สุขภาพดี วัย 40+

เชื่อว่าหลายๆ คน ที่อายุเริ่มย่างเข้าสู่เลข 4 แล้วนั้น จะมีความรู้สึกว่า อวัยวะหรือร่างกายบางส่วนของเรานั้นเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้เกิดความกังวล เกี่ยวกับสุขภาพ ร่างกายไม่มากก็น้อย วันนี้ผมจะมาพูด ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแล สุขภาพกายสุขภาพใจและสุขภาพการเงิน ของพวกเราชาว 40 + ให้เพื่อนๆฟังกันนะครับ

เมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 เป็นธรรมดาที่เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายของเราจะเกิดการเสื่อมลง ทำให้การทำงานของอวัยวะบางส่วนผิดเพี้ยนไป ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากมาย บางคนก็กังวลว่าจะเป็นอันตรายถึงกับชีวิต พาลจะทำให้สุขภาพจิตเสียไปด้วย บางคนก็ไม่เป็นอันทำการ ทำงาน สุขภาพการเงินก็เสียไปด้วยอีกเช่นกัน

แล้วเราต้องทำอย่างไร หรือจะรู้ได้อย่างไรว่า ตอนนี้มีอะไรบางอย่าง หรืออวัยวะบางส่วนในร่างกายของเราเสื่อมลงบ้าง และเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรให้มันกลับมาดีดังเดิมได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่เสื่อมมากไปกว่านี้

เพื่อนๆรู้ไหมว่าเมื่อมีคำถามนี้เกิดขึ้นมาในหัว สิ่งแรกที่ชาว 40 + ทุกคนจะนึกถึงก็คือ การใช้อาหารเสริม และเข้าใจว่าอาหารเสริมนั้น คือทุกสิ่ง อาหารเสริมคือยาวิเศษที่จะช่วยให้อาการต่างๆดังกล่าวนั้นหายไปได้จริง และพร้อมจะกินอาหารเสริมทุกชนิดที่มีในโลก เพื่อ “แก้ไข” สิ่งที่เหลือ หรือเสื่อมไปแล้วให้มันดียิ่งขึ้น

แต่ผมอยากจะบอกว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดเลย เพราะว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารเสริมต่างๆ นั้น รวมถึงแม้กระทั่งยารักษาโรค ที่คุณหมอสั่งมาให้คุณทานยามที่คุณเจ็บป่วยนั้น มันช่วยแก้ไขบรรเทาได้เพียง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือทั้งหมด เป็นเรื่องของตัวเราเองทั้งสิ้น ร่างกายของเรามันทำการแก้ไข ซ่อมแซมตัวเองทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 4 เรื่องสำคัญ ดังต่อไปนี้ คือการกิน การพักผ่อน การเคลื่อนไหว และการหายใจ นอกจาก 4 เรื่องสำคัญดังกล่าวแล้ว ยังมีอีก 3 เรื่อง ที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับสุขภาวะที่ดีของตัวคุณเองนั่นก็คือ เรื่องของ การเอาพิษออก การจัดการกับอารมณ์ แล้วเรื่องสุดท้ายที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งคือการจัดการเรื่องการเงินนั่นเอง

แล้วทั้งหมดทั้งมวลนี้คือที่มาของ การสร้างเพจ “สุขภาพดี 40 + by พี่แสน” ขึ้นมาเพื่อที่จะสื่อสารถึงเรื่องราวในการดูแลตัวเอง ด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังเชื่อในหมอมากกว่าเชื่อในตัวเอง และเชื่อในธรรมชาติ

นั่นจึงทำให้คนเรายอมจ่ายเงินให้กับหมอเพื่อที่จะรักษาตัวเอง แล้วสุดท้าย ก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไม่ยอมปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเอง แต่เลือกที่จะทำอะไรแบบเดิมๆ พฤติกรรมแบบเดิมๆ แต่คาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ เพราะคิดว่ายาต่างๆ อาหารเสริมชนิดต่างๆ จะช่วยคุณได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ซึ่งทุกๆข้อมูลที่อยู่ในเพจนี้ ผมได้กลั่นกรองมาจากการเรียนรู้ประสบการณ์ และการลงมือทำด้วยตัวเองมาแล้วทั้งสิ้น และจะขอออกตัวก่อนเลยว่า มันไม่มีการการันตีผลลัพธ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ แต่ละคน มีวิธีคิด วิธีการ และวิธีปฏิบัติตัวที่แตกต่างกัน

