สารอาหารจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่คุณควรรู้

เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายก็ย่อมต้องเสื่อมลงตามวัย เราจึงต้องเพิ่มการดูแลตัวเองให้มากขึ้นด้วยวิธีการที่เหมาะสม

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อสุขภาพเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะผู้สูงวัยซึ่งเป็นวัยที่ต้องการพลังงาน และสารอาหารแตกต่างจากวัยทำงาน หรือผู้ที่มีสุขภาพร่างกายปกติ เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงของระบบต่างๆ

ดังนั้นจึงต้องมีความเข้าใจเรื่องอาหารและโภชนาการเป็นอย่างดี ซึ่งความต้องการพลังงานและสารอาหารในผู้สูงอายุแต่ละรายก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นกับอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และการใช้พลังงานในแต่ละวัน แต่เรื่องที่ควรเน้นการดูแลเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุทั่วไปมีดังนี้

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “สายตา”

เลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินอี ลูทีน ซีแซนทีน ซิลิเนียม และสังกะสี ซึ่งช่วยในการทำงานของจอประสาทตา ชะลอการเกิดต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งพบใน ตำลึง ฟักทอง กะหล่ำดอก ผักบุ้ง บร็อคโคลี แครอท ข้าวโพด ฝรั่ง ส้ม มะละกอ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ตับ ไข่ หอยนางรม ปลา นม และน้ำมันพืช เป็นต้น

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “พละกำลัง”

ผู้สูงอายุ ต้องการพลังงาน 1,400 ถึง 1,800 กิโลแคลอรีต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และการใช้พลังงานในแต่ละวัน ซึ่งสารอาหารที่ให้พลังงานส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของแป้ง และน้ำตาล ซึ่งสิ่งนี้แหละที่สร้างปัญหาให้กับผู้สูงอายุโดยไม่รู้ตัว เพราะหากร่างกายรับมามากเกินความต้องการ มันจะถูกสะสมให้อยู่ในรูปของไขมัน ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรังตามมา ควรเปลี่ยนมาทานข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี รวมถึงธัญพืชต่างๆ แทนข้าวขัดขาว ทานผัก และผลไม้สดให้มากขึ้น ลดน้ำตาล และเกลือลงให้มากที่สุด

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “มวลกระดูก”

ควรเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และชะลอความเสื่อมของกระดูก ด้วยการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี วิตามินเค และแมกนีเซียม ซึ่งพบใน นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียวเข้ม เต้าหู้แข็ง ปลาตัวเล็ก ตัวน้อย และงาดำ เป็นต้น เลือกรับประทานโปรตีนที่ดี เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำย่อยง่าย ประเภทถั่ว และธัญพืชต่างๆ

ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง “ความจำ”

เราคงเคยได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคอัลไซเมอร์ ที่พร้อมจะอยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างเสมอเมื่อเข้าสู่ภาวะสูงวัย และเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ บ้าน ที่ต้องคอยดูแลผู้ใหญ่ในบ้านกันอย่างใกล้ชิด นั้นก็เพราะว่ามีความเสื่อมเกิดขึ้นนั่นเอง เราจึงต้องบำรุงสมองและระบบประสาท ป้องกันการชาตามปลายมือปลายเท้า ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3, โคลิน, เลซิติน และวิตามินบีที่จำเป็นอันได้แก่ วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ซึ่งพบใน ปลาทะเลน้ำลึก ใบแปะก๊วย ไข่แดง กล้วย ถั่วเหลือง และข้าวกล้อง เป็นต้น

ซึ่งถ้าหากเราดูแลครบทั้ง 4 ด้านดังที่กล่าวมาแล้วนั้น อย่างน้อยก็จะช่วยทำให้ป้องกันโรคเสื่อมต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่การทานอาหารที่มีสารอาหารให้ครบทุกอย่างที่กล่าวมานั้นก็คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้สูงวัยทั้งหลาย

ดังนั้น จึงควรหาอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยเพิ่มสารอาหารต่างๆ เหล่านี้ เข้ามาแทน ซึ่งอาหารเสริมต่างๆ ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลายชนิด ซึ่งก็ต้องเลือกดูให้ดีๆ นะครับ

