ควรรู้.. ต้องรู้.. อยากรู้

ควรรู้.. แปลว่าถ้ารู้ไว้ก็จะดีกว่า
แต่ถ้าไม่รู้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร
เช่น เป็นพนักงานบัญชี แต่ก็ควรต้องรู้เรื่องข้อมูลที่จำเป็นของสินค้าเอาไว้บ้าง
เพื่อที่จะช่วยแนะนำลูกค้า ก่อนที่จะส่งต่อไปให้เซลล์ เป็นต้น
.
ต้องรู้.. เปรียบเสมือน “หน้าที่”
เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรู้เพื่อนำไปสร้างประโยชน์หรือผลลัพธ์บางอย่าง
เช่น เป็นพนักงานบัญชี ต้องรู้เรื่องทรัพย์สิน หนี้สิน ทุน
.
อยากรู้.. เป็นสิ่งที่มีอานุภาพรุนแรงที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน
ใครที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งที่ “คนอยากรู้”
ใครที่กุมความลับที่ “คนอยากรู้” เอาไว้
ยิ่งมากเท่าไหร่.. ก็ยิ่งรวยเท่านั้น
.
เพราะฉะนั้น.. หากอยากทำ Content
จงเลือก Content ที่ผู้คนส่วนใหญ่ “อยากรู้”

Credit ภาพจากเพจเขียนอย่างหย่าง สอนเรื่องการเขียนคอนเทนต์ทุกรูปแบบ

ยกตัวอย่างสักหนึ่งอาชีพที่เห็นได้ชัดเลย เช่นนักข่าว หรือผู้สื่อข่าวนะครับ
คุณลองสังเกตดูสิว่า ข่าวไหนที่เขาชอบนำเสนอมากที่สุด
ข่าวให้ประชาชนลงทะเบียนหมอพร้อม เพื่อยืนยันผลการฉีดวัคซีนแบบออนไลน์?
ข่าวค้นพบน้ำบนดาวอังคาร ที่น่าจะมีมากกว่าบนโลก?
ข่าวนายกฯ เดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดโครงการหมู่บ้านที่เชียงใหม่?
ข่าวนางเอกดังตกน้ำเสียชีวิตปริศนา คาดว่าน่าจะเป็นการฆาตกรรม?
.
ที่ยกตัวอย่างมานั้น มีทั้งข่าวที่ (ควรรู้) เช่น พบน้ำบนดาวอังคาร
ข่าวหมอพร้อมที่ประชาชน (ต้องรู้) เพราะเป็นสิทธิที่ต้องลงมือปฏิบัติ
และที่สำคัญที่สุด ข่าวที่สังคม (อยากรู้) คือข่าวนางเอกดังตกน้ำเสียชีวิตปริศนา
.
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ ข่าวที่คนอยากรู้ จะขายดีมากที่สุด
สื่อทุกๆ ช่องจึงมักจะนำเสนอข่าวประเภทนี้มากที่สุดเช่นกัน
.
หรือหากคุณเปิด Social Media
คุณก็จะพบกับ โฆษณาประเภท “5 เคล็ดลับรวยข้ามคืนฉบับจับมือทำ”
อะไรทำนองนี้มากมาย แล้วก็ได้ผลเสียด้วย
เพราะอย่างน้อยเชื่อว่าคุณก็ต้องกดเข้าไปอ่านอย่างแน่นอน
ไม่ว่าคุณจะซื้อสินค้า หรือบริการนั้นๆ หรือไม่
อย่างน้อย.. คุณก็เป็นหนึ่งในคนที่คอนเฟิร์มแล้วว่า “สนใจเรื่องพวกนี้” จริงๆ
.
ในทุกๆ ธุรกิจย่อมต้องมีเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว
เพียงแค่ว่า หากคุณรู้ว่าลูกค้าคุณคือใคร แล้วเค้าต้องการ “อยากรู้” เรื่องอะไร
คุณก็แค่ “หาคำตอบในเรื่องที่เค้าอยากรู้” เท่านั้นเอง
เพียงเท่านี้.. คุณก็จะมี “คนติดตาม” ได้อย่างไม่ยากนัก
.
ว่าแต่ว่า.. ตอนนี้คุณ “อยากรู้” เรื่องอะไรเหรอครับ?
5555555