ความรู้หากไม่ได้นำมาใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนน้ำในแท๊งค์ที่อยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น เติมเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันจะ”ล้นออกมา” และเสียน้ำนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่หากนำน้ำนั้นออกมารดน้ำต้นไม้ เราก็จะได้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ให้ดอกผล เป็นต้น

เพราะฉะนั้นความรู้ที่ได้ถูกส่งต่อ หรือได้รับการเผยแพร่ บอกต่อ แล้วมันสร้างคุณค่าหรือผลลัพธ์อะไรบางอย่างให้กับผู้คนได้ หรือยิ่งถ้ามันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตใครบางคนได้ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่ผมต้องการอย่างแท้จริง

ถ้าเพื่อนๆเห็นว่าเพจนี้มีสาระ มีประโยชน์ และให้คุณค่าอะไรบางอย่างให้กับเพื่อนๆได้ ช่วยกดแชร์ออกไป ให้เยอะๆ นะครับ เพื่อที่มันส์ทั้งนั้น และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนมากครับ

อาหารเสริมกับงานวิจัย.. เรื่องที่คุณต้องรู้

วันนี้เรามาพูดคุยกันต่อเรื่องงานวิจัย อย่างที่ผมได้พูดถึงเมื่อคราวก่อนนะครับ ว่าคนส่วนใหญ่มักจะเชื่อทุกๆ ข้อมูลที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ว่ามันถูกต้อง 100%โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ที่เขาโฆษณาว่าผ่านการวิจัยมาแล้วจากสถาบันโน้น นี้ นั้น

งานวิจัยที่ถือว่าแย่ที่สุด และยังไม่นับว่า เป็นหลักฐานรับรองการใช้งานทั้งทางด้านการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ ได้แก่งานวิจัยในสัตว์ หรืองานวิจัยจากห้องทดลอง หรืองานวิจัยจากโรงงาน หรือการคาดเดาผลวิจัยต่างๆ

แล้วเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ก็ชอบเอางานวิจัยประเภทนี้แหละมาใช้สนับสนุนการขายสินค้า และบริการด้านสุขภาพของตัวเอง แล้วก็เผยแพร่ไปทั่วอินเทอร์

ซึ่งเราก็ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงหรือเปล่า หน่วยงานไหนสถาบันไหน เพราะเราไม่ได้ไปค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม หรือไปให้สุดทางจริงๆ

หรือบางครั้งอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆก็ได้ แต่มีวาระซ่อนเร้นในการออกมาพูด โดยพูดแต่ในแง่มุมที่จะทำให้เจ้าของสินค้าได้รับผลประโยชน์ แต่ในมุมที่เป็นโทษเขาจะไม่พูดถึง

จริงๆแล้วทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์นั้น เรียกข้อมูลเรื่องการวิจัยแบบนี้ว่า เรื่องเล่าสู่กันฟังเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น testimonial จากผู้เชี่ยวชาญ หรือ การสัมภาษณ์บุคคลสำคัญทางการแพทย์จากต่างประเทศต่างๆ อะไรประมาณนี้

แต่หากเป็นงานวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ คือมีการออกแบบงานวิจัยเพื่อที่จะทราบ ข้อเท็จจริงบางอย่าง โดยกำหนดปัจจัยแทรกแซงอื่นๆ มาทำการเปรียบเทียบ แบบนี้แหละที่น่าเชื่อถือมากกว่า

ผมจะขอยกตัวอย่าง งานวิจัยที่ดีงานหนึ่ง ให้เพื่อนๆฟังนะครับ

นายแพทย์ดีน ออร์นิช ต้องการที่จะหาคำตอบว่าการให้ผู้ป่วยปรับวิธีใช้ชีวิตจะมีผลรักษาโรคหัวใจจริงหรือไม่ เขาแนะนำผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ได้สวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปไว้ จำนวน 93 คน เอามาสุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ให้ได้รับการรักษาและดูแลตัวเองตามวิธีปกติ และกลุ่มที่ 2 ให้ปรับวิธีใช้ชีวิต ไปอย่างสิ้นเชิงใน 4 ประเด็นสำคัญคือ