แต่ถ้าหากคุณเป็นคอกาแฟอยู่แล้ว และอยากได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน พร้อมกับได้ทานกาแฟระดับพรีเมี่ยมที่ให้รสชาติ และกลิ่นแบบกาแฟแท้ๆ ดื่มง่าย อร่อย และพกพาสะดวก อยากแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับกาแฟเพื่อสุขภาพระดับพรีเมี่ยมในราคาที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ WE COFFEE เพียงคลิ๊กที่ลิงค์ด้านล่างนี้เท่านั้นเอง

https://www.mrsaen.com/why-coffee

เปลี่ยนกาแฟที่เคยดื่มของคุณ เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพระดับพรีเมี่ยม WE COFFEE เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ในราคาที่จับต้องได้

ดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว.. อันตรายจริงหรือ?

เราคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ห้ามดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว” เพราะมันเป็นอันตรายต่อสุขภาพกันอยู่เป็นประจำ บางคนก็เชื่อตามคำกล่าวนั้นเลย ในขณะที่บางคนก็ยังลังเลว่า”จริงเหรอ” แต่ก็ยังคงเก็บความสงสัยไว้ในใจ

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ BMJ (THE BRITISH MEDICAL JOURNAL – เว็บไซต์เผยแพร่งานวิจัยแบบเปิด) ระบุว่า การดื่มกาแฟในระดับที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป มีความปลอดภัย โดยการดื่มกาแฟวันละ 3-4 แก้วอาจส่งผลดีต่อสุขภาพหลายประการ

การศึกษาพบว่า ในกลุ่มผู้ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงของการเป็นโรคตับและมะเร็งต่ำลง รวมถึงการเสียชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองด้วย แต่นักวิจัยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากาแฟคือสาเหตุที่ช่วยลดความเสี่ยงลง

นอกจากนี้การศึกษายังคงยืนยันว่า การดื่มกาแฟมากเกินไประหว่างการตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายได้ และผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่ควรเริ่มดื่มกาแฟด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากกาแฟในทุกด้านที่มีต่อร่างกายมนุษย์ จากการศึกษามากกว่า 200 การศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเฝ้าสังเกต

เมื่อเทียบกับคนไม่ดื่ม ดูเหมือนว่าผู้ที่ดื่มกาแฟราว 3 ถ้วยต่อวันมีความเสี่ยงในการมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ หรือเสียชีวิตเกี่ยวกับปัญหานี้ลดน้อยลง

ข้อดีที่เห็นชัดสุดของการดื่มกาแฟคือ การช่วยลดความเสี่ยงของโรคตับรวมถึงมะเร็ง

แต่ศาสตราจารย์พอล โรเดริก ผู้ร่วมเขียนการศึกษานี้ จากคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน ระบุว่า การศึกษาไม่อาจบอกได้ว่า การดื่มกาแฟทำให้เกิดความแตกต่างขึ้น

“ปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ คนนั้นสูบบุหรี่หรือไม่ และออกกำลังกายมากแค่ไหน อาจจะมีผลต่อการศึกษา” เขากล่าว

การค้นพบนี้ช่วยสนับสนุนการศึกษาเมื่อไม่นานนี้และการศึกษาหลายอย่างเกี่ยวกับการดื่มกาแฟโดยรวม

เขากล่าวว่า “มีความเสี่ยงหลายอย่างที่ส่งผลต่อชีวิต และผลดีของการบริโภคกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะดูเหมือนจะมากกว่าความเสี่ยงเหล่านั้น”

ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร แนะนำสตรีมีครรภ์ว่าไม่ควรรับคาเฟอีนมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือปริมาณกาแฟสำเร็จรูป 2 ถ้วย เพราะการรับคาเฟอีนมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งได้

การศึกษานี้แนะนำให้ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงของกระดูกหัก ควรลดการดื่มกาแฟด้วย