ชีวิตดีขึ้นทันที แค่ทำสิ่งนี้

โดยทั่วไปแล้ว การมีสุขภาวะดีหรือ Wellness นั้น มักจะหมายถึง สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี จิตวิญญาณที่ยอดเยี่ยม แต่ในวันนี้เราจะมาแยกย่อยกันออกเป็น 6 เรื่อง เพื่อที่จะได้พิจารณาในจุดที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยกันมากขึ้น เพื่อการมีชีวิต และการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน

เราคงเคยได้ยินคำว่า Wheel of life กันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย
ซึ่งแต่ละแหล่งที่มานั้น ต่างก็มีจำนวนหัวข้อที่แตกต่างกัน
บางที่ก็มี 6 ข้อ บางที่ก็มี 8 ข้อ ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการแยกย่อยออกไปอย่างไร
หรืออยากจะเน้นหนักไปที่เรื่องใดมากกว่ากันนั่นเอง
แต่ในบทความนี้ ผมขอนำเสนอแค่ 6 ด้านที่จำเป็นเท่านั้นก็เพียงพอแล้วนะครับ

แล้วชีวิต 6 ด้านมีอะไรบ้างล่ะ

ในปัจจุบัน ผู้คนมักจะให้ความสำคัญกับความต้องการของตัวเองมาก จนถึงมากที่สุด จนถึงกระทั่งละเลยชีวิตอีกหลายๆ ด้านที่ตัวเองเกี่ยวข้อง สัมพันธ์อยู่ด้วย
จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย และส่งผลกระทบกลับมาที่ตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันตามที่ผมพูดถึงนั้นก็คือ “ชีวิต 6 ด้าน” นั่นเอง

ด้านร่างกาย – Physical

ด้านที่ 1 : สุขภาพร่างกาย

หลายๆ คนมักจะละเลยข้อนี้มากที่สุด เพราะ “ความคิด” ที่ว่า ไม่เป็นไรหรอก เรายังหนุ่ม ยังสาว ลุยให้เต็มที่ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นความคิดที่ถูก แต่ถูกเพียงส่วนเดียวเท่านั้น
เพราะในระยะยาวแล้วนั้น มันจะเกิดผลเสียอย่างแน่นอน หากเราไม่ดูแลร่างกายของเราให้ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นการกินตามใจปาก การดื่มแบบถึงไหน ถึงกัน การพักผ่อนไม่เพียงพอ อดหลับ อดนอน ไม่ออกกำลังกาย ทนอยู่ในสภาวะเครียดจัดเป็นเวลานาน ฯลฯ

ซึ่งเมื่อเราปล่อยปละละเลยร่างกายของเรา ไม่ดูแลเค้าเลย มันก็เหมือนกับเรากินผักสวนครัว แล้วไม่ยอมปลูกใหม่ขึ้นมาทดแทนเลย วันหนึ่งมันก็จะหมดไป ซึ่งวันนั้นคุณอาจจะไม่มีแรงปลูกมันแล้วก็ได้
ร่างกายเราก็ต้องการการทดแทนเช่นเดียวกัน ทั้งการผลิดด้วยตัวเอง และการรับเอามาจากภายนอก

นั่นจึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ยาบำรุง ฯลฯ ที่เกิดจากการ “ตื่นตระหนก” และ “กลัว”
เมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างออกมา และเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปหาหมอ พร้อมทั้งหันหลังกลับไปมอง และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมเราไม่ดูแลร่างกายให้ดีกว่านี้ตั้งแต่แรกนะ”

ลองใช้คำถามนี้ดูกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอนะครับ เพื่อที่วันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องถามคำถามนี้อีก

ด้านการงาน และการเงิน – Career & Money management

ด้านที่ 2 : การงาน และการเงิน

นี่คือหัวข้อหลักอีกหนึ่งข้อที่คนส่วนใหญ่มักจะตกม้าตาย เพราะการถูกสอนมาว่าให้ทำงานหนัก เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว จะได้สบายๆ ในภายหลัง ซึ่งก็ไม่มีผิด ไม่มีถูกเช่นกัน
ไม่ใช่ว่าการทำงานหนักนั้นไม่ดี มันเป็นหนึ่งใน 4 หัวใจหลักของผู้สำเร็จของทุกคนบนโลกนี้อยู่แล้ว แต่คุณอาจจะปรับวิธีคิดนึดนึง แทนที่จะทำงานเพื่อหาเงิน (ซึ่งเป็นวิธีคิดของคนในยุคก่อน)

ทำไมไม่เปลี่ยนวิธีคิดเป็น “สร้างคุณค่าเพื่อให้เงินมาหา” บ้างล่ะ?