  1. ให้กินแต่อาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัดไม่ขัดสี
  2. ให้ออกกำลังกายให้เหนื่อยหอบแบบร้องเพลงไม่ได้ 5 วันต่อสัปดาห์
  3. ให้ทำกิจกรรมจัดการความเครียดทุกวันเช่นนั่งสมาธิ และการเล่นโยคะ
  4. ให้เข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน สัปดาห์ละครั้ง แล้วติดตามดู เป็นเวลา 5 ปี

จากนั้น ให้นำตัวอย่าง มาฉีดสี วัดรอยตีบของเส้นเลือด นับจำนวนการเจ็บหน้าอก แล้วจำนวนการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นตัวชี้วัด

เมื่อคราว 1 ปี เขาก็ได้นัดผู้ป่วยทุกคน มาฉีดสีสวนหัวใจ และประเมินตัวชี้วัดดู พบว่า กลุ่มที่ 2 ที่ปรับวิถีชีวิต 100% โวยเรื่อง 4 ข้อนั้น รอยตีบที่หลอดเลือดของพวกเขาขยายโล่งขึ้นจากเดิม 4.5% มีอาการเจ็บหน้าอกน้อยลง 91%
ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้วิธีดูแลรักษาปกติทั่วไป รอยตีบที่หลอดเลือดแคบลงไปจากเดิม 5.4 เปอร์เซ็นต์ และมีอาการเจ็บหน้าอกเพิ่มขึ้น 165%

ซึ่งเมื่อครบ 5 ปี ผลที่ได้ ก็ยังคงเป็นแนวทางเดิม คือกลุ่มที่ 2 ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มที่ 1 มีแต่ทรงกับทรุด

งานวิจัยแบบนี้จึงจะเรียกว่างานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งแม้แต่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ นายบิล คลินตันซึ่งเคยทำบอลลูนไปแล้วครั้งหนึ่ง และดูแลในแบบที่ 1 กลับมาตีบซ้ำจนหมอบอกว่าต้องทำบอลลูนรอบที่ 2

บิล คลินตัน ตอบปฏิเสธ และได้เชิญนายแพทย์ดีน ออร์นิชผู้นี้มาให้คำแนะนำการดูแลรักษาในแบบที่ 2 ซึ่งก็ปรากฏว่า นายบิล คลินตันไม่ต้องทำบอลลูน และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกเลย

ซึ่งผมหวังว่า หลังจากนี้เวลาเพื่อนๆ อ่านข้อมูลต่างๆบนอินเทอร์เน็ต ให้ลองพยายามสืบค้นหาต่อไปให้ได้ ว่าต้นตอของงานวิจัยนั้นมาจากไหนอย่างไรน่าเชื่อถือหรือไม่

มิฉะนั้น นอกจากเราจะได้รับข้อมูลที่ผิดเพี้ยนแล้ว ยังอาจส่งผลทางด้านสุขภาพ ให้กับตัวเอง และผู้ที่เราแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

หากเพื่อนๆ ชอบบทความนี้ ช่วยกดแชร์ กดคอมเมนท์ให้ผมด้วยนะครับ เพื่อที่ผมจะได้คัดสรรความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้เสพกันอย่างสม่ำเสมอนะครับ

#MrSaen

Infobesity เมื่อเราอยู่ในโลกแห่งข้อมูล

ทุกวันนี้คนอยากรู้อะไรก็เข้าไปหาในอินเตอร์เน็ต โลกแคบลงเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าเป็นภาวะ “ข้อมูลท่วมท้น” หรือ Information Overload หรือคำเก๋ๆ ว่า Infobesity นั่นเอง

แต่ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ คนส่วนใหญ่กลับเชื่อข้อมูลทุกอย่าง ที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งบางครั้งก็ถูกส่งต่อๆกันผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นใน Google Facebook Line หรือ Social Media อื่นๆ

และที่สำคัญก็คือ เป็นความเชื่อในแบบที่มั่นใจมากๆด้วย ไม่มีการ ศึกษาค้นคว้า หรือวิจัยข้อมูลหาที่มาที่ไปที่ถูกต้องหรือมีหลักฐานอะไรรับรองเลย

แล้วคุณรู้ไหมว่า สินค้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตภัณท์อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งตอนนี้ มีเกลื่อนอินเทอร์เน็ตไปหมด ก็มักที่จะเอาผลงานวิจัย หลากหลายมากมายจากสถาบันนั้น นี้ นายแพทย์คนนั้น ดอกเตอร์คนนี้มาอ้างอิง