ส่วนผู้ใหญ่ทั่วไป การรับคาเฟอีนในปริมาณปานกลางอยู่ที่ระดับ ไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับการดื่มกาแฟประมาณ 3-4 ถ้วย แต่ต้องคำนึงถึงการบริโภคเครื่องดื่มหรืออาหารชนิดอื่นที่มีคาเฟอีนด้วย

นักวิจัยระบุว่า ผู้ดื่มกาแฟควร “ดื่มกาแฟที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ” ด้วยการเลี่ยงการเติมน้ำตาล นม หรือครีม รวมถึงการงดขนมขบเคี้ยวระหว่างดื่มกาแฟ

นอกจากนี้พวกเขายังเรียกร้องให้มีการทดลองเกี่ยวกับการรับกาแฟเข้าสู่ร่างกาย เพื่อศึกษาถึงผลประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มเติม

ปัจจุบัน นักวิจัยระบุว่าการชี้ว่า กาแฟส่งผลด้านบวกต่อสุขภาพได้อย่างไรเป็น “เรื่องยาก” แต่มันอาจจะเป็นผลของสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidants) และการต่อต้านเส้นใย (anti-fibrotics) ซึ่งช่วยป้องกันหรือชะลอความเสียหายต่อเซลล์ร่างกายมนุษย์

เอลิเซโอ กูอัลลาร์ จากวิทยาลัยสาธารณสุขบลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ระบุว่า “การบริโภคกาแฟในระดับปานกลางดูเหมือนจะปลอดภัย และอาจถูกจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกินที่มีสุขภาพในประชากรวัยผู้ใหญ่”

ทอม แซนเดอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านโภชนาการและการควบคุมอาหารที่คิงส์คอลเลจลอนดอน กล่าวว่า “กาแฟเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะในหลายคน และยังช่วยทำให้คนอยากเข้าห้องน้ำเพิ่มขึ้น บางคนเลยเลือกที่จะไม่ดื่มกาแฟด้วยเหตุผลเหล่านี้”

คนไข้ที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ได้รับคำแนะนำว่าให้ดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน โดยคาเฟอีนยังทำให้เกิดความดันโลหิตสูงเฉียบพลันได้ด้วย แม้ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว” เขากล่าว

จากการศึกษาวิจัยต่างๆ นั้น ไม่สามารถนำมาระบุได้ว่าทุกคนจะได้รับผลลัพธ์ที่เหมือนกัน หากใช้กระบวนการเดียวกัน ทั้งนี้ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ เราต้องหมั่นดูแล รักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีอยู่ตลอดเวลา ด้วยการทานที่ดี การพักผ่อนที่พอเพียง และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพราะอย่างน้อยนั่นจะเป็นการการันตีได้อย่างหนึ่งว่า เราจะเป็นตัวอย่างที่ดีของผลการวิจัยที่ได้นั้นๆ นั่นเอง

หากคุณรักการดื่มกาแฟ และดื่มวันละ 2-3 แก้ว แนะนำให้คุณเลือกดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย โดยที่ต้องไม่มีครีมเทียมที่เต็มไปด้วยไขมันทรานส์ ต้องไม่มีน้ำตาล ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และเป็นต้นเหตุแห่งโรคเรื้อรังหลายชนิด

กด Link ด้านล่างนี้ แล้วคุณจะพบว่า กาแฟเพื่อสุขภาพที่ดี ที่ไม่มีกลิ่น และรสที่ผิดเพี้ยนไปจนเสียรสชาติของกาแฟนั้นมีอยู่จริง

#สุขภาพดีมีรายได้byWeCoffee

ถั่งเช่า สุดยอดสมุนไพรจากเทือกเขาหิมาลัย

ถั่งเช่าหรือชื่อเต็ม ตังถั่งแห่เช่า หมายถึง “หญ้าหนอน” นั่นเอง

ถั่งเช่าถือว่าเป็นสมุนไพรจีนที่เป็นส่วนผสมของเห็ดรา และสัตว์ อันเกิดจากหนอนผีเสื้อกลางคืน แถบที่ราบสูงทิเบต ที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว ถูกสปอร์ของเห็ดราที่ไม่ก่อให้เกิดโรคในคน (ที่คนกินได้) มาอาศัยเป็นที่อยู่ และเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน ถั่งเช่าจึงได้รับขนานว่า “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า” หรือ “หญ้าหนอน”นั่นเอง