หากคุณลองคิดดูดีๆ คุณจะพบว่าจริงๆ แล้ว “เงิน” มันเป็นแค่สิ่งสมมติของ “คุณค่าบางอย่าง” แล้วก็กำหนดมูลค่าให้มัน แล้วใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนกับ “คุณค่าบางอย่าง” นั่นเอง

ในสมัยก่อนไม่มีการใช้เงินนะครับ แต่เป็นการใช้ของแลกของ ฉันมีข้าวสาร เธอมีไข่ไก่ อีกคนมีผัก แล้วก็เอามาแลกกัน จนกระทั่งวิวัฒนาการมาเป็น “การค้าขาย” แล้วก็กำหนดตัวกลางคือ “เงิน” ขึ้นมา

จะเห็นได้ว่า หากคุณมีข้าวมากๆๆ (มีคุณค่าที่คนต้องการ) ก็จะมีคนไปหาเงินเพื่อมาแลกเอาข้าวจากคุณ โดยที่เค้าอาจจะใช้แรงงานเอาไปแลกมาเป็นเงิน เพื่อเอามาซื้อข้าวจากคุณก็เป็นได้
ซึ่งหากคุณใช้วิธีคิดแบบนี้ “สร้างคุณค่าที่ผู้คนต้องการที่มากพอ” บอกต่อไปยังผู้คนมากๆ คุณอาจจะไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินอีกต่อไป แต่หันมาสร้างคุณค่าที่ผู้คนต้องการน่าจะดีกว่านะครับ

ด้านความสัมพันธ์ – Relationship

ด้านที่ 3 : ความสัมพันธ์ และครอบครัว

จากข้อ 2 การงาน และการเงินมักจะพ่วงมาด้วยข้อนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็ “ทำเพื่อครอบครัว” ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคุณใช้วิธีคิดแบบเดิม ทำงานเพื่อหาเงิน คุณก็ต้องเอาความรู้ ความสามารถของคุณ เอาเวลาของคุณไปแลกมา ยิ่งอยากได้เงินมาก คุณก็ต้องเอาทั้งแรง และเวลาที่มากพอไปแลกมา เพื่อเป้าหมายปลายทางที่ว่า “ต้องการให้ครอบครัวสบาย”

แต่รู้มั๊ยว่า สุดท้ายแล้ว ไอ้ระหว่างทางนี่แหละ กลับเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์ไปจนหมดสิ้น เพราะคุณจะรู้สึกว่า คุณต้องเสียสละเพื่อครอบครัว ในขณะที่ลูกๆ ของคุณ ครอบครัวของคุณ ก็ต้องการเวลาจากคุณ ต้องการความสัมพันธ์ที่ดีจากคุณด้วยเช่นกัน แต่เมื่อคุณเอาทุกอย่างไปให้งานเสียจนหมด คุณจะไม่เหลือสิ่งที่ครอบครัวต้องการจากคุณเลย

ลองคิดถึงข้อนี้เยอะๆ นะครับ คิดหลายๆ มุม อย่าให้ถึงกับต้องครอบครัวแตกสลาย หรือต้องมาทะเลาะกันด้วยคำว่า “ฉันทำงานหนักก็เพื่อทุกคน อยากให้ทุกคนสบาย” กันอีกเลยนะครับ

ด้านการพัฒนาตัวเอง – Self Development

ด้านที่ 4 : การพัฒนาตนเอง

มนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ เพื่อเติบโต เพื่อแบ่งปัน เปรียมเสมือนกับต้นไม้ที่มีหน้าที่หลักๆ คือต้องเติบใหญ่ ต้องเผื่อแผ่ร่มเงา ต้องสร้างชาติพันธ์ ซึ่งหาก “ไม่เติบโต” ก็แค่ “รอวันตาย” เท่านั้นเอง
คุณลองมองอดีต จนถึงปัจจุบันดูซิ ว่ามีกี่ธุรกิจที่สามารถอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ มีกี่ธุรกิจที่ล้มหายตายจากไป และอะไรที่ทำให้เขาคงอยู่ได้ เขามีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง เติบโตอย่างไร?