สุดท้าย คุณเคยลองหาข้อมูล ของผู้คนเหล่านั้นหรือเปล่า เคยลองหาข้อมูลจริงๆ ของสถาบันที่วิจัยหรือเปล่า หาข้อมูลเรื่องที่เขาวิจัยหรือเปล่า

ส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำกัน แต่กลับเชื่อในสิ่งนั้น เชื่อในข้อมูลนั้นแบบ 100% แล้วเอาข้อมูลนั้นมาส่งต่อ พอใครพูดถึง เรื่องนี้ ก็จะเข้าไปผสมโรงกับเขา ประหนึ่งว่าตัวเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นจริงๆ เหมือนกันนะเฟ้ย

ซึ่งตรงนี้แหละที่น่าเป็นห่วง คุณรู้หรือไม่ว่า คำว่างานวิจัยต่างๆ มันไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นได้รับการรับรองและถูกต้อง อย่างเรียบร้อยแล้ว สามารถอนุมัตให้ได้ มีการรับรองที่แน่นอน

แต่นักการตลาด มักจะเอาข้ออ้างคำอ้างของผลงานวิจัย ที่ใครบางคนทำเพื่ออะไรบางอย่างมาใช้ประโยชน์ ในมุมที่จะทำให้คนเชื่อ และซื้อสินค้าของตัวเอง

ผมอยากให้เพื่อนๆ ลองพิจารณาหลายๆแง่มุมนะครับ อยากจะฝากบอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อผลงานวิจัย ซึ่งคราวหน้าผมจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพื่อประโยชน์ของเพื่อนเอง ก่อนที่จะซื้อ ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในอินเทอร์เน็ตนะครับ

ทำไมถึงป่วย.. คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด

นี่คือคำถามที่คนส่วนใหญ่ถามผม และผมสังเกตเห็นได้ถึง “ความกังวลบางอย่าง” จากน้ำเสียง และแววตาของพวกเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมาเล่าให้คุณฟัง

ต้องย้อนเรื่องราวกลับไปถึงตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ก่อนเลย ตอนนั้นผมยังอยู่ในวัยคึกคะนอง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการหาเงินเรียนหนังสือ เราตัดสินใจได้เองทั้งหมด ไม่เคยมีความคิดเรื่องเป้าหมายชีวิต ไม่เคยมีความคิดเรื่องการแต่งงาน คิดแค่เพียงว่า “ใช้ชีวิตให้พอ แล้วบั้นปลายจะบวชไม่สึก”

ในหัวตอนนั้นมีไม่กี่เรื่อง งาน, เที่ยว, เตะบอล, ดื่ม สังสรรค์, จีบหญิง แค่นั้นจริงๆ ไม่ได้คิดจะรวย ไม่เคยคิดที่จะสร้างเนื้อ สร้างตัว จะมีครอบครัว มีธุรกิจเป็นของตัวเองเลยสักนิด เพราะฉะนั้นงานจึงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มีทุกอย่าง แล้วงานอะไรล่ะที่มันตอบโจทย์? สรุปแล้วมาลงตัวที่งาน Organizer ซึ่งไม่ซ้ำซาก ได้เที่ยว (งาน Road show ต่างๆ) ได้เงิน ได้สังสรรค์ ได้เจอดารา ได้เตะบอล ได้ทักอย่างที่อยากได้ ทำให้ชีวิตตอนนั้นไหลไปตามกรรมมากๆ ไม่มีหลัก ไม่มีทิศทาง

สิ่งที่ตามมาคือ เริ่มมีความดันโลหิตสูงนิดๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะไม่คิดว่ามันจะทำอะไรเราได้ ก็ปล่อยปละละเลยมาเรื่อยๆ แล้วลักษณะของงานคือ ต้องเป๊ะมากๆ ห้ามพลาด ทุกอย่าง LIVE มากๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าคืองานหลักเลย การเตรียมงานนี่คือ “เครียดมาก” “พักผ่อนน้อย” “กินไม่เป็นเวลา” “ต้องเข้าสังคม” ต้อง Social drink เป็นประจำ” “ไม่มีเวลาออกกำลังกาย” “เสพทุกเรื่องที่เป็นกระแส” (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นข่าวฉาวเสียมากกว่า)

