเป็นเบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ตัวเองทำอยู่
.
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาคือ “วิธีคิด”
พวกเขาเรียนรู้ และเข้าใจถึง
ธรรมชาติของความสำเร็จอย่างลึกซื้ง
.
พวกเขาไม่กลัวที่จะลงมือทำ ทดสอบ ทดลอง
และไม่กลัวความล้มเหลว ไม่ว่าจะผิดพลาดสักกี่ครั้ง
พวกเขาจะมองว่ามันเป็นเพียงอีกทางหนึ่งที่ไม่ใช่ต่างหาก
พวกเขาจะทำมันต่อไป ทำต่อไป และทำต่อไป
จนกระทั่งเจอ “ทางที่ใช่”
.
และเมื่อนั้น อะไรก็จะหยุดพวกเขาไม่อยู่
Thomas Edison, Henry Ford, Steve Jobs, Jack Ma
และคนสำเร็จระดับโลกเกือบทุกคนผ่านเส้นทางนี้มาแล้วทั้งสิ้น
.
การตลาดออนไลน์ก็เช่นกัน
มันมีวิธีการหลากหลายรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
บางที.. สิ่งที่เคยเรียนรู้ และเคยสำเร็จมาก่อน
วันนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับคนไทยในปัจจุบันแล้วก็ได้
.
จงเรียนรู้ และทดสอบ ทดลอง และทำอย่างต่อเนื่อง
สักวันหนึ่ง.. ผลลัพธ์มันจะเกิดขึ้นมาเอง
แล้วมันจะขยายตัวไปเรื่อยๆ
เราพัฒนาตัวเองไว้ที่ไหน มันก็จะหยุดการเติบโตไว้แค่นั้น
อยากรวยมาก ก็ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง
.
วิธีคิดที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือ
“ทำอย่างไร จะช่วยให้ผู้คนได้เงินอย่างที่เขาต้องการ”
ถ้าคุณทำได้ ก็เตรียมตัวเป็น “คนสำเร็จ” ได้เลย

#MrSaen

ชีวิตที่เหลืออาจจะพัง! ถ้ายังไม่มีธุรกิจของตัวเองตั้งแต่วันนี้

บทเรียนการใช้ชีวิตที่คนสมัยก่อนทิ้งเอาไว้ให้เป็นแบบอย่าง เพราะเขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีชีวิต และสร้างครอบครัวด้วยอาชีพ ด้วยธุรกิจของตัวเองทั้งสิ้น

ที่เกริ่นมาแบบนี้ ก็เพราะว่าผมเห็นคนรอบตัวที่อายุ 40+ หลายคน
แต่คำถามสำคัญก็คือ “แล้วต้องทำธุรกิจอะไรที่จะมีเงินใช้ไปตลอดล่ะ?”

ใช่แล้ว! วิธีคิดง่ายๆ ก็คือ หากคุณต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท
ตลอดช่วงเวลาที่เหลือ สมมติว่าเราคิดว่าจะมีชีวิตอีก 20 ปี หรือ 240 เดือน
นั่นหมายความว่าคุณจะต้องมีเงินเก็บในวัยเกษียณถึง 7,200,000 บาท
แล้วต้องทำอาชีพอะไร หรือมีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ ่
จึงจะมีเงินเก็บได้ขนาดนั้นในเวลาที่เหลืออยู่
(สมมติว่าคุณอายุ 45 ปี แปลว่าคุณเหลือเวลาอยู่อีก 15 ปีเท่านั้น)
นี่ยังไม่นับเงินเฟ้ออีกประมาณปีละ 3% นะ

ผมเห็นคนสมัยก่อนส่วนใหญ่ (ตอนที่ผมเกิดมา) หากไม่นับคนงานที่รับจ้างทั่วไปแล้ว ทุกคนต่างก็มีอาชีพเป็นของตัวเองทั้งสิ้น
คุณแม่ของผมขายข้าวแกง ส่วนคุณพ่อก็มีเรือใบ และห่วงยางว่ายน้ำให้เช่า
น้าของผมก็ขายกาแฟ ขนมปัง และน้ำอัดลม
หรือครอบครัวเพื่อนๆ ก็มีร้านขายยา ทำอาชีพประมง อาชีพเกษตร ขายของในตลาด
มีร้านขายของชำ เปิดร้านอาหาร ออกรถสองแถว มีรีสอร์ตที่เกาะ ฯลฯ
นอกนั้นก็จะเป็นครอบครัวข้าราชการ เช่นทหารเรือ ครู ตำรวจ ฯลฯ
น้อยคนมากที่จะทำงานบริษัท หรือทำงานประจำและมีรายรับเป็นเงินเดือน

จนกระทั่งมาถึงยุคแห่งการทำงานบริษัท การทำงานสายโรงแรม ร้านอาหาร
ธุรกิจนำเที่ยว นายหน้าค้าที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ
ยุคที่คนส่วนใหญ่กลายเป็นพนักงานประจำ กินเงินเดือน

วันนี้ ผู้คนในรุ่นผมหลายคน ก็เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณกันแล้ว
แต่เพื่อนๆ หลายๆ คนยังทำงานประจำอยู่เลย
บางคนมีลูกหลานเยอะ กลับไม่ใช่เรื่องดี เพราะยังต้องดูแลกันอยู่จนถึงทุกวันนี้
แทนที่จะได้ฝากผี ฝากไข้ มันกลับฝากภาระ ฝากลูกหลานมาให้เลี้ยงซะงั้น…