ถั่งเช่าพบในทิเบต มณฑลชิงไห่ มณฑลเสฉวน มณฑลกานซู มณฑลยูนนาน และแถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย ภูฏาน และเนปาล 

ถั่งเช่ากับการใช้ในตำรับยา

การบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 863 ของ Duan Chengshi นักธรรมชาติวิทยาในราชวงศ์ถัง ถั่งเช่าได้รับการระบุว่า “ทำให้ปอดและไตแข็งแรงขึ้น ห้ามเลือด และแก้เสมหะ” 

จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่าถั่งเช่ามีผลต่อการเพิ่มฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานและปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตและช่วยในเรื่องของระบบทางเดินหายใจ 

นอกจากนี้ในการศึกษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังเป็นไปได้ว่าถั่งเช่ามีฤทธิ์ต่อต้านเนื้องอก, ต้านการอักเสบ, สารต้านอนุมูลอิสระ, ลดน้ำตาลในเลือด, ต่อต้านการตายของเซลล์, การควบคุมและสร้างภูมิคุ้มกันอีกด้วย

อย่างไรก็ตามมีหลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่ได้นำสรรพคุณทางยาของถั่งเช่า มาใช้เป็นส่วนประกอบ เช่นถั่งเช่าสกัด หรือกาแฟถั่งเช่า เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟถั่งเช่า ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน แต่หากลองสังเกตดูดีๆ จะพบว่าสารสกัดจากถั่งเช่านั้น จะมีปริมาณที่ไม่สูงมากนัก แต่จะเป็นส่วนของ “ครีมเทียม” ที่จะเป็นตัวทำให้กาแฟนั้นๆ มีความหอมนุ่มมากกว่า

แต่ก็ยังมีกาแฟเพื่อสุขภาพบางยี่ห้อ ที่ให้ปริมาณของถั่งเช่ามากถึง 5% ของปริมาณสารอาหารทั้งหมดในกาแฟนั้นๆ ซึ่งจะทำให้มีผลในการบำรุงร่างกายโดยเฉพาะปอด และการทำงานของไตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หากคุณอยากรู้ว่า กาแฟเพื่อสุขภาพที่ให้ปริมาณถั่งเช่ามากที่สุดในตลาดกาแฟเพื่อสุขภาพทั้งหมดของเมืองไทยนั้นคือยี่ห้อใด ให้คุณกดเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่เลย
http://www.mrsaen.com/we-coffee

เราอยากให้คุณลอง แล้วคุณจะรู้ถึงความแตกต่าง ของทั้งกลิ่น และรสชาติแบบหอมกรุ่น นุ่มละมุน แต่เข้ม เต็มรสชาติกาแฟทั้งๆ ที่เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพนั้นเป็นอย่างไร

Inside out

ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนในการบรรยายคำๆ นี้ดี ก็เลยคิดว่าใช้มันตรงๆ นี่แหละ ไม่ต้องยุ่งยากด้วย

Inside out หรือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากภายในนั้น เป็นคำที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่คุณรู้มั๊ยว่าคนที่มักจะพูดว่า “รู้แล้ว” เนี่ย ส่วนมากมักจะ “เอาตัวไม่รอด”

คำว่า Inside out นี้มันกว้างมาก มันหมายความถึง “ทุกสิ่ง” ในโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติ เป็นอกาลิโก มันไม่มีกาลเวลา

เมื่อพูดถึง Software กับ Hardware คุณนึกถึงอะไรเหรอ? มันก็หมายถึงภายใน กับภายนอกนั่นแหละ

พูดถึงต้นไม้ พูดถึงตึกสูงระฟ้า มันก็ขึ้นอยู่กับราก และเสาเข็ม

พูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลต่างๆ มันก็ล้วนแล้วแต่ใช้สิ่งที่อยู่ข้างในเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งสิ้นเลย