นั่นจึงทำให้ผมหาทางออกกำลังให้มากขึ้น แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ บังเอิญตอนนั้นเพื่อนเลิฟชวนเปิดร้านเหล้าข้างสนามฟุตบอล ก็เลย Bingo ได้เตะบอล (ที่ตัวเองรัก) ได้เจอเพื่อนๆ ได้ดื่ม สังสรรค์ และได้เชียร์ทีมฟุตบอลที่รัก ได้ร้องเพลง ได้เจอผู้คน อะไรมันจะคลิ๊กขนาดนี้

ปรากฏว่า.. เสร็จจากงานเครียดๆ มาทั้งวัน ก็มาเฝ้าร้าน ดื่มกับเพื่อน กับลูกค้าทุกคืนๆ ดื่มสารพัดสูตร เรียกว่าดื่มเป็นทุกอย่าง เป็นอย่างนี้นานเป็นปี จนกระทั่งขายร้านต่อแล้วย้ายกลับมาทำงานที่พัทยาบ้านเกิด

คุณลองดูองค์ประกอบเหล่านี้สิ.. แล้วมันจะไม่ป่วยได้อย่างไรล่ะ

เอาง่ายๆ เลย.. ถ้าไม่อยากป่วยให้ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ได้เลย 55555 แล้วนี่ก็คือที่มา หรือจุดเริ่มต้นของอาการป่วยที่เพื่อนๆ รู้กันดีนะครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังว่าอาการมันเป็นยังไง แล้วผมทำยังไง…. แล้วพบกันครับ

#MrSaen #สุขภาพดีเรื่องง่ายง่ายสไตล์พี่แสน #DzyneYourLife

อะไรที่ทำให้เปิด Website เป็นของตัวเอง

คำถามแรกที่ผมได้ยิน เมื่อผมมักจะโพสต์เรื่องราวดีๆ เรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ การตลาด การขาย รวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับแนวคิด และทัศนคติเชิงบวกก็คือ “ทำไปทำไมวะ??”

ต้องเรียนให้ทราบตามตรงว่า ผมเคยเปิด Website ในชื่อนี้มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อการเรียนรู้ และทำการตลาดเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ และธุรกิจเครือข่าย ซึ่งสาเหตุที่ปล่อยผ่านไปก็เพราะว่า “ผมอดทนไม่พอ”

เมื่อ “อดทนไม่พอ” นั่นหมายความว่า Content ดีๆ ที่ผมสร้างไว้ใน Website ของผมก็ถูกกลืนหายไปกับสายลม และทุกอย่างต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด… แต่ “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่นา เริ่มใหม่ก็เริ่มใหม่สิ” 55555

Website นี้ผมตั้งใจที่จะทำขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือนกับ Diary ชีวิต โดยที่ผมจะทยอยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาให้เพื่อนๆ ได้ฟังกันก่อน เพื่อที่เราจะได้รู้จักกันดีมากกว่านี้ แล้วเพื่อนๆ จะรู้ว่า ผมเขียน Website นี้ขึ้นมาทำไม และมันสำคัญกับผมขนาดไหน?

วัยเด็กที่แสนสนุก และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย (ชอบเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก)
วัยเด็กที่ได้บวชเรียนเป็นสามเณรแสนซน (ชาวบ้านให้ฉายานามว่า “หลวงพ่อเณร”)
วัยเด็กที่ต้องรับมือกับการพลัดพราก (พ่อ-แม่ แยกทางต้องย้ายไปอยู่กับยาย)
วัยเด็กที่โตมาท่ามกลางธรรมชาติ กับครอบครัวชาวนาทั่วไป

วัยเรียนที่มันส์ทุกเรื่อง และเป็นหนึ่งในช่วงชีวิตที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน
วัยเรียนที่ได้เจอเพื่อนที่หลากหลาย และมีทุกรูปแบบจริงๆ
มัธยมต้นที่ฝักใฝ่อยู่กับดนตรี และกีฬา
มัธยมปลายที่ลอง และเรียนรู้ไปเสียทุกเรื่อง (ทั้งเรื่องดี และเรื่องไม่ดี)

วัยทำงานที่เปิดประสบการณ์ชีวิตในทุกๆ ด้าน
เริ่มต้นที่งาน Freelance Backstage เรียนรู้จากเด็กแจกใบปลิว สู่ Backstage สายดนตรี
ต่อด้วยงานทางด้าน Organizer อีกกว่า 20 ปี
เปิดร้านอาหารข้างสนามฟุตบอล วัตถุประสงค์หลักคือออกกำลัง ดื่ม และเชียร์บอลกับเพื่อนๆ
ผันตัวมาเป็น Property Marketer ที่เริ่มจากตำแหน่ง Creative และจบที่ General Manager
ได้ไปท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ต่างประเทศหลายครั้ง ได้ประสบการณ์ใหม่มากมาย