และที่สำคัญคือ ในวันนี้หากเรายังไม่ใส่ใจเรียนรู้ เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ
มันจะทำให้เรามีชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น นี่คือเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
เราไม่มีทางที่จะทำงานประจำได้ไปจนแก่หง่อมอย่างแน่นอน
เพราะคงไม่มีใครจ้างเราแน่ๆ

สิ่งที่เราทำได้ในเวลานี้ก็คือ “มองหา และลงมือทำธุรกิจบางอย่าง” ที่ตอบโจทย์
ตอบโจทย์ข้างบนที่เราคิดไว้นั่นเอง โจทย์คือมีเงินเข้าประมาณเดือนละ 30,000 บาท
หากคุณมีที่ดินให้เช่า แล้วบังเอิญมีห้างดังมาเช่าพื้นที่คุณ 30 ปี
นั่นคือ “คุณเป็นคนมีบุญมาก” เพราะสามารถมีชีวิตได้จนลมหายใจสุดท้ายแบบสบายๆ

แต่หากไม่ได้เป็นอย่างนั้นล่ะ? คุณจะต้องทำอะไรดี?

พอมองออกไปรอบๆ ตัวแล้ว คุณจะได้ยินคำๆ หนึ่งบ่อยมากๆ นั่นก็คือคำว่า
ก็ทำ “ธุรกิจออนไลน์” สิ ขายของออนไลน์ก็ได้ เป็นตัวแทนก็ได้ ทำธุรกิจเครือข่ายก็ได้
ทำคอร์สออนไลน์ขายก็ได้ สอนออนไลน์ก็ได้ สร้างเกมออนไลน์ขายก็ได้
สร้างแบรนด์เอง แล้วขายออนไลน์เลยก็ได้ ฯลฯ

ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรก็ตาม คำว่า “ออนไลน์” มันจะอยู่กับคุณไปอีกนานเลยทีเดียว
ทุกวันนี้เรากลายเป็นสังคมไร้เงินสดที่ไม่ต้องพกเงินกันแล้ว
เราสามารถทำธุรกรรมทางการเงินโดยที่ไม่ต้องผ่านธนาคารกันได้แล้ว
เราสามารถทำงานได้ทุกๆ ที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เนทกันได้แล้ว
คุณหมอสามารถรักษาคุณได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปโรงพยาบาลได้แล้ว
และอีกหลากหลายกิจกรรมออนไลน์ที่มันล้อมกรอบชีวิตเราไว้หมดแล้ว

สิ่งเดียวที่คุณต้องทำก็คือ “เรียนรู้ แล้วก็อยู่กับมันซะ”
ถ้าไม่ชอบค้าขาย ก็ดูว่าเรามีคุณค่าอะไรที่พอจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้
ก็ทำมันอันนั้นนั่นแหละ ส่วนการแปรรูปไปสู่โลกออนไลน์นั้น เดี๋ยวมันก็มีวิธีเองแหละ
ถ้าชอบค้าขาย แต่ไม่มีแรงผลิตสินค้าแล้ว ก็ใช้สินค้าคนอื่น แล้วไปช่วยเค้าขาย
ไม่ว่าจะเป็น Affiliate, Agent, Dealer, Trader, Publisher, Network marketer
แล้วก็อีกเยอะแยะที่สามารถเห็นได้ตามหน้าอินเตอร์เนททั่วไป

หรือหากมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากหน่อย จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจแบบ Platform หรือจะสร้าง Application ที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนก็ได้ มีหลากหลายเรื่องราวที่ผู้คนต้องการแต่ยังไม่มีใครทำ

หรือจะเป็นศิลปิน สร้างสรรผลงาน เขียนหนังสือ หรือค้นคิดประดิษฐ์แล้วจดลิขสิทธิ์ขาย
เป็นครู เป็นโค้ช เป็นอาจารย์ เป็นเมนเทอร์ อินฟลูเอ็นเซอร์ ยูทูบเบอร์อะไรก็แล้วแต่
คุณก็สามารถเลือกที่ตัวเองถนัดได้เลย

ที่สำคัญคือ อย่าให้กระทบกับชีวิต 6 ด้านมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์
การงาน การเงิน การพัฒนาตัวเอง และงานเพื่อสังคมต่างๆ ซึ่งถ้าจะให้ดี ก็ทำให้มันสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันเลยยิ่งดี เช่น ชอบสอนด้วย ชอบเรื่องสุขภาพด้วย ก็สามารถเปิดสอนคอร์สการสร้างสุขภาพดีแบบง่ายๆ หรือจะเป็นตัวแทนขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพด้วยก็ยังได้

ทั้งหมด ทั้งมวลนี้ เป็นเพียงแนวคิด แนวทางให้เพื่อนๆ 40+ ทุกคน
ได้ระลึก และระวังเอาไว้ อย่าประมาทนะครับ เพราะอายุที่มากขึ้น เท่ากับเวลาที่น้อยลง
หากเราไม่เตรียมตัวไว้ตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะพบกับความยุ่งยากในวันข้างหน้าก็ได้

แล้วพบกันครับ