มนุษย์เราก็เช่นกัน หากเราพูดว่าเรามีสมองเป็น Software และมีร่างกายเป็น Hardware ผมจะชวนคิดใหม่ว่า เรามีสมองเป็น Hardware ในขณะที่เรามี “จิตของเรา” ต่างหากที่เป็น Software

เมื่อเราเจ็บป่วย เราไปหาหมอ เรารักษาร่างกายของเรา คุณรู้หรือไม่ว่ากระบวนการรักษานี้ หมอเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น แต่คนที่รักษาเราจริงๆ คือ “พลังชีวิต” ของเราต่างหาก

ยกตัวอย่างเช่น หากเราเล่นฟุตบอล แล้วโดนเตะกระดูกหักขึ้นมา เราจะถูกนำไปสแกนที่โรงพยาบาล หมอมีหน้าที่สร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะแก่การรักษา ไม่ว่าจะเป็นการจัดรูปทรงกระดูกให้เข้าที่เข้าทาง เสริมวิตามิน ให้ยา สร้างสิ่งแวดล้อมให้พร้อมดำเนินการรักษาเท่านั้น จากนั้นพลังชีวิตของร่างกายนั่นเอง ที่เป็นตัวสมานกระดูกนั้นให้กลับคืนมาสู่สภาพเดิม

เว้นเสียแต่ว่ามันเกิดการเสียหายจนกระทั่งไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ หมอก็จะสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ โดยการหาเหล็กมาดามเอาไว้เพื่อให้กระดูกมันรับน้ำหนักได้ เคลื่อนไหวได้ แต่จะไม่เหมือนเดิม

แล้วหากมันเกิดขึ้นกับ Software ซึ่งก็คือ “จิตใจ” ของเราล่ะ? เราจะรักษามันอย่างไร?

เมื่อถึงวัย 40+ เราจะเริ่มเข้าใจสิ่งนี้มากขึ้น เริ่มต้องการเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ฟังเสียงของตัวเองมากขึ้น เข้าใจจิตใจของตัวเองมากขึ้น สงบมากขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เพราะสมองทั้งสองซีกเริ่มทำงานเข้ากันได้เรื่อยๆ (ในขณะที่วัยรุ่นยังทำแบบนี้ไม่ได้สักเท่าไหร่)

นี่คือหนึ่งในที่มาของการดูแลสุขภาพตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ เราเริ่มสนใจเรื่อง “การหายใจ” มากขึ้น สนใจเรื่อง “การพักผ่อน” มากขึ้น เพราะเราเริ่มจะรู้สึกมีอาการ Hangout ได้จากการกินที่ไม่ดี การนอนที่ไม่เพียงพอ

ในขณะที่เราจะรู้สึกกระชุ่มกระชวย รู้สึกหายใจได้ลึกขึ้น รู้สึกโปร่งโล่ง หลังจากที่เราได้ “ออกกำลังกาย”

เห็นมั๊ยว่าเมื่อเริ่มวัย 40+ ร่างกายเราจะเริ่มเปลี่ยน.. ภายในเริ่มปรับ ภายนอกเริ่มเปลี่ยน เพราะฉะนั้นการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติจึงเหมาะกับคนในวัยนี้อย่างแท้จริง

บางคนไม่สามารถปรับได้ทุกๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน ก็มักจะหา “ตัวช่วย” เช่นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ เพื่อที่จะให้อวัยวะซึ่งเป็น Hardware กลับมาทำงานได้เหมือนตอนเป็นหนุ่มสาว

ซึ่งการเลือกอาหารเสริมต่างๆ นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ และความเสื่อมถอยในส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต่างกันออกไป ก็ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาของแต่ละคนนั้นอยู่ตรงไหน ก็แก้ให้ถูกจุดก็จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

แต่อย่าพึ่งแต่อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว เพราะมันไม่ใช่ยาวิเศษแต่มันเป็น”ตัวช่วย” เท่านั้นเอง เราต้องปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย ซึ่งนั่นก็คือ หายใจให้เป็น เลือกกิน และดื่มในสิ่งที่ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังหรือเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