วันที่เจอกับคำว่า “วิกฤติ”
เคยตรวจร่างกายเมื่อสมัยทำงาน พบว่า “ความดันโลหิตค่อนข้างสูง” แต่ก็ไม่ได้สนใจ
ด้วยความที่คิดว่า “เรายังเป็นวัยรุ่นที่แข็งแรงอยู่… ไม่เป็นไรหรอก” และไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลย
เว้นการตรวจร่างกายประจำปีไปหลายปี จนกระทั่งพบว่า “เส้นเลือดหัวใจตีบ 2 เส้นระดับ 80%”
เข้ารับการทำบอลลูนหัวใจทันที ลาออกจากงาน หมดเงินที่เก็บมาไปกับการรักษา

การฟื้นฟู การเยียวยา การก้าวต่อ
เงินเก็บส่วนที่เหลืออีกไม่มาก ทยอยใช้ไปกับการกินอยู่ เรียนรู้ ลงทุนทำอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องอยู่กับบ้าน เพราะไปทำงานไม่ได้ (ทนกับความเครียดไม่ได้)..
มีเพียงครอบครัว และภรรยาที่อยู่เคียงข้าง และเข้าใจ

ลงทุนไปกับอะไรหลายๆ อย่าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่สำเร็จดั่งที่ตั้งใจสักที
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ “การรู้จักตัวเอง และใช้ชีวิตให้มีความสุข” “วิธีคิดที่โคตรจะเป็นบวก”
“วิธีเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และผู้คน” พร้อมทั้งกัลยาณมิตรอีกหลายคน
ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่มีคุณค่ามากกว่าเงินทอง
และมากกว่าสิ่งใดๆ เพราะโลกใบนี้มันคือ “ตัวเราเอง” ที่สะท้อนออกมา และเป็นอย่างที่เห็นนั่นเอง

วันนี้ที่พร้อมจะส่งต่อประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถให้กับผู้คน ในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็น
ความรู้ทางด้านการดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ การเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง และความรู้ด้านการตลาดซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้คนอย่างแน่นอน แล้วผมจะทยอยเล่าให้ฟังนะครับ

#MrSaen
#หลับตาถามใจแล้วลงมือทำเลย
#1DayGoodThing
#ChangeYourLife
#DzyneYourLife

5 นิสัยที่ต้องมี หากอยากสุขภาพดีตลอดไป

ทุกวันนี้เราโฟกัสเรื่องอะไรอยู่ บางคนอาจจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ “พื้นฐานในการมีชีวิตที่ดี” ซึ่งก็หมายถึงการมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดีนั่นเอง และนี่คือ 5 นิสัยที่เราควรต้องมี หากอยากมีสุขภาพที่ดีตลอดไป

ในปัจจุบันโลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องหมุน และใช้ชีวิตตามให้ทัน บางสิ่งเราทำตามโดยไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์กับตัวเองอย่างไร แต่ทำตามแค่เพื่อไม่ให้ตกขบวนหรือพลาดในสิ่งที่คนอื่นเขาทำกัน แต่เรากลับลืมสิ่งที่เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเราเอง

วันนี้ผมอยากจะชวนให้เพื่อนๆ ทุกคน สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติ แล้วลองทบทวนดูว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่เราควรทำก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่เราจะตั้งเป้าหมายในชีวิตว่ามันคืออะไร
มันใช่สิ่งที่เรากำลังก้มหน้า ก้มตาทำกันอยู่ทุกวันนี้หรือเปล่า

ผมเฉลยให้รู้เลยก็ได้ สิ่งนั้นคือ Wellness ซึ่งหมายถึงการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และจิตวิญญาณของเราให้สมบูรณ์พร้อมนั่นเอง ซึ่งเพื่อนๆ รู้มั๊ยว่าหากเราปล่อยปละละเลยมัน จากเรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน มันอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ “ทั้งสำคัญ และเร่งด่วน” ก็เป็นได้และนี่คือ 5 สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ และตระหนักถึงความจำเป็นต้องทำ และทำทุกวัน ทำอย่างสม่ำเสมอ ทำจนเกิดเป็นนิสัยได้ยิ่งดี

1. กินให้เป็น

โดยส่วนใหญ่แล้วคนเรายัง “กินไม่เป็น” เรามักจะ “กินเมื่ออยาก” มากกว่า “กินเมื่อหิว” ซึ่งนั่นเป็นการสร้างภาระให้กับร่างกายโดยไม่รู้ตัว เพราะอาหารที่เกิดจากการกินเพราะความอยากนั้น ส่วนมากแล้วร่ายกายจะ “ไม่ได้เอาไปใช้งาน” มันจึงแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่มันสามารถเก็บ กักตุนไว้ใช้ในยามจำเป็นเช่น ไขมันสะสม เป็นต้น

สุดท้ายแล้วเราก็ต้องหาทางเอาสิ่งที่กินเมื่ออยากออกจากร่างกายอยู่ดี เราจึงต้องหายาลดความอ้วนมากิน ต้องเสียงเงินเข้าฟิตเนส เสียเงินดูดไขมันออก เสียเงินซื้ออาหารเสริมเป็นกำมือ ฯลฯ เพียงเพราะเรา “กินไม่เป็น” เท่านั้นเอง

วิธีง่ายๆ (แต่อาจจะทำยาก) ก็คือเราควรต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินให้หลากหลาย โดยแบ่งอาหาร 1 จาน ออกเป็น 4 ส่วน คือ เป็นผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วนและเนื้อสัตว์อีก 1 ส่วน กินเมื่อหิว หรือเมื่อร่างกายต้องการเป็นหลัก แต่หากหน้าที่การงานกำหนดให้กินเป็นเวลาก็ให้ทานเท่าที่่จำเป็น อย่าทานจุกจิก หากจำเป็นต้องทาน 3 มื้อ ก็ให้ลดปริมาณในมื้อเย็น เน้นอาหารที่เป็นผัก และออร์แกนิค ปราศจากสารปรุงแต่งและสารเคมีจะเกิดประโยชน์สูงสุด เลือกให้ดี กินให้เป็น เพราะ “You are what you eat” นะครับ

2. ดื่มน้ำให้เหมาะสม

ร่ายกายเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 1 ใน 3 ของร่างกาย น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ร่ายกายขาดไม่ได้และช่วยสร้างความสมดุลในเซลล์ซึ่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ เราควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว หรือน้ำขวดเล็กประมาณ 3 ขวด การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยเรื่องการขับถ่าย ทำให้อุณภูมิร่างกายคงที่ มีผลต่อการทำงานของสมองในเรื่องของความจำ และยังช่วยรักษาระดับของอารมณ์และลดความเครียดได้อีกด้วย ขอเน้นว่าน้ำที่เราดื่มควรเป็นน้ำเปล่าและสะอาด ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ ไม่เช่นนั้นจะเกิดโทษต่อร่างกายมากกว่าประโยชน์

3. ออกกำลังกาย

ในเรื่องของการออกกำลังกายนั้น มีความเห็นมากมายในโลกอินเตอร์เนต ก็อยากให้คุณลองเลือกเสพเอานะครับ ว่าตัวเองเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน อย่างไร แต่ในการดูแลสุขภาพนั้นจะเน้นว่าการออกกำลังกายเป็นการป้องกันโรคมากกว่า “การแก้ไข” นะครับ อย่ากที่พูดมาตอนต้นว่า หากเราเริ่มจากการกินไม่เป็น ทำให้เราต้องมาออกกำลังเพื่อแก้ไขมากกว่าเพื่อดูแลสุขภาพไปซะอย่างนั้น

ธรรมชาติแค่ต้องการให้เรามี “การเคลื่อนไหวที่เหมาะสม” เพื่อให้อวัยวะภายในได้รับการกระตุ้น ได้ทำงาน เพื่อให้เกิดพลังงานตามธรรมชาติ ไม่ได้ให้เราต้องไปเล่นเวทให้กล้ามโต ไม่ได้ให้เราปั่นจักรยานวันละร้้อยกิโล ไม่ได้ให้เรามีกล้ามท้องแข็งเรงสวยงาม ฯลฯ ซึ่งกรออกกำลังดังที่กล่าวมานั้นไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ แต่มันมากเกินพอสำหรับคนทั่วไป แต่มันเป็นการตอบสนองอะไรบางอย่างมากกว่า เพราะฉะนั้นคุณต้องเลือกให้ถูก และเหมาะกับ Lifestlye ของตัวเองนะครับ

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ให้มีการเคลื่อนไหวเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อ และระบบการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจ และปอดทำงานได้ดี และแข็งแรงขึ้น นอกจากนั้นการออกกำลังกายยังช่วยลดความเครียด ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย และช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

ที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องทุกวัน และหากทำจนกลายเป็นนิสัยได้ก็จะยิ่งดีมากๆ เลย

4. พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนคือช่วงระยะเวลาที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซม และสร้างเซลล์ใหม่ เป็นช่วงเวลาที่อวัยวะภายในต่างๆ จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ สมองได้พักผ่อนหลังจากที่มีเรื่อง
ให้ต้องคิดตลอดทั้งวัน คิดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทุกท่านต่างก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ช่วงระยะเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นซ่อมแซมร่างกายของนาฬิกาชีวิตของเรานั้นคือเริ่มตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป (ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สามารถหาได้จากอินเตอร์เนททั่วไป)
แต่สิ่งทีสำคัญคือ ก่อนนอนต่างหากที่เราจะทำอย่างไรให้การนอนนั้น เป็นการนอนที่มีคุณภาพ

หากคุณยังหลับไปพร้อมกับทีวี หรือมือถือของคุณ นั่นหมายความว่าสมองของคุณยังคงสั่งการอยู่ไม่ได้หยุดพัก แม้คุณจะหลับไปแล้วแต่เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะยังเหมือนนอนไม่เต็มอิ่มอยู่ดี หรือแม้แต่การพกความเครียดเข้านอนด้วยนี่ยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่เลย เพราะความเครียดนั้นๆ มันจะถูกส่งต่อไปยัง “ส่วนลึก” ของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่มันจะแสดงตัวออกมาเมื่อคุณเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันนั่นเอง เพราะฉะนั้นก่อนนอนควรทำจิตใจให้สงบ อาจจะด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิสั้นๆ ก็ได้ และนั่นแหละคือ “การพักผ่อนที่มีคุณภาพ”

5. คิดบวก

การคิดบวก กับ “โลกสวย” อย่างที่ใครๆ ชอบพูดกันนั้น เป็นคนละเรื่องเดียวกันเลยนะครับ คนที่เปรียบเทียบอะไรว่า “โลกสวย” นั้นจะมีมุมมองที่เป็นของตัวเองสูงมาก และมักจะอยู่ในโลกของตัวเอง และชอบให้คนที่ชอบคล้ายๆ กันเข้ามาอยู่ในโลกใบเดียวกัน สร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนกัน และอยู่ด้วยกันในโลกใบนั้น พร้อมกับคำพูดที่ว่า “นี่คือโลกแห่งความจริง”
แท้ที่จริงแล้ว การคิดบวกคือการมีมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในด้านที่เป็น “โอกาส” ซึ่งเลือกมองในมุมที่มีคุณค่าใดซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ร้าย หรือเหตุการณ์ดีๆ ก็ตาม
เช่น เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายห่วยแตกบางอย่าง (ในความรู้สึกของคนทั่วไป) คนที่คิดบวกจะรีบมองหาโอกาส มองหาทางรอด มองหาความเป็นไปได้ทันที ในทางกลับกันคนที่มอง “โลกแห่งความจริง” จะไม่คิดเช่นนั้น เขาจะด่าทอ เขาจะไม่พอใจ เขาจะระบายออกในช่วงทางต่างๆ เท่าที่เขาจะทำได้ เขาจะหาพวกพ้องที่คิดเหมือนกัน อยู่รวมกันและระบายให้กันและกันฟัง
เพียงเท่านี้ก็เห็นแล้วว่าใครที่มีโอกาสจะพบกับ “ความสุข” มากกว่ากัน

ทั้ง 5 ข้อนี้คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของชีวิตเลยก็ว่าได้ หากคุณปฏิบัติทั้ง 5 ข้อนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ และทำจนกระทั่งกลายเป็นนิสัยของคุณได้ รับรองว่าคุณจะเป็นคนที่มีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่สมบูรณ์ แข็งแรงอย่างแท้จริง

#MrSaen
#สุขภาพดีด้วยวิธีธรรมชาติ