นั่นแหละคือความหมายของคำว่า “ไม่เติบโต ก็ รอวันตาย” อย่างที่ผมบอกเอาไว้
อาจจะมีคนแย้งนะครับว่า ทำไมร้านอาหารนี้ถึงอยู่ได้เกือบร้อยปีแล้วล่ะ เนี่ยทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม แต่กลับอยู่มาจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลานได้เลย

เป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ ผมอยากจะบอกว่าเราก็ต้องดูในมิติที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ
เช่น ร้านอาหารนั้นๆ ต้องมีความพิเศษบางอย่าง ที่สามารถยืนยงอยู่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาต้องมีบางอย่างที่ “สร้างคุณค่าที่ผู้คนต้องการที่มากพอ” นั่นเอง

บางครั้ง “สิ่งที่คงไว้” ก็หมายถึง “คุณค่าที่มากพอ” ได้เช่นกัน
ดูอย่างพิพิธภัณฑ์สิ.. ดูอย่างร้านขายของเก่าสิ.. ร้านยุค 90’s สิ สิ่งที่เค้าพัฒนาคือ “การตลาด” ต่างหาก
รุ่นลูก รุ่นหลานเค้าพัฒนาเรื่องวิธีดูแล วิธีเก็บรักษา วิธีทางด้านการตลาดนั่นไง คือสิ่งที่เค้า “พัฒนา”
ร้านค้ายุคเก่าที่คงฝีมือ คงรสชาติดั้งเดิมไว้ก็เช่นเดียวกัน เค้าพัฒนาทางด้านอื่นแทนนะครับ

ด้านสังคม – Social

ด้านที่ 5 : สังคม

ข้อนี้ชัดเจนมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยพลังของอินเตอร์เนทที่เชื่อมต่อทุกที่ ทุกคนบนโลกเข้าหากันได้ แบบง่ายเพียงปลายนิ้ว ทำให้รองรับความต้องการด้านนี้แบบ 100%
อินเตอร์เนทได้ทลายทุกข้อจำกัดที่มีในอดีตจนหมดสิ้น บางทีเรายังสามารถรู้จักคนๆ หนึ่งได้มากกว่าที่เค้ารู้จักตัวเองได้ด้วยซ้ำจากการเข้าไปอ่านใน Facebook Profile ของคนๆ นั้น
เชื่อเถอะว่า.. ทุกสิ่งที่เค้าโพสต์ไปนั้น เค้าไม่สามารถจำได้ทุกเรื่องราว แต่เจ้า Facebook นั้นมันไม่มีข้อจำกัดในเรื่องนี้เลย

ซึ่งความต้องการทางด้านสังคมนี้ แม้จะทำให้ผู้คนใกล้กันมากขึ้นแล้ว แต่มันก็มีจุดด้อยอยู่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากว่ามันสามารถ “สร้างตัวตนปลอม เพื่อปกปิดปมด้อยของตัวเอง” หรือแม้กระทั่งการแสดงความเห็นแบบโจ่งแจ้ง ตรงไปตรงมา ไม่แคร์ใคร แม้ว่ามันจะหยาบคาย หรือไม่เหมาะสมมากเท่าไหร่ก็ตาม มันสามารถทำให้คนธรรมดากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ หรือกลายเป็นซาตานเลยก็ได้

ทั้งนี้เราต้องตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้ให้ดี และเลือกเครื่องมือ กับวิธีการนำไปใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสม
อะไรที่มีคุณอนันต์ มักจะมีโทษมหันต์เสมอ

ด้านจิตวิญญาณ – Spiritual

ด้านที่ 6 : จิตวิญญาณ

และในด้านสุดท้ายนี้ คือเรื่องที่เรียกได้ว่า Inside out หรือสภาพของโลกภายในของเรา ก็ได้
โดยปกติคนเราเมื่อมีอาการป่วย ก็มักจะไปหาหมอ แล้วก็ให้ยามารักษาตามอาการ ก็ว่ากันไป แต่หาก “ป่วยใจ” ล่ะ? เราเคยไปหาใครเพื่อรักษาบ้างมั๊ย? ไปหาพระเหรอ? ไปหาหมอดูเหรอ? หรือไปหาจิตแพทย์?

สิ่งนี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องของ “ตัวเอง” ล้วนๆ
เป็นตัวขับเคลื่อนทุกๆ สิ่งที่กล่าวมาเลยก็ว่าได้
คำกล่าวที่ว่า “อารมณ์เป็นตัวกำหนดชีวิตของคุณ” นั้น ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยไปแต่อย่างใด เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ล้วนเป็นปัจจัย เป็นเหตุ เป็นสิ่งเร้า ที่ทำให้เรามีพฤติกรรมอะไรบางอย่างตอบสนองออกไป อาจจะมีทั้งที่ดี และไม่ดีก็ได้

ความต้องการทางด้านนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตของทุกคนอย่างแท้จริง
แต่ถึงกระนั้น บางคนยังไม่เคยตระหนักรู้ในเรื่องนี้เลย ในขณะที่บางคนก็หัวชนฝาค้านเรื่องพวกนี้เช่นกัน
ซึ่งบอกได้เลยว่า “ไม่มีผิด ไม่มีถูก” เพราะมันจะเป็นเหตุ และผลซึ่งกันและกันอยู่แล้ว
ปลูกคะน้าย่อมต้องได้คะน้า ไม่มีทางได้มะม่วงอย่างแน่นอน

เมื่อคุณได้ตระหนักดีแล้ว ให้คุณลองสำรวจชีวิตทั้ง 6 ด้านของคุณดูนะครับ
โดยผมอยากแนะนำให้คุณ “ตั้งเป้าหมาย” กับทั้ง 6 ด้านต่อไปนี้ของคุณ แล้วลองให้คะแนนดูว่าหากคะแนนเต็ม 10 คุณตั้งเป้าหมายอยากให้คุณได้ / เป็น / มี สิ่งนั้นๆ อยู่ที่กี่คะแนน

หลังจากนั้น ให้คุณลองกลับมามอง “ชีวิตจริงในปัจจุบัน” ในแต่ละหัวข้อดูนะครับ
แล้วให้คะแนนในเรื่องนั้นๆ อีกครั้งว่าคุณได้กี่คะแนน

คุณจะพบว่ามันอาจจะมีความต่าง ณ จุดปัจจุบัน กับเป้าหมายหรือค่าคาดหวังที่คุณตั้งเอาไว้ นั่นแหละคือ “สิ่งที่คุณต้องปรับ และพัฒนา” เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายของคุณ

เช่น.. คุณต้้งเป้าหมายว่า คุณอยากมีรายได้สักเดือนละ 300,000 บาท ซึ่งสามารถทำให้คุณมีชีวิตอยู่กับครอบครัวได้อย่างสบาย ไปไหนก็ได้ อยากซื้ออะไรก็ได้ ฯลฯ… คุณก็ให้คะแนนเต็ม 10 ได้เลย
จากนั้นให้กลับมาดูว่า แล้วตอนนี้เรามีรายได้อยู่เดือนละเท่าไหร่? เราอาจจะมีเงินเดือน 30,000 บาทอยู่
นั่นหมายความว่า คุณต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับรายได้ของคุณให้ไปถึงเป้าหมายของคุณคือ 300,000/เดือนให้ได้
จากนัั้นคุณก็ต้องทำการบ้าน กลับไปคิดว่า มีความเป็นไปได้อะไรบ้าง ที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ คุณอาจจะขายของออนไลน์เพิ่มมั๊ย? ทำธุรกิจส่วนตัวเพิ่มมั๊ย? เอาเงินออมไปหุ้นกับเพื่อนสร้างกิจการบางอย่างมั๊ย? ลงทุนในหุ้นมั๊ย? สร้าง Passive Income ด้วยการเขียนหนังสือขายมั๊ย? ฯลฯ

แล้วเมื่อคุณเห็นว่ามันมีความ “เป็นไปได้” ก็ให้คุณศึกษาอย่างละเอียด จริงจัง แล้วเริ่มลงมือทำได้เลย จากนั้นก็คอยสังเกต คอยมอนิเตอร์ดูว่า ตัวเองมีรายได้เพิ่มมากขึ้นหรือยัง ใกล้เคียงกับเป้าหมายหรือยัง แล้วคุณก็ใช้วิธีนี้กับอีก 5 ด้านที่เหลือของคุณทั้งหมด

และนี่คือวิธีที่จะทำให้คุณเป็นผู้ที่มีสุขภาวะดีทั้ง 6 ด้านของชีวิตได้อย่างแท้จริง
อย่าลืมนะครับ.. ตั้งเป้าหมาย > ศึกษารายละเอียด > ลงมือทำอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ > สังเกตการณ์

นี่คือ 4 หัวใจหลักของคนสำเร็จทั่วโลกนะครับ และคุณเองก็ทำได้เช่นกันครับ