หากคุณทำทั้ง 4 เรื่องนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าสุขภาพของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

#MrSaen
#สุขภาพดีมีรายได้สไตล์พี่แสน
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย

เราจะเป็นอย่างไรเมื่ออายุ 80

ใครเคยมีความคิด หรือเคยเห็นภาพตัวเองตอนอายุ 80 กันบ้างมั๊ย ว่าตอนนั้นเราจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร และมีใครอยู่รอบตัวเราบ้าง

นี่คือคำถามสำคัญ ที่ผมมักจะถามเตือนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเรา
เนื่องจากว่าหากเราไม่ได้ตั้งคำถามแบบนี้ เราจะไม่รู้เลยว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่”

บางคนอาจจะมีข้อโต้แย้งว่า โอ๊ย! จะไปคิดถึงมันทำไม จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้…

นั่นสิ! เพราะเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นั่นแหละ เรายิ่งต้องทำสิ่งนี้
หากว่าเราเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่มีญาติ พี่น้อง มันก็อาจจะคิด หรือทำแบบนั้นก็ได้ เรียกว่า “ใช้ชีวิตไปวันๆ” อย่างเต็มระบบ 55555

แต่หากเรายังมีคนรอบข้าง เรายังมีความสัมพันธ์ ยังมีความผูกพันธ์ นั่นคือสิ่งที่เราต้องคิด และต้องคิดให้มากเสียด้วย

เมื่อตอนสมัยผมเป็นเด็ก ผมสังเกตเห็นว่า ผู้คนรอบตัวโดยเฉพาะอาแปะ อาอึ้ม ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีอาชีพที่เป็นของตัวเองกันเกือบทุกคน งานรับจ้างนั้นก็มีให้เห็นอยู่แต่ก็น้อยมาก ยิ่งพนักงานบริษัทในสมัยนั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ งานรับจ้างส่วนใหญ่ก็จะเป็นแรงงาน แล้วก็พนักงานโรงแรมเท่านั้นเอง

คนยุคนั้นจึงมักจะมีกิจการสืบทอดมาให้ลูกหลาน เช่นร้านอาหาร ร้านขายของชำ กิจการห้องเช่า หรือให้เช่าที่ทำตลาด ทำกิจการ เป็นต้น
เขาวางรากฐานให้ลูกหลาน และไม่เป็นภาระของใคร

แต่ชุดความคิดดังกล่าวมันเริ่มเสื่อมหายไปตามกาลเวลา คนเริ่มนึกถึงตัวเองมากขึ้นจนไม่สนใจคนรอบข้าง ทำอะไรตามใจที่ตัวเองอยากทำ (แต่ไม่เดือดร้อนใคร) ทำงานหนัก เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่อยากได้ ได้เที่ยวในที่ที่อยากไป เงินเก็บ เงินออม เงินลงทุนแทบไม่มีให้เห็นเลย

พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนว่าตัวเองจะไม่มีวันเกษียณ เหมือนว่าเจ้านายจะจ้างตัวเองไปจนกว่าจะแก่ตายคาบริษัทกันไปเลยทีเดียว
(ซึ่งผมเองก็เคยเป็นมาก่อน 55555)

วันนี้.. ผมจึงอยากเชิญชวนเพื่อนๆ ให้ลองคิดถึง “วันที่เราอายุ 80” ดูสิ ว่าเวลานั้นเราทำอะไรอยู่ อยู่กับใคร อยู่อย่างไร เราจะมีรายได้มาจากไหน ฯลฯ

และเมื่อคุณเห็นภาพนั้นแล้ว ให้นึกถึงตัวเองในวันนี้ดูว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และมีเหลือพอสำหรับวันนั้นมั๊ย? ถ้ายังไม่มีเหลือพอ แล้วเราจะทำอย่างไร จะวางแผนอย่างไร?

ถ้าใครที่เห็นภาพชัด และมีแผนการที่ชัดเจนแล้ว.. มาเล่าให้กันฟังบ้างนะครับ

#MrSaen
#สุขภาพดีมีรายได้สไตล์พี่แสน
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย